๙๒.
เฮือกสุดท้าย
“คุณรุทอนครับ ผมรู้สึกสับสนต่อความรู้สึกภายในของผมมากเลยครับ คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“คือทั้งๆ ที่ผมมีความรู้สึกกระตือรือร้นกับภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้นนี้ ซึ่งมันเป็นภารกิจที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ทำไมผมกลับไม่รู้สึกสดชื่นเอาเสียเลย ในทางกลับกันความรู้สึกภายในเหมือนมันกำลังบอกว่าผมทำไม่ถูกต้องอย่างนั้นแหละ” ผมอธิบาย
“ความรู้สึกผิดและความอาลัยอาวรณ์ของจิตสำนึกของคุณที่มีต่อโคฮารุ ภรรยาของคุณ กำลังทำให้พลังการขับเคลื่อนร่างกายของคุณเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง การต่อต้านนี้เกิดขึ้นจากความลิงโลดของดวงจิตวิญญาณที่จะได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า ที่ถูกฉุดรั้งจากจิตสำนึกที่มันมีอำนาจทางกายภาพมากกว่า แต่กลับแพ้พ่ายให้กับจิตวิญญาณที่มีอำนาจน้อยกว่า ผลก็คือร่างกายของคุณจะแสดงอาการรั้งๆ ถ่วงๆ ไม่อยากให้เดิน ไม่อยากให้คุณดำเนินการใดๆ ต่อไปในชีวิต”
“นี่คือความพยายามเฮือกสุดท้ายก่อนที่มันจะยอมแพ้ต่อความมุ่งมั่นของคุณ มันยังคงสะกิดดึงรั้งและทำทุกวิถีทางเท่าที่มันจะทำได้” เขาเสริม
“แต่ที่จริงผมก็ยังกังวลต่อความรู้สึกของภรรยาของผมอยู่เหมือนกันนะครับ” ผมพูด
“คุณไม่ต้องกังวลใดๆ เลย ตอนนี้เธอปลาบปลื้มยินดีกับการเลือกของคุณครั้งนี้มาก ในทางกลับกันเธอจะรู้สึกแย่ด้วยซ้ำถ้าคุณเลือกที่จะไม่ทำ”
“เป็นอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมครับ ผมจะได้ไม่ต้องเก็บความรู้สึกผิดนี้ให้มันกัดกินหัวใจของผมอีกต่อไป”
“ที่จริงอาการที่คุณรู้สึกอยู่นั้นเกิดจากความเสียดาย “ความสุข” ที่คุณเพิ่งค้นพบนี้ต่างหาก เช่น ความสุขจากโลกที่สบาย ความสุขจากการมีภรรยาที่แสนดี มันไม่ใช่ความรู้สึกผิดอย่างที่คุณเข้าใจหรอก” รุทอนพูด
“เธอยังฝากคำขอบคุณที่คุณจะอาสาไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้มาอีกด้วย เธอมีสิ่งที่เป็นตัวคุณอยู่ในตัวเธออยู่แล้ว นั่นคือลูกของคุณ ความรักที่มอบให้กับคุณ เธอก็ยังคงมอบให้อย่างเต็มเปี่ยมไม่มีวันเสื่อมคลาย จะมีเพียงร่างกายเท่านั้นที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ซึ่งในทางพลังงาน สิ่งนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย”
“และอีกอย่างนะ การพรากจากกันในครั้งนี้เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ถึงอย่างไรคุณทั้งสองก็จะต้องมาพบกัน ณ ที่แห่งนี้อยู่ดี จักรวาลไม่ได้มองว่าช่วงเวลานี้มีจริงเลยแม้แต่น้อย หากเปรียบเทียบเวลาทั้งหมด เรื่องนี้มันเป็นเพียงแค่การกะพริบตาเท่านั้น”
“คุณตามผมมาดูอะไรทางนี้สิ” รุทอนพูดจบก็เรียกผมให้เดินตามเขาไป
เราสามคนเดินตามรุทอนไปจนสุดระเบียงของชั้นดาดฟ้าด้านที่มองเห็นเมือง แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ทำให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างด้านล่างได้ชัดเจน
“คุณมองดูที่ถนนสิ” รุทอนพูดกับผม
เมื่อผมเพ่งมองลงไปที่ถนน ผมก็เห็นว่ามันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนแบบไม่มีที่ว่างให้ยืนกันเลยทีเดียว และเมื่อมองไล่มาเรื่อยๆ แถวของผู้คนเหล่านั้นก็กินพื้นที่ยาวมาถึงเชิงบันไดทางขึ้นเขาแห่งนี้เลย
“ผู้คนมากมายเขาออกมาทำอะไรกันครับ” ผมถาม
