๘๐.
คุ้มค่ากับการลงทุน
“กรรมวิธีกระตุ้นให้เกิดกระแสแห่งความรักในรูปแบบใหม่จึงเกิดขึ้น โดยพวกเราจะเป็นผู้กำหนดสร้างเอง เช่น การทำให้เกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่มีความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก วิธีการนี้ใช้ได้ผลมาก เพราะหลังจากที่เราทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น กระแสแห่งความรักแบบรวมหมู่ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรง กินพื้นที่ความเสียหายมากและยาวนาน แรงกระเพื่อมของคลื่นความรักก็จะยิ่งมากและต่อเนื่องกันหลายวัน หรือบางทีนานเป็นเดือนเลยทีเดียว”
“ดูไม่ค่อยเป็นธรรมกับคนที่ประสบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายเลยนะครับ” ผมแสดงความเห็น
“ถ้าคุณเอาหลักเกณฑ์ความเป็นธรรมที่คุณเคยใช้มาตัดสิน เรื่องนี้ย่อมไม่เป็นธรรมในสายตาของคุณแน่นอน แต่ถ้ามองด้วยสายตาของจักรวาล จิตวิญญาณทุกดวงที่อยู่ในเหตุการณ์ภัยพิบัตินั้น ทุกคนล้วนกระตือรือร้นที่จะทำ ตอนที่เปิดรับอาสาสมัครดวงจิตวิญญาณเพื่อให้ไปอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น พวกเขาถึงกับแย่งกันเลยด้วยซ้ำ”
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ” ผมถาม
“เพราะว่าจิตวิญญาณที่อาสาพวกนี้จะได้รับสิทธิ์ในการกลับมาเกิดในยุคพลังงานใหม่โดยไม่ต้องผ่านเหตุการณ์ชำระโลกครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้น่ะสิ”
“เขาจะได้รับสิทธิ์โดยแลกเปลี่ยนกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานในเหตุการณ์ภัยพิบัติเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ที่มีรหัสทางเทคนิคว่า 666”
“แล้วคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเหตุการณ์การเปลี่ยนยุคจากเก่าสู่ใหม่นี้จะได้รับสิทธิพิเศษอะไรบ้างล่ะครับ” ผมถาม
“เนื่องจากจิตวิญญาณที่อาสาไปเป็นเงื่อนไขให้เกิดความรักนั้นได้เป็นผู้ลงทุนให้กับคนที่ยังอยู่บนโลก ดังนั้นคนที่ยังอยู่บนโลกต้องทำตัวให้คุ้มค่ากับการลงทุนนี้ คือจะต้องแสดงออกซึ่งความรักออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นกลุ่มคนที่ยังดำรงอยู่เพื่อผ่านเหตุการณ์สำคัญนี้ จะต้องมีคุณสมบัติแห่งความรักที่เต็มเปี่ยม เป็นคนที่พร้อมจะมอบความรักให้กับใครก็ได้ตลอดเวลา หากใครที่เพิกเฉยหรือไม่มีคุณสมบัตินี้ประจำตัว ช่างเทคนิคที่ทำหน้าที่ปฏิบัติการชำระโลกจะมองไม่เห็นเขาเลย เขาจะถูกมองเป็นแค่ก้อนหินหรือวัตถุที่ไร้ค่า และเมื่อถึงเวลานั้น เวลาที่จะมีการปรับแต่งน้ำหนักมวลบนพื้นผิวโลกให้อยู่ในตำแหน่งใหม่ตามพิกัดที่ต้องการ เขาคนนั้นก็จะถูกกลบฝังไปพร้อมกับขยะเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีการวางแผนไว้”
“นี่คือข้อแตกต่างระหว่างคนที่เสียชีวิตโดยการอาสามาเป็นเงื่อนไขให้คนได้แสดงออกซึ่งความรัก กับคนที่เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติการชำระโลก” รุทอนพูดจบก็หยุดนิ่งไป
“มีอะไรหรือครับ” ผมถามขึ้นหลังจากที่เห็นว่าเขานิ่งไปสักพัก
“ผมกำลังทำใจให้ยอมรับกับความสูญเสียนี้อยู่ครับ”
