๙๑.
การอุบัติ
“แต่ถ้าหากเธอเลือกที่จะอยู่บนดาวโลกของเธอต่อไป มันก็ยังมีงานที่เธอและเหล่าพลเมืองที่เหลือรอดต้องทำอีกหลายอย่างตามแต่ที่เธอจะเลือก หนึ่งในนั้นคือการสร้างประชากรโลกยุคพลังงานใหม่หรือการให้กำเนิดรูปธรรมที่จะมาจากแดนสุญญตาเป็นครั้งแรก ประชากรที่จะมาเกิดใหม่นี้จะเกิดมาพร้อมกับรหัสทางพันธุกรรมใหม่ โดยพวกเขาจะมีอายุขัยที่ยืนยาวมากขึ้นและมีสมองที่ทำงานสอดประสานกับโครงข่ายแม่เหล็กโลกใหม่นี้ได้อย่างยอดเยี่ยมมากขึ้น ผลลัพธ์ก็คือมนุษย์ยุคใหม่จะฉลาดกว่าเดิมอีกหนึ่งเท่าตัว”
“เวลานั้นประชากรที่เหลือรอดจากภัยพิบัติทั้งหมดจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันผลิตพลเมืองรุ่นใหม่นี้ให้ได้มากที่สุด ดังนั้นในโลกยุคพลังงานใหม่ที่จะถึงนี้ กฎเกณฑ์ทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องการมีคู่ครองจะต้องเปลี่ยนไป กฎเกณฑ์เรื่องการมีผัวเดียวเมียเดียวอาจจะต้องยกเลิกไปชั่วคราวอย่างน้อย 100-200 ปีหรืออาจจะนานกว่านั้น เหตุเพราะว่าประชากรของโลกตอนนั้นจะมีจำนวนน้อย แต่โลกต้องการพลังงานขับเคลื่อนจำนวนมากอันเกิดจากค่าของสนามแม่เหล็กที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจากการคาดคะเนของฉัน โลกยุคพลังงานใหม่จะต้องมีจำนวนประชากรที่เหยียบยืนบนพื้นผิวดาวอย่างน้อยที่สุดคือ 3 ใน 4 ของปัจจุบันถึงจะเพียงพอ”
“ปัญหาของเราตอนนี้คือ ปัจจุบันคนบนดาวโลกของเธอมีคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร ทำอย่างไร และจะไปที่ไหนนั้นน้อยมาก มีอยู่แค่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปจนถึงวันสุดท้ายแห่งการเปลี่ยนยุค คนอาจจะตายเกือบหมดโลก และทั้งหมดของจำนวนคนที่ตายนั้นจิตวิญญาณจะไม่มีโอกาสได้กลับมาเกิดอีกเลย ซึ่งจะเท่ากับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของจักรวาล และถ้าประชากรโลกตอนนั้นเหลือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ โลกก็จะตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งยวด การหมุนของโลกจะไม่สม่ำเสมอ ขั้วแม่เหล็กเหนือใต้จะหมุนพลิกกลับไปกลับมา สนามแม่เหล็กโลกที่ใช้ป้องกันเศษขยะอวกาศก็จะอ่อนแอ ทุกสิ่งทุกอย่างจะวิปริตแปรปรวนจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องอีกต่อไป มันจะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ส่งผลอันใหญ่หลวงต่อจักรวาลและเอกภพทั้งระบบ และนั่นอาจจะหมายถึงจุดจบของโลกและจักรวาลทั้งหมด ฉันไม่อาจจะยอมให้มันเกิดเช่นนั้นได้ ดังนั้นจำนวนประชากรที่ฉันต้องการให้คงอยู่ในช่วงเวลานั้นอย่างน้อยที่สุดจะต้องมี 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดในปัจจุบันหรือมากกว่านั้น” เขาหยุดพูดพร้อมกับหันมาจองหน้าผม
