๕๕.
อาชีพ
๕๕. อาชีพ
“คนเมืองนี้ดูร่ำรวยกว่าพวกคุณนะครับ ดูจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแล้วเหมือนเป็นคนละชนชั้นเลยครับ” ผมแสดงความเห็น
“ที่นี่ไม่มีใครรวยใครจนหรอก ที่เธอเห็นว่าเขาดูหรูหราใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามประณีตนั้นคือความเหมาะสมที่แต่ละคนเขาเลือกเอง แต่สำหรับฉันที่เป็นช่างตีมีด ฉันก็จะไม่เลือกการแต่งกายแบบนี้เพราะการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของฉัน การที่ฉันไม่เลือกใส่ผ้าแพรไหมเพราะมันไม่สมบุกสมบันและสบายเท่ากับผ้าฝ้าย การที่ฉันไม่เลือกใส่แหวน สร้อยคอ และอัญมณี เพราะมันไม่ถนัดเวลาที่ฉันทำงานไม่ใช่เพราะว่าฉันจนกว่า”
“แล้วคนพวกนี้เขาประกอบอาชีพอะไรกันหรือครับ” ผมถาม
“คนที่อยู่ในเมืองส่วนใหญ่จะทำงานจำพวกศิลปวิทยาการ เป็นพวกศิลปิน หัตถศิลป์ เช่น การวาดรูป การปั้น การแกะสลัก เป็นพวกวรรณศิลป์ เช่น การเขียน การแต่งบทกวี เป็นพวกนาฏศิลป์ เช่น การเต้นรำ เป็นพวกคีตศิลป์ เช่น การเล่นดนตรีชนิดต่างๆ และศิลปะอื่นๆ อีกเกือบทุกแขนง เช่น การประดิดประดอย การเย็บปักถักร้อย คนที่อยู่ในเมืองนี้จึงมักจะเป็นคนที่รักสวยรักงาม มีชีวิตอยู่กับศิลปะ เขาไม่ค่อยต้องออกแรงหรือทำงานหนักสักเท่าไหร่ เขาจึงเลือกเครื่องแต่งกายและใส่เครื่องประดับที่ดูสวยงามได้”
“มีอาชีพอื่นอีกไหมครับ” ผมถาม
“อาชีพอะไรล่ะ” เขาถามกลับ
“ก็พวกพ่อค้าแม่ค้า นักธุรกิจ อะไรทำนองนั้นน่ะครับ” ผมตอบ
“ฉันขออธิบายเรื่องความหมายของคำว่า “อาชีพ” ของเธอก่อนนะ อาชีพหมายถึงการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ที่นี่ไม่มีการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ทุกคนทำงานเพราะเป็นการเลือกที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่น และปัจจัยในโลกของเราก็ไม่จำเป็นต้องมีการทำงานประเภทอื่นอีกด้วย เช่น ไม่มีพ่อค้าแม่ค้าเพราะเราไม่มีระบบการเงินเพื่อมาใช้แลกเปลี่ยนสินค้า เราไม่มีนักธุรกิจเพราะผลผลิตของทุกคนจะถูกนำมาแบ่งปันให้กันและกัน ไม่มีการซื้อการขายใดๆ ทั้งสิ้น”
“ทุกอย่างให้กันฟรีๆ อย่างนั้นหรือครับ”
“ใช่แล้ว ทุกอย่าง”
“รวมทั้งมีดที่คุณนำมานี้ด้วยหรือครับ”
“ใช่” เขาตอบ
“เอ๊ะ! แล้วรูปแบบของตลาดที่คุณว่ามันจะเป็นอย่างไรล่ะครับ” ผมถาม
“เดี๋ยวเราก็จะถึงตลาดแล้ว ฉันจะพาเธอไปดู เธอจะได้รู้”
ต่อจากนั้นคลายเอินและโคฮารุก็พาผมเดินตัดเข้าไปในถนนแคบๆ ระหว่างอาคารกลุ่มหนึ่ง เสียงไชโยโห่ร้องยังคงดังไล่หลังอยู่เป็นระยะๆ อาคารเหล่านี้มีลักษณะเป็นตึกสองสามชั้นปลูกติดๆ กัน มีซอยเล็กซอยน้อยเชื่อมถึงกัน แต่ละห้องก็มีสินค้าอุปโภคบริโภคจัดวางอยู่อย่างหนาแน่น มีทั้งห้องเสื้อผ้าแบบที่โคฮารุใส่คือเป็นผ้าฝ้าย และเสื้อผ้าแบบละเอียดประณีต มีทั้งเครื่องใช้ในครัวพวกหม้อไหจานชาม มีทั้งห้องที่รวมใบชาและเครื่องมือสำหรับชงชา ตึกเหล่านี้ได้ปลูกล้อมรอบอาคารหลังใหญ่อีกหลังหนึ่ง อาคารนี้มีลักษณะเปิดโล่งเป็นเหมือนตลาดสด มีพืชผักผลไม้ เครื่องเทศเครื่องปรุง ทุกร้านมีของมาวางอยู่เต็มพื้นที่
“ถึงแล้วค่ะ เดี๋ยวเราเดินตัดผ่านอาคารของสดนี้ไปก็จะถึงร้านเก็บกระดาษของเราแล้ว” โคฮารุหันมาพูดกับผม
“แต่ละร้านผมเห็นมีของวางเต็มไปหมดแต่ไม่เห็นมีคนเฝ้าเลย” ผมถามโคฮารุ
“ก็มันไม่มีการซื้อขายจึงไม่จำเป็นต้องมีคนเฝ้า คนที่เป็นเจ้าของผลผลิตเขาจะเอามันมาวางไว้ตั้งแต่เช้าตรู่แล้วพวกเขาก็กลับไปทำภารกิจของเขาต่อ เขาไม่จำเป็นต้องเฝ้า ใครมีความประสงค์จะเอาอันไหนก็หยิบใส่ตระกร้าได้เลย ตลาดนี้เลี้ยงคนทั้งเมืองเลยนะ” โคฮารุบอก
“เป็นตลาดที่แปลกดีครับ เหมือนกับที่เรากำลังจะทำกับกระดาษที่แบกมานี้ด้วยใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ใช่ค่ะ เดี๋ยวเราก็เอาไปวางเก็บไว้ที่ร้านเครื่องเขียนและอุปกรณ์วาดรูป ใครมีความประสงค์จะใช้แบบไหนก็เลือกไปได้เลย”
“นั่นไงค่ะ ร้านอุปกรณ์เครื่องเขียน” โคฮารุชี้ไปยังร้านที่อยู่ตรงข้ามถัดจากอาคารของสด
เราสามคนเดินตรงไปยังร้านนั้นทันที พอไปถึงผมกับโคฮารุก็จัดแจงวางม้วนกระดาษลงกับพื้นแล้วก็ช่วยกันแกะห่อผ้ากับสายสะพายที่รัดมันออก
“นั่น! ชั้นวางกระดาษของเราอยู่ตรงนั้น กระดาษของพ่อหมดพอดีด้วย” เธอพูดกับผม
เธอคลี่กระดาษที่ม้วนออกมาแล้ววางคว่ำหน้าให้ส่วนที่มันเคยเป็นรอยโค้งจากการม้วนคว่ำลง เพื่อให้น้ำหนักของตัวมันเองกดทับจนคืนเป็นแผ่นเรียบๆ ตามเดิม
“เวลาที่ใครจะใช้ก็มาหยิบไปได้เลยงั้นหรือครับ” ผมยังคงสงสัย
“ใช่ค่ะ”