“ผมกำลังจะให้คุณนึกภาพว่า ดวงจิตวิญญาณของคุณไม่มีวันหายไปไหน เหมือนกับที่เดอกูร่าอยู่ในปราสาทของตัวเองนั่งมองซากปรักหักพังผ่านกาลเวลาไปแบบไม่รู้จักจบสิ้น จิตวิญญาณของผู้ที่ถูกกลบฝังนั้นก็จะไม่หายไปไหนเช่นกัน เขาเหล่านั้นก็จะอยู่ที่ใต้พื้นโลกนี้ไปตลอดกาล และที่แย่ที่สุดคือมันไม่ได้สบายอย่างกับปราสาทของเดอกูร่า ในนั้นมันคือเตาหลอมหินละลายที่มีความร้อนแรง ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากความร้อน และการที่ดวงจิตอยู่ในนั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความรู้สึกถึงความร้อนนะ เขายังรู้สึกกับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเหมือนตอนที่เขามีชีวิต แต่เขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นท้องฟ้าที่สดใส สายน้ำที่ฉ่ำเย็น ไม่ได้ยินเสียงนกร้อง ไม่ได้กลิ่นของดอกไม้ไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มันเหมือนเขานั้นได้ถูกลบรายชื่อออกไปจากบัญชีของผู้ขันอาสาไปปฎิบัติงานในห้องเครื่องแห่งจักรวาล เหตุเพราะว่าเครื่องจักรนี้ต้องการผู้ทำหน้าที่คนใหม่ที่มีความสามารถมากกว่าหรือตระหนักในหน้าที่มากกว่า”
“และนี่เป็นสิ่งที่ผมกำลังทำใจยอมรับว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น เพราะถ้าหากดวงจิตวิญญาณดวงใดดวงหนึ่งหายไปจากระบบ รูปธรรมที่เหลือหรือรูปธรรมสมาชิกที่รอคอยการกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกันก็จะไม่มีโอกาสได้กลับคืนสู่แดนสุญญตาไปด้วย ถึงแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ในแดนสุขาวดีที่มีแต่ความสุข มีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ไม่มีวันตายก็ตาม แต่ในส่วนลึกของหัวใจแล้วเขายังปรารถนาที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และยังปรารถนาที่จะกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับต้นกำเนิดซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดด้วย”
“คนที่ถูกกลบฝังจะไม่มีโอกาสได้กลับขึ้นมาเลยหรือครับ” ผมถาม
“โอกาสหรือ ถ้าเทียบกับสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์คล้ายๆ กันอย่างนี้เมื่อแปดพันกว่าปีที่แล้วคือในยุคมหานครแอตแลนติสของเดอกูร่า ได้มีการพลิกกลับของแผ่นพื้นเปลือกโลกเพื่อกลบฝังดวงจิตไปหลายล้านดวงเหมือนกัน และช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่จะถึงนี้ก็เป็นโอกาสดีของชาวมหานครเลมูเรีย แอตแลนติส ที่จะได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากความทุกข์ทรมานที่กินเวลายาวนานมาถึงแปดพันปี โดยจะได้กลับขึ้นมาเกิดเป็นพลเมืองในยุคพลังงานใหม่นี้”
“แต่สำหรับคนที่จะถูกกลบฝังในครั้งใหม่นี้ ผมไม่สามารถประเมินได้เลยว่าเขาจะมีโอกาสกลับมาได้เมื่อไหร่ เพราะจากการประเมินค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กโลกยุคใหม่นี้ มันจะทำให้ผู้คนฉลาดขึ้น ถ้าเขาฉลาดขึ้นการดำเนินชีวิตของเขาก็จะรอบคอบมากขึ้น ความผิดพลาดที่จะกระทำต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ด้วยกันก็จะน้อยลง โอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรงถึงขั้นแผ่นเปลือกโลกพลิกกลับก็จะยิ่งน้อยลงหรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ ดังนั้นโอกาสที่พูดถึงนี้จึงมีน้อยมากๆ น้อยจนถึงขั้นไม่มีเลย”
