อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๑๐๓.

๑๐๓.

สัญญา

๑๐๓. สัญญา

“น้องๆ ตื่นมาเข้าห้องน้ำหน่อยไหม” เสียงผู้หญิงคนที่นั่งข้างคนขับปลุกผมขณะรถจอดที่ปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน

ผมนอนหลับสนิทจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แสงไฟในปั๊มน้ำมันสว่างจ้าเสียจนทำให้ผมต้องค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละน้อย

“เข้าครับผม ขอบคุณมากครับ” ผมรีบตอบแล้วกระโดดลงจากกระบะท้ายรถ วิ่งตรงไปยังห้องน้ำทันที ผมทำธุระอย่างรวดเร็วเพราะคิดว่าถึงอย่างไรคงต้องอาศัยรถคันนี้ไปจนถึงกรุงเทพให้ได้ ผมเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างหน้า และคิดจะถือโอกาสดื่มน้ำที่อ่างเสียเลยเพราะตอนนี้ผมกระหายน้ำมาก ที่จริงก็หิวด้วยแต่ตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวเลย จึงคิดว่าได้น้ำก๊อกสักหน่อยก็คงช่วยประทังความหิวได้ ทันทีที่ผมเห็นหน้าตัวเองในกระจก ผมแทบจะจำตัวเองไม่ได้ ทั้งการแต่งกายและสภาพหนวดเคราที่ขึ้นรกรุงรังสมกับที่เขาจะมองว่าเป็นคนป่า แต่ก็คงต้องปล่อยให้เลยตามเลยแบบนี้จนกว่าจะถึงบ้าน

เมื่อเดินกลับมาที่รถ ผมตกใจเล็กน้อยที่ไม่เห็นรถจอดอยู่ที่เดิม แต่เมื่อกวาดสายตาไปรอบๆ ก็เห็นว่าเขาเลื่อนไปจอดที่ลานจอดเรียบร้อยแล้ว ผมจึงรีบไปยืนอยู่แถวๆ นั้นเพื่อความปลอดภัย

“พ่อให้เอานี่มาให้” เสียงเด็กผู้หญิงที่โดยสารมาในแค็ปดังขึ้นมาจากข้างๆ รถ เธอยื่นถุงไส้กรอกพร้อมกับน้ำดื่มอีกหนึ่งขวดให้

“พ่อบอกว่าคุณกินน้ำจากก๊อกในห้องน้ำ คุณหิวใช่ไหมคะ” เธอถามแบบซื่อๆ

ผมไม่ทันสังเกตว่ามีใครเห็นผมตอนที่อยู่ในห้องน้ำ

“ใช่จ้ะ ขอบคุณมากนะ” ผมตอบเธอ ที่จริงผมรู้สึกอายเด็กคนนี้มากๆ แต่ด้วยความหิวจึงทำให้เอื้อมมือไปหยิบไส้กรอกถุงนั้นมากินแต่โดยดี

ผมเดินไปนั่งกินที่กระบะหลังรถระหว่างที่คนอื่นๆ ยังเดินไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อกันอยู่ ผมเห็นผู้ชายคนขับยืนยืดเส้นอยู่ไกลๆ หน้าร้านนั้น ทีแรกคิดว่าจะเดินไปสนทนากับเขาและถือโอกาสขอบคุณด้วย แต่ก็กลัวจะทำให้เขารู้สึกอึดอัดกับการแต่งกายของผม จึงคิดว่านั่งรออยู่ตรงนี้น่าจะดีกว่า ไม่นานนักทั้งหมดก็เดินกลับมาที่รถ

“เป็นไงบ้างล่ะ อีกแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงเราก็น่าจะถึงกรุงเทพแล้ว” ผู้ชายคนขับรถทักทายผมขณะที่เดินมาถึง

“ขอบคุณมากๆ ครับ สำหรับอาหารและน้ำดื่ม” ผมรีบกล่าวคำขอบคุณเขาทันที

“ฟังจากลักษณะการพูดการจาของเธอแล้ว ดูไม่เหมือนเป็นคนป่าคนดอยเลยนี่ เธอเป็นคนที่ไหนกันแน่” ผู้ชายคนขับตั้งข้อสังเกต

“ครับ ผมอยู่กรุงเทพครับ” ผมตอบ

“อ้าว! แล้วไปไหนมาถึงได้ไปเดินอยู่ในป่าคนเดียวแบบนั้น” ผู้หญิงที่นั่งข้างคนขับถามขึ้นมาบ้าง

