อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๘๓.

๘๓.

รักพระเจ้า

“การมอบความรักในหัวข้อถัดไปนี้ถือว่าสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะวิวัฒน์ตัวเองให้เป็นรูปธรรมชั้นสูงได้โดยไม่ผ่านกระบวนการนี้ นั่นคือ การมอบความรักให้แก่ดวงจิตที่เป็นต้นกำเนิดของพวกเราทุกคน หรือมอบแด่พระเจ้านั่นเอง”

“และสิ่งนี้ก็เป็นเหมือนบทสรุปของทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาที่คุณจะปวารณาตัวเป็นรูปธรรมชั้นสูงคุณจะต้องทำผ่านสิ่งนี้ เวลาที่คุณจะอธิษฐานจิตเพื่อควานหาคำตอบอะไรสักอย่าง คุณก็ต้องอธิษฐานผ่านสิ่งนี้ ไม่ว่าอะไรๆ คุณก็ต้องทำโดยช่องทางนี้ทั้งสิ้น พระองค์เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ว่างที่อยู่นอกเอกภพ แต่เรานั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของสนามพลังงานของพระองค์ นั่นเท่ากับว่าจิตของเรายังไม่สามารถเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง ตราบใดที่เรายังไม่สามารถทะลุทะลวงออกไปยังสถานที่แห่งนั้นได้ ดังนั้นการแผ่กระแสความคิดออกไปยังพิกัดนั้น พิกัดที่มีพระเจ้าดำรงอยู่ ย่อมจะทำให้ดวงจิตของเราขยายออกไปได้อย่างไม่รู้จบ และเมื่อคุณทำได้ การเข้าถึงสภาวะไร้ขีดจำกัดจึงจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าขอบของเอกภพนั้นจะเรียกว่ากว้างใหญ่ที่สุดก็ตาม”

“พระเจ้าคือผู้ให้กำเนิดดวงจิตวิญญาณของพวกเราทุกคน การเพิกเฉยต่อการมีความสัมพันธ์กับพระองค์ก็เท่ากับการไม่ยอมรับว่าพระองค์นั้นมีอยู่ ไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้นมีบุพการี ในสายตาของพวกเรา คนแบบนั้นคือคนเนรคุณ เป็นคนลืมกำพืดของตัวเอง เป็นคนอกตัญญู อุปมาเหมือนกับว่าคุณจากบิดามารดามาทำงานในเมือง แล้วคุณไม่เคยหวนกลับไปเหลียวแลผู้ที่ตั้งตารอคอยคุณนั้นเลย ไม่เคยส่งข่าวคราว ไม่เคยกลับไปเยี่ยม ไม่เคยระลึกถึง หรือแย่ที่สุดคือลืมเขาไปเลย”

“คุณลองนึกภาพว่าคุณคือผู้ที่กำลังรอคอยการกลับมาของคุณดูสิ นึกถึงว่าคุณคือพ่อหรือแม่คนนั้น คุณจะรู้สึกอย่างไรหากลูกของคุณไปทำงานในเมืองแล้วหายไปเลย ไม่เคยติดต่อกลับมา และถ้ายิ่งรู้ด้วยว่าคุณนั้นลืมเสียสนิท ลืมทุกสิ่งทุกอย่างของความเป็นคุณ ถึงขนาดไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีคุณรอคอยเขาอยู่ คุณจะรู้สึกอย่างไร”

“และนี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงบอกว่ากระบวนการนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด การมอบความรักแด่พระเจ้านั้นคือการที่เรากำลังบอกกับพระองค์ว่า เรารู้แล้วว่าพระองค์คือใคร เรารู้แล้วว่าเรานั้นคือใคร เรารู้แล้วว่าเราจะต้องทำอะไร และสุดท้ายมันเปรียบเสมือนว่าคุณได้สัญญากับพระองค์ว่าคุณจะกลับไปพบกับพระองค์ไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะนี่คือจุดหมายปลายทาง เพราะนี่คือที่สุดท้ายที่จะทำให้เรื่องราวของคุณนั้นจบบริบูรณ์”

“คำกล่าวต่อไปนี้ขอให้คุณนำไปเปล่งเสียงออกมาในทุกๆ วันเพื่อให้มันประทับเข้าไปในหัวใจของคุณ ให้มันกลายเป็นคุณสมบัติของตัวคุณเหมือนกับที่คุณทำกับกิจวัตรประจำวันของคุณ ให้คุณกล่าวกับตัวเองดังนี้”

 

“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะเป็นทุกสิ่งของพระองค์ บัดนี้ข้าฯ คือคนเดิมที่เคยรู้จักพระองค์ ข้าฯ ขอมอบความรักอันแสนบริสุทธิ์นี้แด่พระองค์ ข้าฯ ขอมอบความรักนี้แด่ทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาล ข้าฯ ขอรำลึกและมอบความรักแด่ตัวตนที่สูงส่งที่เร้นอยู่ในกาย ข้าพเจ้าปรารถนาจะคอยฟังเสียงของเขาเหมือนกับเสียงของพระองค์ ข้าฯ แต่พระองค์ ข้าฯ ขอน้อมนำพระองค์มาสถิตในกายข้าพเจ้า บัดนี้คือช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าจะได้สนิทแนบและอยู่ในอ้อมกอดของพระองค์”

 

