๘๙.
๘๙. พระบุตร
“มีคนบอกผมว่าที่ผมมาที่นี่ได้เพราะมันคือการเลือกของท่านไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม
“ใช่ ฉันเลือก แต่การเลือกของฉันนั้นก็เกิดจากการที่เธอเลือกด้วยเช่นกัน คนที่เชื่อฟังฉันเท่านั้นที่จะกลายเป็นคนที่ฉันเลือก”
“ที่แรกผมคิดว่ามีแต่คนบนโลกนี้เท่านั้นนะที่ถนัดการพูดจาวกวน นี่ท่านก็เป็นไปกับเขาด้วย” ผมพูดเย้า
“ก็พวกเขากับฉันเป็นหนึ่งเดียวกันนี่”
“เมื่อกี้ท่านพูดว่า ท่านบอกให้ผมทำบางอย่าง แล้วผมก็ทำตามที่ท่านบอก ผมไม่เห็นรู้สึกเลยว่ามันเป็นการบอกของท่าน”
“การบอกของฉันมันกลมกลืนกันมากกับสิ่งที่เธอเรียกว่าความคิด พูดง่ายๆ คือเธอแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนคือความคิดของเธอ อันไหนคือการบอกของฉัน และที่ยิ่งกว่านั้นคือคนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการบอกจากฉัน พวกเธอเลยเหมาไปเลยว่าทุกความคิดที่เกิดในสมองของเธอเป็นสิ่งที่เธอคิดขึ้นเองทั้งหมด”
“แล้วความแตกต่างระหว่างความคิดของผมกับการบอกของท่านคืออะไรล่ะครับ” ผมถาม
“มันจะแยบยลกว่า มันจะพิเศษกว่า มันจะแตกต่าง มันจะประณีตกว่าสิ่งที่เธอคิดเองเยอะ”
“รุทอนเคยบอกผมว่า มันเป็นการดลใจจากดวงจิตที่เป็นสายสัมพันธ์ของผมไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม
“แล้วมันจะต่างกันตรงไหนล่ะ ในเมื่อดวงจิตที่เป็นสายสัมพันธ์ของเธอ เขาก็เป็นหนึ่งเดียวกับฉัน”
“ดวงจิตที่เป็นสายสัมพันธ์ของผมก็เป็นตัวท่าน…งั้นหรือครับ?”
“เอาล่ะ เธอรู้ว่าดวงจิตนั้นมีอยู่จริง เธอสามารถใช้ความคิดของเธอพิสูจน์เพื่อให้ประจักษ์แจ้งได้ด้วยตัวเองว่ามันมีอยู่ และดวงจิตนี่เองที่มีคุณสมบัติไม่เหมือนกับทุกสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมาในจักรวาล ทุกสิ่งที่ฉันสร้างเกิดขึ้นจากการสั่นสะเทือนของฉัน เกิดจากการกำหนดค่าหรือคุณสมบัติแบบเฉพาะเจาะจงจากฉัน เกิดจากการสังเคราะห์เศษฝุ่นธุลีที่กระจัดกระจายในห้วงอวกาศให้กลายเป็นสิ่งใหม่ ดังนั้นรูปแบบที่ออกมาจึงไม่มีสิ่งใดเลยที่เหมือนกับความเป็นฉัน แต่ในกรณีของดวงจิต มันไม่ได้เกิดจากการสร้างของฉัน แต่มันเกิดจากการ “แบ่ง” ออกไปจากตัวฉัน การแบ่งนี้ถ้านึกภาพว่าฉันเป็นขนมคุกกี้ชิ้นใหญ่ๆ แล้วฉันก็ปริแบ่งตัวฉันออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งขนมชิ้นเล็กๆ เหล่านั้นก็ยังคงมีคุณสมบัติคือรสชาติ สี กลิ่นเหมือนกับชิ้นใหญ่ทุกประการ นี่คือคำที่อธิบายเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวของฉันกับดวงจิตที่เป็นสายสัมพันธ์กับเธอ พวกเธอบางคนเรียกดวงจิตที่ถูกแบ่งออกมาในขั้นต้นนี้ว่า “พระบุตร” ฟังดูก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริงนะ เพราะคำว่าบุตรก็คือผู้ที่แยกตัวหรือแบ่งตัวออกมาจากบิดา”
“แล้วดวงจิตของตัวผมตอนนี้ล่ะครับ เป็นอะไร”