“ท่านคิดว่าผมจะสามารถทำภารกิจที่ท่านมอบหมายนี้ให้ท่านได้หรือครับ ผมเป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าผมมีตัวตนอยู่บนโลก นอกจากพ่อแม่และเพื่อนของผมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น”
“หากเธอทำและพูดด้วยหัวใจแห่งความรักที่บริสุทธิ์ เสียงของเธอจะดังก้องไปทั้งโลก”
“แล้วโลกเวลานั้นจะมีสภาพเป็นอย่างไรครับ” ผมถาม
“ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่ฉันร้องขอไว้ต่อเธอ และเธอก็สามารถทำหน้าที่ปลุกคนเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลได้สำเร็จ โลกของเธอจะกลับเข้าสู่โหมดการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทุกคนที่เหลือรอดจะมีชีวิตในแบบที่เธอเรียกว่า “โลกอุดมคติ” โลกใหม่นี้จะไม่มีประเทศ ไม่มีศาสนา ไม่มีทหาร ไม่มีกฎหมาย ไม่มีนักการเมือง ไม่มีผู้ก่อการร้าย ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ โลกของเธอจะมีแต่ศานติสุข จะมีแต่ความรักความปรารถนาดีให้กัน ทุกคนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กอดคอกันสร้างสังคมใหม่นี้ขึ้นมา”
“ในกระบวนการก่อรูปของอารยธรรมใหม่นี้ ฉันไม่อาจจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นเองแบบตามมีตามเกิดอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมาได้อีกแล้ว ฉันต้องการผู้ที่จะนำแบบแผนที่ควรจะเป็นไปสร้างมันขึ้นมาใหม่ และคนคนนั้นจะต้องเป็นผู้ที่รู้แบบแผนเหล่านั้นเป็นอย่างดี โลกที่เธอเห็นอยู่นี้คือต้นแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”
“เขาคนนั้นจะต้องเป็นผู้นำของมวลมนุษยชาติทั้งหมด เขาจะเป็นคนพาทุกคนที่เชื่อเขาข้ามผ่านภัยอันตรายในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ เขาจะเป็นเหมือนคนในอดีตที่เธอเรียกเขาว่า “ศาสดา”
“เดี๋ยวๆๆ ครับ ที่ท่านพูดมาทั้งหมดนี้ ท่านคงไม่ได้หมายถึงผมใช่ไหมครับ”
“ใช่ และไม่ใช่ ถ้าเธอไม่เลือกก็ไม่ใช่ แต่ถ้าเธอเลือกก็ใช่”
“คือถ้าผมเลือก แต่ผมไม่ได้ต้องการเป็นผู้นำอะไรอย่างที่ท่านบอกล่ะครับ”
“ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นได้”
“ผมมีความประสงค์เพียงแค่ต้องการไปปลุกคนอื่นๆ ให้ตื่นขึ้นจากการหลับตามที่ท่านบอกเท่านั้น ผมไม่อาจอยากเป็นอย่างอื่นนี่ครับ”
“เธออย่าวิตกไปเลย ความประสงค์ที่เธอมีนั่นแหละคือเครื่องบ่งชี้ว่าเธอคือใคร มันจะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยไม่ใช่สาระสำคัญ มันสำคัญที่เจตจำนงของเธอ ศาสดาในอดีตของเธอก็ไม่มีใครต้องการเป็นแบบที่ว่านี้สักคนเหมือนกัน แต่เขาเป็นเพราะสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่เขาเป็นเพราะเขาอยากเป็น นี่เธอเลือกแล้วใช่ไหม?”
