๔๔.
ความกลัว
“โอ้โห! เกี่ยวกับผมจริงๆ ด้วย แล้วก็น่ายินดีและน่าประทับใจมากๆ ด้วยครับ เพราะขนาดผมที่เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ปลายสุดของเรื่อง ผมยังรู้สึกสุขใจเมื่อได้พบกับเธอเลย” ผมแสดงความเห็นพร้อมหันไปสบตากับโคฮารุ
“คุณคลายเอินครับ แล้วเรื่องราวของผมจะเป็นอย่างไรต่อพอจะบอกได้ไหมครับ” ผมถามเพราะรู้สึกว่าเขาน่าจะทำให้ผมคลายความกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะต้องไปพบกับใครบางคนได้บ้าง
“ฉันคิดว่าตอนนี้เธอน่าจะกังวลน้อยลงได้แล้วนะ ที่นี่ไม่มีอะไรต้องกลัว ต่อไปนี้จะมีแต่เรื่องที่น่ายินดี เธอสามารถอยู่ที่นี่โดยไม่ต้องมีการวางแผนใดๆ เลย เพราะที่จริงแผนการนั้นเธอได้วางไว้ก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว เธอไม่ต้องคิดว่าพรุ่งนี้เธอจะกินอะไรเพราะมีอาหารให้เธอกินได้จากทุกๆ ที่ จากใครก็ได้ จากที่ไหนก็ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และไม่มีใครหวง เธอไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้เธอจะนอนที่ไหนเพราะว่าเธอสามารถเดินเข้าไปนอนที่บ้านใครก็ได้ทุกที่ทุกเวลา เธอสามารถอยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่ก็ได้โดยที่เจ้าของบ้านจะยินดีบริการเธอด้วยไมตรีจิต เธอไม่ต้องสนใจเลยว่าพรุ่งนี้เธอจะต้องเจอกับอะไร เธอจงวางใจเถอะเพราะทุกสิ่งที่เธอจะได้เจอนั้นมีเหตุผลที่ดีที่สุดสำหรับเธอเสมอ อย่าไปสนใจเลยว่าอนาคตข้างหน้าเธอจะเป็นอย่างไรเพราะความวิตกกังวลนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเธอหรอก และมันก็ยังไม่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตตามแบบของคนที่นี่อีกด้วย”
“พวกเธอสร้างสังคมขึ้นมาจากความวิตกกังวลหรือความกลัว และสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจริงๆ” เขาพูดเหมือนเปิดประเด็น
“อย่างไรนะครับ” ผมถามทันที
“ยกตัวอย่างเช่น เพราะเธอกลัวว่าจะไม่มีอาหารกินเธอจึงกำหนดอาณาเขตสำหรับที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เธอจึงหวงแหนและกักเก็บผลผลิตของเธอไว้ หรือถ้าจะแบ่งปันให้ใครก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นธรรม ความกลัวนี้ก่อร่างขึ้นมาเป็นรูปแบบทางสังคมที่มี “ผู้ที่มี” แยกกันกับ “ผู้ที่ไม่มี” ถ้าผู้ที่ไม่มี ต้องการจะ ‘มี’ ก็ต้องทำสองวิธี คือ 1.) หาสิ่งอื่นไปแลกอย่างยุติธรรม หรือ 2.) แย่งชิงสิ่งนั้นมาเลยด้วยการสร้างอำนาจที่เหนือกว่า และเมื่อผู้ที่ได้ชื่อว่า “มี” กลัวจะสูญเสียหากเกิดกรณีที่สอง พวกเขาก็ต้องสร้างหลักประกันการมีนั้นขึ้นมา จึงก่อให้เกิดระบบป้องกันการล่วงละเมิดขึ้น กฎหมายและผู้รักษาความยุติธรรมจึงเกิดขึ้น เมื่อผู้รักษาความยุติธรรมเกิดขึ้น เขาก็กลัวว่าจะไม่สามารถจัดการกับผู้ที่ล่วงละเมิดได้ จึงก่อให้เกิดเครื่องมือที่จะทำให้เขาสามารถมีอำนาจเหนือกว่า “อาวุธ” จึงเกิดขึ้น เมื่อมีอาวุธแล้ว แต่ละฝ่ายก็ต้องพยายามทำให้ตัวเองนั้นมีอำนาจที่เหนือกว่าไปเรื่อยๆ จึงเกิดการพัฒนาอาวุธให้ร้ายแรงยิ่งขึ้น”
“พวกเธอปล่อยให้ความกลัวครอบงำจิตใจของเธอตั้งแต่สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดคือเรื่องการกิน ทั้งที่อาหารมีอยู่อย่างเหลือเฟือเพียงพอสำหรับทุกทุกคนในโลก พวกเธอใช้ความกลัวขับเคลื่อนทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีชีวิตคู่ การทำงาน การศึกษา การปกครอง แม้กระทั่งเรื่องที่ควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก นั่นคือเรื่องศาสนา”
“เธอจงวางใจได้เลยว่าที่นี่ไม่มีการแย่งชิงสิ่งใด เพราะทุกคนที่นี่พร้อมที่จะ ให้ ทุกสิ่งทุกอย่าง” เขาย้ำ
“ทุกอย่างเลยหรือครับ?”