“เดี๋ยวก่อนนะ ยังไม่ถึงในส่วนของเธอ จากนั้นดวงจิตที่แบ่งตัวเองออกมาจากฉันหรือที่เรียกว่าพระบุตรนี้ก็แบ่งตัวเองอีกครั้งหนึ่ง การแบ่งในครั้งนี้มักมีจำนวนจำกัดคือน้อยที่สุดเท่ากับ 4 รูปธรรมและมากที่สุดเท่ากับ 32 รูปธรรม พวกเธอเรียกดวงจิตที่ผ่านการแบ่งตัวเองในขั้นตอนนี้ว่า “พระจิต” หรือ “จิตวิญญาณ” แล้วดวงจิตวิญญาณเหล่านี้ก็พากันแยกย้ายไปฝังตัวอยู่ในกายของมนุษย์แต่ละคน ทีนี้เนื่องจากจิตวิญญาณมีสภาพเป็นพลังงาน เขาจึงต้องส่งตัวแทนออกมาจากตัวเขาเพื่อไปทำหน้าที่ให้สอดประสานกับรูปแบบปฏิกิริยาทางเคมีหรือทางกายภาพอีกที ซึ่งการส่งตัวแทนในขั้นตอนนี้จะเป็นลักษณะ การตัด ไม่ใช่ การแบ่ง แล้ว โดยการตัดออกมานี้ เพื่อทำให้สิ่งที่ถูกตัดยังคงทำงานร่วมกันในสภาวะกึ่งกายภาพกึ่งพลังงาน หรือยังคงมีความสัมพันธ์กันได้ ถ้าวัดการตัดนี้ออกมาเป็นอัตราส่วนก็จะเท่ากับ 3 ใน 4 ส่วน ฉันเรียกดวงจิตที่ถูกตัดออกมานี้ว่า “จิตสำนึก” และมันก็คือจิตที่เธอกำลังใช้คุยกับฉันอยู่ในขณะนี้ โดยตำแหน่งที่ตั้งของมันจะอยู่ลึกเข้าไปในกระโหลกศีรษะเหนือคิ้วทั้งสองข้างประมาณ 2 เซ็นติเมตร สิ่งนี้มีลักษณะเป็นต่อมไร้ท่อที่มีขนาดเล็กเท่ากับเม็ดถั่วเขียว พวกเธอเรียกสิ่งนี้ว่า “พิทูอิทารี่” และ “พระจิต” หรือจิตวิญญาณที่สถิตอยู่ในกายของเธอตลอดเวลานั้น มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของกะโหลกศีรษะหรือตรงที่เรียกว่าสมองส่วนกลาง โดยพวกเธอเรียกสิ่งนี้ว่า “ต่อมไพเนียล” จิตส่วนนี้มีค่าทางพลังงานเหลือเพียงแค่ส่วนเดียวในขณะที่จิตสำนึกของเธอมีถึง 3 ส่วน”
“การตัดไม่เหมือนกับการแบ่งอย่างไรครับ ผมว่ามันน่าจะเหมือนกันนะ” ผมถาม
“การตัดออกนี้หมายความว่า สิ่งที่ถูกตัดจะเหลือคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเดิม เหมือนเธอตัดแขนตัดขาของเธอออกไป คุณสมบัติการใช้มือและเท้าของเธอก็จะไม่มี ซึ่งจะต่างจากการแบ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงมีคุณสมบัติเหมือนเดิมทุกประการ”
“แล้วอย่างนี้ จิตสำนึกของผมจะยังมีความเป็นหนึ่งเดียวกับท่านไหมครับ”
“ยังเป็นอยู่แต่ไร้การสัมพันธ์ เพราะหน้าที่ของจิตสำนึกคือควบคุมการทำงานของร่างกายที่เป็นรูปธรรมซึ่งอยู่ในสภาวะที่รับรู้แต่สิ่งที่จับต้องได้ สัมผัสได้เท่านั้น จิตสำนึกของเธอจึงไม่มีทักษะทางด้านพลังงานเลย เธอจึงคิดเอาเองว่าเธอคือเจ้าของร่างกายแต่เพียงผู้เดียว เธอจึงตัดสินใจทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยลำพัง”
“และตรงนี้นี่เองที่เหมือนเธอถูกตัดขาดจากความเป็นหนึ่งเดียวกับฉัน พวกเธอจึงคิดเลยเถิดไปว่าตัวเองคือผู้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง จริงอยู่ที่ฉันกำหนดให้พวกเธอเป็นใหญ่ที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เปรียบเสมือนเป็นราชาแห่งรูปธรรมสิ่งมีชีวิต แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครอีกที่อยู่เหนือเธอขึ้นไป เพราะอย่างน้อยดวงจิตวิญญาณที่เป็นเจ้าของร่างกายเธอและสถิตอยู่ในตัวเธอก็สูงส่งกว่าเธอหลายร้อยเท่า”
“แล้วทำไมผมถึงมีโอกาสมามีความสัมพันธ์กับท่านล่ะครับ คือผมหมายความว่า ดูเหมือนผมจะมีสิทธิพิเศษไม่เหมือนคนอื่นน่ะครับ”
“ความรักไง”
“ความรักอีกแล้วหรือครับ” ผมขัดขึ้น