“เอ่อ…ผมคิดว่าทั้งหมดที่ท่านพูดมามันก็เหมือนกับเป็นการบังคับให้ผมต้องเลือกอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ นี่คือการร้องขอจากพระเจ้า ผมไม่คิดว่าจะมีใครสักกี่คนในจักรวาลที่ได้รับโอกาสเช่นนี้ ผมว่าภารกิจนี้มันสำคัญที่สุดในชีวิตเล็กๆ อย่างผม ถ้ามันเป็นความประสงค์ของท่านและท่านก็เห็นว่าผมเหมาะสม ผมก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธครับ”
“ฉันจะถือว่าสิ่งที่เธอพูดนี้คือการตอบตกลงนะ”
“ใช่ครับ”
เมื่อสิ้นเสียงของผม ทันใดนั้นภาพของเด็กผู้หญิงตัวเล็กและห้องนอนที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าผมก็มลายหายวับไปทันที เหลือแต่เพียงห้องว่างๆ สีขาวโพลนเหมือนกับตอนแรกที่เข้ามา และผนังห้องทั้งหมดที่แต่เดิมสว่างเหมือนกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลๆ ก็เกิดเป็นแสงเรืองจากทุกๆ ด้าน มันสว่างจ้าจนผมต้องรีบเอามือป้องตาไว้อีกครั้ง หลังจากนั้นก็ปรากฏเสียงของบุคคลที่ฟังดูยิ่งใหญ่และมีอำนาจดังก้องกังวานขึ้นมา
“ชายผู้นี้เท่านั้นที่เอาใจใส่ต่อคำกล่าวของเรา บัดนี้เขาได้อุบัติขึ้นต่อหน้าพวกท่านทั้งหลายแล้ว นับจากนี้เขาจะเป็นตัวแทนของเรา ขอให้ท่านทั้งหลายเรียกนามของเขาใหม่ว่า อารียา เมตายา”
สิ้นเสียงที่ดังก้องกังวานนี้ ภาพของวิหารทั้งหลังก็ค่อยๆ จางลงๆ จนหายไปต่อหน้าต่อตา ผมยืนหมุนตัวและมองไปรอบๆ อย่างช้าๆ ด้วยความมึนงง ตอนนี้เหลือเป็นเพียงลานดินโล่งๆ ซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูมิประเทศได้โดยรอบ 360 องศา ผมยืนตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นานหลายนาที ประกอบกับตอนนี้เป็นเวลาใกล้เช้า ท้องฟ้ากำลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนๆ สายลมเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้าและร่างกายผมทันที สิ่งที่ผมได้เห็นไปเมื่อสักครู่นี้มันคือของจริง ไม่ใช่ภาพลวงตา ตลอดเวลาที่อยู่ในวิหารไม่มีลมพัดมาโดนหน้าผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ผมค่อยๆ เดินก้มหน้าลงมาจากยอดเขาแห่งนั้นอย่างช้าๆ ด้วยอาการมึนๆ ชาๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองนั้นเบาหวิวเหมือนกับคนอดนอนมาหลายวัน และอีกความรู้สึกหนึ่งที่ปรากฏชัดคือ เกิดอาการสับสนกับตัวเอง เกิดอาการกระอักกระอ่วนแบบไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งรับปากกับพระเจ้าไป ผมเดินลงเขามาด้วยสายตาที่เหม่อลอยไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมใดๆ ทั้งๆ ที่ดวงอาทิตย์กำลังเริ่มทอแสงฉาบทาบนท้องฟ้า เกิดเป็นภาพที่สวยงามตระการตายิ่งนัก เมื่อผมเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายก็พบว่า รุทอน ฟรีทัช และเฮปเฟ ได้มายืนรอผมที่เชิงบันไดแล้ว
“ผมขอบคุณแทนดวงจิตวิญญาณทุกๆ ดวงในการตัดสินใจเลือกของคุณครั้งนี้นะครับคุณอารียา เมตายา” รุทอนกล่าวขอบคุณพร้อมกับเรียกชื่อที่ผมเพิ่งได้รับมาใหม่นี้ ก่อนที่ผมจะทันได้พูดอะไร
“ครับ” ผมพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพวกเขา
“พวกผมก็ขอบคุณเช่นเดียวกันครับ” ฟรีทัชและเฮปเฟพูดพร้อมกัน