“ใช่”
“แล้วถ้าเรามีของมีค่าชิ้นหนึ่ง สมมุติว่าเป็นแหวนเพชรมูลค่า 1 ล้าน คุณสวมใส่มันอยู่ ถ้าวันหนึ่งมีใครก็ไม่รู้เดินเข้ามาขอคุณ ถ้าคุณบอกว่าคุณพร้อมที่จะให้ คุณจะยกแหวนวงนี้ให้กับเขาไหมครับ” ผมถาม
“เป็นคำถามที่ท้าทาย ก่อนอื่นฉันขอบอกให้เธอรู้ก่อนว่าเบื้องหลังการเป็นสังคมของที่นี่มีกลไกที่ขับเคลื่อนอยู่หลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือกลไกของ ความรัก ซึ่งกลไกความรักที่คนทุกคนปลดปล่อยออกมานั้นก็ไม่ได้เป็นความรักขั้นธรรมดาๆ แต่มันเป็นกลไกความรักขั้นสูงสุด ถ้าจะให้อุปมาก็เทียบเท่ากับความรักที่บิดามารดามอบให้กับบุตรของตัวเองเลยทีเดียว”
“เธอลองนึกภาพดูว่า ถ้าทุกคนมีความรักให้กันและกันในระดับนี้หมดจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าอยู่ๆ ลูกของตัวเองมาขอแหวนเพชรที่พ่อหรือแม่ใส่อยู่ เธอคิดว่าเขาจะยกมันให้กับลูกของเขาไหม และในทางกลับกัน ถ้าคนที่จะมาขอแหวนวงนั้นเขามีความรักต่อเจ้าของแหวนเช่นเดียวกัน (คือรักเหมือนบุตรของตัวเอง) เขาตระหนักรู้ว่ามันคงมีเรื่องราวหรือความผูกพันเกี่ยวกับแหวนที่เขาใส่อยู่ เธอคิดว่าคนคนนั้นจะยังอยากขอแหวนวงนั้นมาเป็นของตัวเองอีกไหม”
“ดังนั้นคำตอบของคำถามนี้คือ มันจะไม่มีวันเกิดกรณีแบบที่เธอว่านี้อย่างเด็ดขาดเพราะเราทุกคนรักกัน”
“ความรักอีกแล้วหรือ” ผมอุทานเบาๆ
“นี่เป็นแค่กลไกเรื่องความรักแค่กลไกเดียวนะ มันยังมีเรื่องทัศนคติที่มีต่อสิ่งที่เธอเรียกว่าของมีค่าอีก ในดาวโลกของเธอจะตีค่าสิ่งของที่เธอเรียกว่ามีค่าจากมูลค่าหรือราคาของมัน อาจจะด้วยความที่มันหายากหรือมีจำนวนน้อยก็ตาม แต่สำหรับที่นี่ เราไม่ได้ให้ค่ากับสิ่งของที่ราคาแต่เราจะให้ค่ากับมันที่คุณค่ามากกว่า ซึ่งคุณค่าเหล่านั้นสำหรับแต่ละคนแต่ละโอกาสก็ไม่เท่ากันอีกด้วย”
“ยังไงหรือครับ”
“หากเธอกำลังเดินทางไกลแต่ไม่มีรองเท้าใส่ เวลาเดินไปไหนเท้าเธอก็จะระบมไปหมด มีของสองอย่างให้เธอเลือกในเวลานี้ระหว่างแหวนเพชรกับรองเท้าแตะสักคู่ เธอจะเลือกสิ่งไหน”
“ผมก็เลือกแหวนเพชรสิครับ เพราะแหวนเพชรหนึ่งวงซื้อรองเท้าได้เป็นพันคู่เลย” ผมตอบแบบยวนๆ
“ฉันเข้าใจนะว่าโลกที่ยึดถือเรื่องมูลค่าจะคิดกันแบบนี้ แต่สำหรับที่นี่ไม่มีคำว่าแพงกว่าหรือถูกกว่า ไม่มีใครให้ค่ากับสิ่งของกันแบบนั้น คุณค่าของมันจะอยู่ที่ตัวมันเท่านั้น”