“เพราะเธอเปิดโอกาสให้ตัวเอง เธอเปิดโอกาสให้ความรักมาอยู่ในใจของเธอ กระแสคลื่นของมันจึงเชื่อมต่อระหว่างฉันกับเธอ และสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เธอได้ยินเสียงของฉัน ซึ่งเป็นเสียงที่แยบยลกว่า พิเศษกว่า”
“มีความจริงข้อหนึ่งที่เธอควรรู้คือ เธอไม่จำเป็นต้องเดินทางมาพบฉันที่นี่เลยก็ได้ เพราะที่จริงฉันอยู่กับเธอตลอดเวลา ฉันมองเห็นทุกการกระทำของเธอผ่านดวงตา ผ่านการสัมผัส ผ่านจมูก ผ่านลิ้น และผ่านหูของเธอ”
“เงื่อนไขข้อเดียวที่จะทำให้เธอสามารถสื่อสารหรือได้ยินสิ่งที่ฉันพูด สิ่งที่ฉันบอกได้ก็คือ เธอจะต้องสั่นสะเทือนจิตสำนึกของเธอให้เป็น ความรัก ตลอดเวลา ซึ่งนั่นเท่ากับเธอได้เชื่อมต่อกับฉัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอตั้งคำถามก็เท่ากับเธอใช้เครื่องมือการ “ค้นหา” และการบอกเล่าจากฉัน (คำตอบ) ก็จะเกิดขึ้น”
“ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ไม่มีใครหรอกที่สั่นสะเทือนจิตสำนึกของตัวเองด้วยความเกลียดชังแล้วสามารถเชื่อมต่อกับฉันได้”
“ปรกติผมก็ตั้งคำถามอยู่แล้วนี่ครับ และผมว่ามนุษย์ทุกคนก็ชอบตั้งคำถามด้วยเหมือนกัน”
“เมื่อไหร่ที่เธอตั้งคำถามโดยผสมกับความรู้สึกและอารมณ์ของเธอ คำตอบที่ได้ก็มักจะมาจากความคิดของเธอเสมอ ไม่ได้มาจากการบอกของฉันอย่างแน่นอน เพราะเธอได้ใช้ความรู้สึกที่จิตสำนึกของเธอตัดสินไปแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นหากการตั้งคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่กระบวนความรู้สึกเปลี่ยนเป็น อารมณ์ ไปแล้ว คำตอบที่ได้ก็จะยิ่งมาจากตัวตนของเธอมากขึ้นไปอีก ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปจากนี้มันจะไม่ได้พิเศษอะไร มันจะเป็นแค่ปรากฏการณ์แบบพื้นๆ ที่ทุกคนทำกัน”
“ถ้าเธอปรารถนาการบอกจากฉัน เธอจะต้องสั่นสะเทือนจิตสำนึกด้วยความรักและจะต้องไม่ปล่อยให้จิตสำนึกของเธอตกอยู่ภายใต้ความรู้สึกและอารมณ์อย่างเด็ดขาด หรือจะพูดอีกอย่างคือ ต้องไม่มีตัวตนของเธอเข้าไปตัดสินเลย ตัวเธอต้องทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและมองสถานการณ์เหล่านั้นตามความเป็นจริงให้มากที่สุด เมื่อนั้นเสียงของฉันก็จะปรากฏขึ้นมา และเธอจะรู้เองว่าอันไหนคือเสียงของฉัน อันไหนคือเสียงของเธอ”
“ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นมันจะพิเศษไม่เหมือนใคร ผู้คนที่อยู่รอบข้างเธออาจจะรู้สึกว่าเธอนั้นทำในสิ่งที่ประหลาด เธอไม่ต้องกลัวที่จะกลายเป็นคนประหลาด เพราะท้ายที่สุดคนเหล่านั้นก็จะต้องหันกลับมามองเธอ และถามเธอว่าทำไมชีวิตของเธอถึงได้มีแต่ความสมบูรณ์พูนสุขขนาดนี้ ทำไมเธอถึงได้มีแต่คนรัก เขาจะแปลกใจกับปรากฏการณ์ที่ฉายอยู่รอบกายของเธอ”
“ปรากฏการณ์ที่ท่านบอกว่าประหลาดนั้นเป็นอย่างไรครับ” ผมถาม
“เธอคิดว่าคนที่พูดว่า หากมีคนมาตบหน้าด้านซ้าย…จงหันด้านขวาให้เขาตบอีกข้าง นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ประหลาดไหมล่ะ ในอดีตมีคนหนึ่งที่เธอรู้จักเขาดีเคยพูดไว้ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่มีความประหลาดในสายตาของพวกเธอ ซึ่งคนที่จะทำแบบนี้ได้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติหลายๆ อย่างผสมกันอยู่นั่นคือ