“จงระลึกเสมอว่าคุณกำลังสัมผัสกับพระองค์ในทุกๆ วินาทีของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสกับสิ่งใดในชีวิต จากที่คุณเคยมีความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ให้คุณเปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกสำนึกถึงตัวตนของพระองค์แทน นี่คือหัวใจของทั้งหมด ซึ่งกระบวนการนี้จะย้อนกลับไปตอบข้อสงสัยที่ว่า คุณจะต้องทำอย่างไรในวินาทีแรกของการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้าของคุณ คุณจงแปลความรู้สึกนี้ให้ส่งตรงไปถึงพระองค์ด้วยการสำนึกรักอย่างแรงกล้า”

“เดี๋ยวครับ ผมรู้สึกเหมือนมันดูเพ้อเจ้ออย่างไรชอบกลนะครับ” ผมถาม

“ฉันจะยกตัวอย่างเรื่องการดื่มกินของพวกคุณก็แล้วกัน น่าจะเห็นภาพได้ชัดที่สุด สมมุติว่าคุณกำลังจะกินผลไม้สักผลหนึ่ง วินาทีแรกที่คุณกัดมันลงไป เมื่อลิ้นของคุณสัมผัสกับรสชาติที่หวานฉ่ำของมัน โดยปรกติพวกคุณก็จะปล่อยให้ความรู้สึกทำงานแบบอัตโนมัติคือคุณจะบอกว่าอร่อย ในเวลาที่คุณบอกว่าอร่อยนั่นล่ะที่มันเกิดกระบวนการต่อมาอย่างรวดเร็ว เช่น การประมวลผลจากความทรงจำในอดีตที่เคยมีประสบการณ์กับรสชาติคล้ายๆ อย่างนี้ กระบวนการทางจิตสำนึกที่บอกตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบ สมมุติว่าคุณเกิดความรู้สึกชอบ กระบวนการขั้นถัดไปก็เกิดเป็นอารมณ์ เช่น มีความสุข เมื่อเกิดเป็นอารมณ์มันก็จะเกิดการก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแห่งความสุขนี้ให้มีตัวตนขึ้นมาทันที เมื่อมันมีตัวตนคุณก็อยากจะเก็บมันไว้ และในที่สุดคุณก็จะมีความผูกพันกับสิ่งนั้น ถึงแม้ว่าความผูกพันนั้นจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเหมือนกับการที่คุณไปก่อเวรเกี่ยวกรรมกับคู่กรณีดังที่เคยอธิบายไปแล้วข้างต้น แต่มันก็สามารถเป็นเศษอนุภาคทางพลังงานที่จะเกาะติดกับดวงจิตวิญญาณของคุณให้หวนกลับมาเกิดใหม่ได้เหมือนๆ กัน”

“ถ้าจะให้อธิบายกระบวนการนี้กับความสัมพันธ์กับพระเจ้าคือ เมื่อคุณสัมผัสกับรสชาติของผลไม้แล้วเกิดการรับรู้ออกมาว่าอร่อย ให้คุณเปลี่ยนกระบวนการจากตรงนี้ให้เหลือเพียงการบอกกับตัวเองว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น เช่น มีรสชาติอย่างไร หรือมากที่สุดก็แค่ความรู้สึกถึงความอร่อยที่มีอยู่ในตัวมัน จากนั้นให้คุณสำนึกชื่นชมต่อการสร้างสรรค์รสชาตินี้จากต้นกำเนิดของมัน ให้คุณชื่นชมในความพิเศษนี้ สำนึกถึงพระปรีชาของพระองค์ที่ทรงสร้างมันได้อย่างเยี่ยมยอด และที่สำคัญที่สุดคือจะเป็นโอกาสที่คุณจะได้ขอบคุณพระองค์ที่ทรงสร้างสิ่งนี้มาเพื่อคุณ และถือโอกาสมอบความรักแด่พระองค์ แทนการบอกกับตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบ และหากคุณใช้กระบวนการนี้อย่างถูกต้องทุกประการ คุณอาจจะสามารถค้นพบความรู้ใหม่ๆได้อย่างไร้ขีดจำกัดอีกด้วย ซึ่งมันเป็นผลพวงมาจากกระบวนการที่เรามีความสัมพันธ์กับแหล่งต้นกำเนิดความรู้ทั้งมวลแล้วนั่นเอง”

“เมื่อคุณทำกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล คุณจะไม่มีวันก่อผลกรรมหรือแม้กระทั่งเศษละอองของรหัสความพึงพอใจใดๆ ที่ทำให้ต้องกลับมาเกิดใหม่อีก คุณจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง รูปธรรมทางพลังงานของคุณจะเบาบางสะอาดใสบริสุทธิ์”

“บทเรียนที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ขอให้คุณถือเป็นภารกิจสำคัญนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ให้คุณทำทุกๆ อย่างด้วยความสำนึกรู้ไม่ใช่ทำเพราะถูกบังคับ”

“สำหรับในส่วนของความรู้พื้นฐานจบแค่นี้ คุณมีอะไรจะถามอีกไหมครับ” รุทอนสรุป

“ยังไม่มีครับ เอาไว้ผมลองทำสักระยะหนึ่งก่อนนะครับ แต่ผมมีคำถามอื่นที่โคฮารุและผมเองตั้งข้อสังเกตกันไว้ อยากจะถามครับ แต่มันก็ไม่น่าจะมีสาระสำคัญเท่าไรนักหรอกครับ”