“ที่ผมเสียใจอย่างมากก็คือ เวลานี้ไม่มีใครสักคนที่จะสำเหนียกรู้ถึงความทุกข์ทรมานที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาถูกกลบฝังลงไปใต้บึงไฟนรกแห่งนี้ ผมอยากจะให้ดวงจิตดวงใดดวงหนึ่งที่เคยถูกกลบฝังในเหตุการณ์ของมหานครแอตแลนติสได้กลับมาเล่าประสบการณ์การมีชีวิตอยู่ในบึงไฟแห่งนั้นให้คนบนโลกของคุณในเวลานี้ได้ฟังว่า เขามีความรู้สึกอย่างไรตลอดแปดพันปีที่ผ่านมา แต่ก็น่าเสียดายที่เขาก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาจนกว่าจะถึงเวลานั้น ซึ่งผมเดาว่าเขาจะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า อย่าได้เป็นคนที่ถูกกลบฝังเป็นอันขาด”
“ขณะนี้ผมได้แต่ประวิงเวลาให้มันเกิดขึ้นช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าหากปล่อยให้มันเกิดขึ้นตอนนี้ ดวงจิตที่คาดว่าจะถูกกลบฝังน่าจะมีจำนวนมากมายมหาศาลถึง 90 ใน 100 ส่วนของประชากรทั้งหมดบนโลกในปัจจุบัน และเหตุการณ์นี้จะนับเป็นการสูญเสียทางจิตวิญญาณครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่กำเนิดโลกใบนี้ขึ้นมา”
“และตอนนี้ฉันกำลังรอคอยคนคนหนึ่งที่จะมาช่วยบรรเทาความสูญเสียนี้ให้น้อยลง”
“เขาคนนั้นคือใครหรือครับ” ผมถาม
“เขาคนนั้นคือมหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ เขาเป็นผู้ที่จะมาพร้อมกับคำประกาศประกาศิตแห่งจักรวาล มาพร้อมกับบทบัญญัติที่เป็นแนวทางการมีชีวิตบนโลกยุคพลังงานใหม่ เขาจะเป็นคนพาทุกคนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการชำระโลกครั้งใหญ่นี้ เขาจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในโลกยุคพลังงานใหม่ในอนาคต และเมื่อถึงเวลานั้นจะไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่เป็นคนนั้น”
“เอ่อ…ขอโทษนะครับ ผมเข้าใจเกือบทั้งหมด ยกเว้นประโยคสุดท้ายนี่แหละครับ” ผมถาม
“ก็หมายความว่า เมื่อใครคนใดคนหนึ่งเห็นด้วยกับเขา คนคนนั้นก็จะกลายเป็นเขาไปโดยปริยาย ไงล่ะ”
“แล้วเมื่อไหร่คนคนนั้นถึงจะมาล่ะครับ”
“คุณจะได้เห็นเขาเมื่อเขามา ยกเว้นเขาจะไม่มา”
“ทำไมคนบนโลกนี้ชอบพูดจาให้สับสนกันครับ คุณแค่พูดเล่นเป็นสำนวนใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ไม่นะครับ ผมพูดไปตามสิ่งที่มันกำลังเป็น ไม่ใช่แค่พูดเล่น พวกผมไม่พูดเพื่อสนุกปากกันแน่นอน” เขาพูด
“แล้วมันหมายความว่าอย่างไรล่ะครับ กับที่ว่ายกเว้นเขาจะไม่มาน่ะ”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละครับ เพราะตอนนี้เขาคนนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะมาหรือไม่มาเลย”
“อ้าว! หรือครับ ผมนึกว่ามีการวางแผนมาล่วงหน้าแล้วอย่างที่พวกคุณชอบพูดกันเสียอีก”
“ทุกอย่างมีการวางแผน แต่ทุกแผนก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้หมด ยกเว้นจะไม่เปลี่ยนแผน”
“เอาอีกแล้ว ผมไม่ถามต่อแล้วดีกว่า”
“ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าคุณจงวางใจเถอะว่า คุณจะได้เห็นเขาอย่างแน่นอน เพราะมันอยู่ในแผนการ” เขาสรุป
“แต่ตอนนี้หน้าที่ของคุณคือต้องทำให้ตัวเองมีคุณสมบัติของการเป็นประชากรแห่งดาวโลกทึงร่าให้สมบูรณ์ก่อน”
“คุณยังระลึกได้อยู่ไหมว่าจะต้องหายใจให้ลึกและยาวอยู่ตลอดเวลา” เขาย้ำบทเรียน