“เอ่อ…” ผมตอบแบบช้าๆ เพราะกำลังคิดหาคำตอบอยู่

“คือ…ผมหลงทางน่ะครับ” นี่เป็นคำตอบที่น่าจะดูมีเหตุผลที่สุดเท่าที่จะคิดออก

“แล้วทำไมแต่งตัวแบบนี้ล่ะ นี่ถ้าไม่บอก ฉันนึกว่าเธอเป็นชาวเขานะเนี่ย” ผู้หญิงเริ่มซัก

“เอ่อๆๆ…” ผมประวิงเวลาเพื่อให้สมองคิดหาคำอธิบาย เพราะถ้าขืนบอกไปตามความเป็นจริงมีหวังทุกคนต้องหาว่าผมบ้าแน่ๆ

“อ่อ…พอดีผมซื้อชุดนี้มาจากหมู่บ้านที่ไปเที่ยวมาน่ะครับ เห็นว่ามันสวยดีก็เลยเอามาใส่ครับ” สมองคิดคำตอบได้เดี๋ยวนั้น

“อ๋อ! อย่างนี้นี่เอง” ผู้หญิงพูด

ผมพยายามหยุดการสนทนาไว้แค่นี้เพื่อจะได้ไม่ต้องหาคำอธิบายเรื่องราวที่ผมไปเจอมาแบบโกหก

“อ้าว! แล้วทำไมเธอ” คนผู้หญิงกำลังจะเปิดประเด็นถามต่อ

“พอก่อนเถอะ เรายังต้องเดินทางกันต่ออีกนะ เดี๋ยวจะช้า” ผู้ชายขัดจังหวะการสนทนา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผมกำลังต้องการพอดี

“ครับผมๆ” ผมรีบตอบเห็นด้วยกับเขา

ผมกระโดดขึ้นไปนั่งท้ายกระบะตามเดิมและออกเดินทางต่อทันที การเดินทางช่วงนี้ผมไม่สามารถนอนหลับได้อีก อาจเพราะแสงไฟของถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่สว่างไสว หรือจะเป็นเพราะหัวสมองของผมกำลังคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดอยู่

ผมนั่งมองภาพสองข้างทางที่แต่เดิมเคยเห็นมันด้วยสายตาที่ชินชาไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่สำหรับตอนนี้มันกลับกลายเป็นภาพที่ทำให้เกิดความรู้สึกห่อเหี่ยวและหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ประสบการณ์ 7 วันที่ผ่านมาทำให้ทัศนคติ ความคิด และการมองโลกของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ผมยังสรุปไม่ได้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับชีวิตดี

“อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้ก็แล้วกัน” เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้นมาในความคิด

“นี่คือเสียงของพระเจ้าหรือครับ” ผมเปล่งเสียงออกมาจากปาก

“ใช่” เสียงนั้นตอบ

“ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่านี่คือเสียงของท่าน ไม่ใช่เป็นเสียงจากความคิดของผมที่สร้างขึ้นมาเอง” ผมเปล่งเสียงออกมาถามอีกครั้ง

“ถ้าเธอแน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินนี้ไม่มีส่วนผสมของอารมณ์ของเธอ ขอให้เธอมั่นใจได้เลยว่านี่คือเสียงของฉัน” เสียงนั้นตอบ

“ผมไม่ลืมสัญญาแน่นอนครับ” ผมตอบรับคำสัญญา นี่ถ้าใครมาเห็นผมตอนนี้เขาคงคิดว่าผมบ้าแน่ๆ เพราะกำลังพูดอยู่คนเดียว

“เอ…ผมเพิ่งนึกอะไรได้อย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับความประสงค์ของท่านคือ ที่ท่านจะให้ผมไปบอกเรื่องราวต่างๆ กับทุกคนน่ะครับ ผมคิดว่าท่านก็บอกเองได้นี่ครับ เพราะท่านสามารถสื่อสารทางจิตกับทุกคนได้อยู่แล้ว ทำไมต้องให้ผมไปบอกพวกเขาอีกทีด้วยล่ะครับ” ผมถาม

“ฉันสื่อสารกับทุกคนอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่ได้ยินฉัน มีแต่เธอเท่านั้นที่ได้ยิน ฉันไม่สามารถบอกกับใครที่ไม่ได้ยินฉัน”

“ท่านคิดว่าจะมีใครเชื่อผมหรือครับ” ผมถาม

“ท่านดูสารรูปของผมตอนนี้สิ” ผมย้ำ

“ฉันรู้…ฉันรู้ดี… คนที่เคยเป็นตัวแทนของฉันทุกคนในอดีตมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความสำนึกรู้ว่าเขานั้นต้อยต่ำ คนที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นสูงส่ง มีความทะนงตัวหยิ่งยโสจะไม่สามารถทำงานนี้ได้หรอก” เสียงนั้นตอบ