“ทันทีที่พวกเขาได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าประกาศการอุบัติขึ้นของคุณ พวกเขาก็ไม่สามารถจะทนอยู่ในบ้านกันได้อีกต่อไป พวกเขาพากันออกมาแสดงความขอบคุณต่อคุณกันอย่างพร้อมเพรียง เพราะคุณคือความหวังเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้ เขาหวังว่าคุณจะมีโอกาสไปบอกกับดวงจิตวิญญาณที่เป็นสายสัมพันธ์ของพวกเขา และเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พวกเขาฟังจนทำให้สามารถกลับออกมาได้ก่อนการปิดยุคพลังงานเก่านี้”
“ผมมีความรู้สึกว่าผมอาจจะทำได้ไม่ดีเท่ากับที่พวกเขาคาดหวังกันน่ะครับ”
“พวกเขาเข้าใจดีว่ามันยากแค่ไหน เขาจะไม่โทษคุณหรอก เพราะที่จริงพวกเขาก็พยายามส่งคำเตือนและข้อความต่างๆ ไปยังสายสัมพันธ์ของเขากันตลอดเวลาอยู่แล้ว และเขาก็รู้ดีว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ใส่ใจรับฟังกันเลย พอมีกรณีของคุณเกิดขึ้น พวกเขาก็แอบคาดหวังว่าน่าจะมีใครสักคนสนใจฟังสิ่งที่คุณพูดขึ้นมาบ้าง”
“หนึ่งในผู้คนที่แออัดกันอยู่บนท้องถนนด้านล่างตอนนี้ก็มีภรรยาของคุณรวมอยู่ด้วย เธอมองขึ้นมาข้างบนนี้ตลอดเวลา”
โธ่! โคฮารุ สุดที่รักของผม ผมรำพึงในใจ
“เธอฝากมาบอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเธอและลูก ครอบครัวของเธอจะดูแลเขาเป็นอย่างดี ขอให้คุณทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้เต็มที่ ให้สมกับการเสียสละของเธอ เธอจะคอยเป็นกำลังใจให้และจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดเวลา”
ทันทีที่รุทอนพูดจบ ผมก็เกิดความรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรมาจุกแน่นในลำคอพร้อมกับน้ำตาที่ออกอาการเอ่อคลอมาเต็มเบ้าทันที ถึงแม้ว่าผมกับโคฮารุจะได้พบกันและใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ผมก็รู้สึกผูกพันกับเธอมากยิ่งกว่าคนที่เคยคบกันมานานเป็นปีๆ เธอคงเป็นเนื้อคู่ที่รอคอยกันมานานแสนนานเหมือนที่เธอพูดจริงๆ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ต้องพรากจากกันอีก พอมาถึงตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงพูดว่า เธอจะใช้เวลาทุกวินาทีอยู่กับผมให้มีค่ามากที่สุด และทำไมแม่ของเธอถึงได้รวบรัดให้ผมมีความสัมพันธ์กับเธอในทันทีที่เราเจอกัน ผมคิดว่าพวกเขาคงรู้เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ดีตั้งแต่แรก
“ฉันรักเธอนะ โคฮารุ” ผมพึมพำในลำคอเบาๆ
ผมมองลงไปด้านล่างด้วยจิตที่ส่งตรงไปหาเธอเพียงคนเดียว และแล้วดวงตาก็ทนต่อการเอ่อล้นของน้ำตาไม่ไหว น้ำใสๆ จึงไหลพรากออกมาและปลิวไปพร้อมกับกระแสลมที่พัดค่อนข้างแรงบนระเบียงแห่งนี้ ประดุจว่ามีมือน้อยๆ ของเธอมาช่วยปาดเช็ดน้ำตาให้
“เอาล่ะ พวกเราเดินลงไปทานอาหารเช้ากันดีกว่า วันนี้ผมจะไปนั่งทานร่วมกับพวกคุณด้วย” รุทอนพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าผมอยู่ในอาการเศร้ามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
ผมรีบเอาหลังมือกดที่เบ้าตาทั้งสองข้าง เหมือนกับว่าจะดันให้น้ำตาที่กำลังไหลออกมาย้อนกลับเข้าไปได้ ผมใช้หลังมือแตะที่หางตาทั้งสองข้างเบาๆ ทำทีเหมือนกับเช็ดเหงื่อเพื่อปกปิดอาการไหลของน้ำตา ผมเหลือกตาขึ้นลงพร้อมกะพริบตาถี่ๆ ให้น้ำตาที่ยังค้างอยู่นั้นละลายหายไปใต้เปลือกตา เมื่อแน่ใจว่าไม่หลงเหลือเศษคราบแห่งความเศร้าแล้ว ผมจึงหันไปพูดกับรุทอน
“ได้ครับ”