1.) เขาจะต้องมีความรักที่บริสุทธิ์ใจเป็นพื้นฐาน โดยจะแสดงออกมาในรูปของ การให้อภัย ต่อคนคนนั้นได้อย่างไร้เงื่อนไข คือถ้าคนคนนั้นยังอยากจะตบหน้าเขาอีก เขาก็พร้อมให้ทำ การให้อภัยเป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ของคนประหลาดนี้
2.) เขาจะต้องยอมอย่างหมดใจ ยอมต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ยอมต่อความเจ็บปวด ยอมต่อความอับอาย ยอมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้คู่กรณีได้ชำระสิ่งที่ค้างคาใจของเขาให้หมดไป รวมทั้งยอมที่จะปรับตัวเอง เพราะการที่เขายังต้องการตบหน้าเธออยู่นั้นก็แสดงว่าเธอยังมีบางสิ่งที่ต้องแก้ไขจนทำให้เขาต้องการทำเช่นนั้นอีก เธอต้องยอมปรับตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขต่อเขาในอนาคต
3.) ถ้าใครทำเช่นนี้ได้ คนคนนั้นย่อมมีความอดกลั้นสูงสุด มันเป็นความอดกลั้นที่จะไม่กระทำสิ่งใดตอบโต้ อดกลั้นที่จะไม่โกรธ อดกลั้นที่จะไม่ผูกอาฆาตพยาบาท ความอดกลั้นนี้เป็นความสูงส่งทางจิตอีกอย่างหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้”
“และเมื่อเธอทำสิ่งที่แปลกประหลาดนี้ให้ปรากฏแก่สายตาคนอื่นๆ แล้ว เธอจะค้นพบว่านี่คือความสุขที่แท้จริง ความสุขที่ว่านี้ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการ ได้มี ได้ทำ ได้เป็น เหมือนกับที่เธอเข้าใจกัน แต่มันจะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากใจที่ “สงบ” ของเธอ คำว่าสงบในที่นี้จึงหมายถึง ไม่มีเงื่อนไขหรือสถานการณ์ใดๆ สามารถทำให้เธอเปลี่ยนแปลงความเป็นเธอได้ ต่อให้เธอเจอกับสถานการณ์ที่ร้ายกาจเพียงใด จิตใจของเธอก็ไม่มีทางสั่นสะเทือนเป็นอย่างอื่นโดยเด็ดขาด หลายคนเข้าใจเรื่องความสงบนี้แบบตื้นๆ ว่าเป็นการแสวงหาสถานที่ หรือการหลบเลี่ยงสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ไม่สงบว่าคือความสงบ ซึ่งหากเธอเข้าใจกระบวนการของมันแล้วเธอจะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ได้พิเศษอะไรเลย มันไม่ได้ใช้ความสามารถในการเป็นมนุษย์แห่งจักรวาลนี้เลย มันเป็นแค่การสร้างสถานการณ์แบบชั่วคราวสำหรับคนที่ไร้ความสามารถและสติปัญญาเท่านั้นเอง”
“ท่านครับ ผมว่าท่านพูดแรงไปนิดหนึ่งนะครับ ผมเห็นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีจิตใจสูงในสังคมของผมเขาก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น”
“ถ้าเธอเข้าใจสิ่งที่ฉันพูด เธอจะรู้ว่าฉันไม่ได้พูดเกินความจริงเลยแม้แต่น้อย คนที่ยอมเผชิญหน้ากับสถานการณ์และปฏิบัติต่อสถานการณ์นั้นได้อย่างถูกต้อง ย่อมมีความสามารถมากกว่าคนที่ไม่ยอมเผชิญกับสถานการณ์ใดๆ เลย เธอเห็นด้วยกับฉันไหม”
“เอาล่ะ ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้วครับ”
“ทีนี้จะเข้าเรื่องของผมได้หรือยังครับ”
“เรื่องอะไรหรือ?”
“ก็เรื่องที่ท่านให้ผมขึ้นมาพบท่านในเวลาค่ำมืดอย่างนี้น่ะสิครับ ท่านมีความประสงค์อะไร แล้วทำไมถึงต้องเป็นเวลานี้ด้วย”