“บางช่วงผมยังเผลออยู่ครับ”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลหากมีการเผลอเกิดขึ้น คุณอย่าใช้การบังคับเป็นอันขาดเพราะมันจะไม่เป็นธรรมชาติ ขอให้คุณตั้งใจให้มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตก็พอครับ เพราะพฤติกรรมปรกติของคุณคือ สิ่งใดที่คุณเห็นว่าสำคัญหรือมีความปรารถนา คุณจะคิดถึงมันและมักจะคิดถึงอยู่ตลอดเวลาด้วย สิ่งที่ต้องทำคือคุณต้องบอกกับตัวเองทุกวัน สั่งการเข้าไปในดวงจิตของคุณทุกวันว่า การกำหนดการหายใจที่ลึกและยาวนี้สำคัญและเป็นสิ่งคุณปรารถนา ความลับในกระบวนการนี้คือ ร่างกายของคุณมีกระบวนการอัตโนมัติต่างๆ อยู่แล้ว เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจขณะที่นอนหลับ ซึ่งล้วนแต่เป็นการสั่งงานแบบอัตโนมัติของจิตใต้สำนึกทั้งสิ้น หลายคนที่เป็นนักจิตบำบัดได้ใช้มันเยียวยาอาการป่วยของคนไข้ของเขา ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องง่ายและจะกลายเป็นธรรมชาติเมื่อคุณสั่งให้มันทำงาน”
“คุณเคยสงสัยบางไหมว่าเวลาที่คุณกลัวหรือตื่นเต้น ทำไมหัวใจของคุณถึงเต้นแรงและหายใจถี่มากขึ้น” เขาถาม
“ก็มันเป็นเรื่องธรรมชาตินี่ครับ” ผมตอบ
“ใช่ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ที่ผมถามคือ คุณไม่สงสัยบ้างเลยหรือครับว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น”
“อืม…ไม่นี่ครับ”
“พวกคุณมักจะไม่สงสัยในเรื่องที่ควรจะสงสัย ทั้งที่เป็นเรื่องของตัวเอง คุณกลับสงสัยแต่เรื่องที่อยู่ไกลตัว คุณรู้เรื่องของดวงดาวต่างๆ รู้เรื่องของดวงอาทิตย์ รู้เรื่องจักรวาล แต่กลับไม่รู้เรื่องภายในร่างกายของตัวเองเลย”
“การที่ร่างกายของคุณเกิดการหายใจแรงและหัวใจสูบฉีดเลือดถี่ๆ นั้น มันเป็นกระบวนการสั่งงานของจิตใต้สำนึกว่า ขณะนี้ร่างกายของคุณกำลังต้องการพลังอำนาจที่มากกว่าปรกติเพื่อใช้ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่ปรกตินั้นๆ”
“นั่นก็แสดงให้เห็นว่า ปรกติร่างกายของเรายังไม่มีพลังอำนาจมากพอ มันจึงสั่งการให้สร้างพลังอำนาจนั้นขึ้นมา พลังอำนาจที่เกิดขึ้นแบบชั่วคราวนี้บางครั้งก็สูงเสียจนคนที่เป็นเจ้าของร่างยังต้องแปลกใจ ดังในตัวอย่างที่คุณอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่า เวลาที่คนตกใจกลัวนั้นสามารถกระโดดได้ไกล วิ่งได้เร็ว ยกของได้หนักมากกว่าความสามารถในเวลาปรกติหลายเท่านัก”
“กุญแจสำคัญของกระบวนการนี้คือการหายใจ ถ้าเราเข้าใจกระบวนการเรื่องการสร้างพลังอำนาจ เราก็สามารถทำให้มันเกิดขึ้นก่อนที่จะต้องใช้มัน และยิ่งเราสามารถทำให้มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาด้วยแล้วล่ะก็ การเพิ่มพลังอำนาจก็จะแข็งแกร่งมั่นคงจนมันกลายเป็นคุณสมบัติถาวรของเราไปเลย”
“คุณอาจจะไม่รู้ว่าคนที่มีความสามารถพิเศษหรือพวกที่คุณมักจะเรียกเขาว่าผู้วิเศษนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านกระบวนการฝึกฝนด้วยวิธีนี้มาทั้งสิ้น เอาล่ะ ขอให้คุณทำตามวิธีนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่าได้หยุดหรือหลงลืมมันเลยแม้สักนาทีเดียว ทำเหมือนว่าสิ่งนี้คือแกนกลางของชีวิตคุณ”
“ครับ ผมจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” ผมตอบ