๓๙.
การคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์
๓๙.การคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์
“เพราะความปรารถนาเรื่องเพศเป็นการทำงานของสมองในส่วนของ สัญชาตญาณ ส่วนความรักเป็นการทำงานในส่วนของ จิตสำนึก ซึ่งตรงนี้มันจะคาบเกี่ยวปนเปกันอยู่ในช่วงต้นของการเริ่มมีความสัมพันธ์ของพวกคุณ จนคุณไม่สามารถแยกมันออกว่าอันไหนเป็นความต้องการจากสัญชาตญาณและอันไหนเกิดจากจิตสำนึก”
“คุณอาจจะรักผู้หญิงคนหนึ่งเพราะว่าเธอสวยถูกใจ คำว่าเธอสวยถูกใจนั้นคือแรงกระตุ้นที่เกิดจากสัญชาตญาณ ซึ่งมันจะคล้ายกับเวลาที่คุณกำลังหิวและบังเอิญไปเจอกับอาหารที่น่ากิน คำว่าน่ากินจึงเป็นแค่แรงกระตุ้นที่เกิดจากสัญชาตญาณเท่านั้น แต่คุณไม่ได้มีความรักกับอาหารนั้นสักหน่อย” เธออธิบาย
“โอ๊ะโอ!” ผมอุทาน
“และนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา” เธอพูด
“ถ้าเป็นที่นี่จะไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะเราทุกคนไม่ว่าจะมีความปรารถนาเรื่องเพศหรือไม่ก็ตาม พวกเราก็มีความรักที่เป็นระดับสูงสุดกันอยู่แลัว”
“แต่สำหรับที่ดาวโลกไกอาของคุณ ทุกคนโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้มีความรักต่อกันสักเท่าไหร่ ถ้าจะมีก็แค่ในระดับต่ำๆ เท่านั้น ในเมื่อเราไม่ได้มีความรักเป็นทุน การแสร้งว่ามีจึงเป็นความทุกข์ทรมาน สุดท้ายเมื่อแรงปรารถนาทางเพศมันอ่อนกำลังลงที่คุณเรียกว่าหมดรัก ที่จริงไม่ได้หมดหรอก มันยังไม่เคยมีด้วยซ้ำ เพราะที่มีอยู่นั้นมันไม่ได้เรียกว่าความรัก มันน่าจะเรียกว่าการแสดงออกเพื่อพยายามคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์มากกว่า”
“ปัญหาหลากหลายรูปแบบจึงเกิดขึ้นตามมา เช่น ความคิดไม่ตรงกัน รสนิยมไม่ตรงกัน ทัศนคติไม่ตรงกัน เป็นต้น”
“ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับคนที่มีความรักให้กัน ถ้าเป็นคนที่คุณรัก คุณจะคิดกับเขาในด้านดีก่อนเสมอ เช่น สมมุติว่าคนรักของคุณเกิดพูดไม่ดี คุณจะคิดว่าเขาอาจจะเผลอพูดผิดหรืออาจจะเป็นการพูดเพื่อเตือนสติให้คุณแก้ไขอะไรสักอย่าง แต่ถ้าเป็นกรณีคนที่หมดรักหรือไม่มีเยื่อใยต่อกันแล้ว เมื่อเขาพูดไม่ดี คุณก็พร้อมที่จะคิดกับเขาในด้านลบทันที ซึ่งมันมักจะพัฒนาไปจนต้องแยกทางกันในที่สุด”
“ในโลกของคุณ ผู้คนจึงกลายเป็นคนที่โหยหาความรัก อาการแบบนี้แสดงให้เห็นว่าตลอดเวลาเขาไม่เคยมีความรักให้กันเลย เขาจะวนเวียนอยู่กับวัฏจักรของการก่อกำเนิดความรักใหม่ การแสดงออกเพื่อคงความสัมพันธ์ การดิ้นรนเพื่อจะสลัดความสัมพันธ์ที่ไม่สมใจออกไป และแสวงหาความรักครั้งใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ”
“ซึ่งจะแตกต่างกับโลกที่ฉันอยู่นี้อย่างสิ้นเชิง พวกเราไม่เคยรู้สึกขาดแคลนความรัก พวกเรามีความรักต่อกันตั้งแต่ยังไม่ได้คิดที่จะมีอะไรกัน การมีเพศสัมพันธ์รวมถึงการมีลูกด้วยกันจึงเป็นเพียงผลผลิตที่ทำให้เราทั้งสองกลายเป็นหนึ่งเดียวกันมากยิ่งขึ้น” เธอพูดจบ เธอก็คว้ามือของผมมากุมไว้
“ที่รักคะ นี่คือความรักที่แท้จริง ความรักที่คนทั้งโลกของคุณโหยหา ฉันรักคุณไม่ใช่เพราะว่าคุณเคยมีอะไรกับฉัน แต่ฉันรักคุณมากอยู่ก่อนแล้ว ความรักนี้จะไม่มีวันเสื่อมคลายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
“ครับ…” ผมไม่รู้จะตอบเธอว่าอะไรดี รู้แต่เพียงว่าสิ่งที่เธอพูดนี้ต้องมีความหมายที่ซ่อนเร้นมากกว่าที่ผมเข้าใจแน่ๆ
“เราออกเดินทางกันต่อดีกว่านะคะ รู้สึกว่าเราจะเดินทางกันช้ากว่ากำหนดเวลามาก ถ้าเป็นปรกติเวลานี้ฉันต้องถึงบ้านคุณตาแล้ว แต่นี่ยังเหลือระยะทางอีกตั้งเกือบครึ่งแน่ะ” เธอบอก
“ครับ” ผมลุกขึ้นเก็บกวาดเปลือกของผลไม้ที่เรากินไว้ ยกม้วนกระดาษขึ้นหลังให้โคฮารุและตัวเองก่อนจะออกเดินทางต่อ
ภูมิประเทศระหว่างทางที่เหลือนี้ดูต่างจากในช่วงแรกคือเริ่มเป็นที่ราบมากขึ้น ถ้าเป็นภูเขาก็จะเป็นแค่เนินเตี้ยๆ และเริ่มมีบ้านคนให้เห็นบ้างเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่ผ่านบ้านคนจะมีเจ้าของบ้านและสมาชิกในบ้านเดินออกมาทักทายเราสองคน
“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับครับ” เสียงชายคนหนึ่งดังมาจากบ้านที่เรากำลังเดินผ่าน ซึ่งพวกเขาเหมือนกำลังยืนรอเพื่อต้อนรับ
“สวัสดีค่ะ” โคฮารุตะโกนตอบไป
“สวัสดีครับ” ผมรู้สึกประหม่าเล็กน้อยจึงทักทายเบาๆ หลังจากที่เขาเดินเข้ามาใกล้ๆ
“ฉันได้ยินเรื่องของเธอมา 3 วันแล้ว ขอต้อนรับสู่โลกของเรานะครับ” ชายคนนั้นพูดด้วยท่าทางยิ้มแย้ม
“หรือครับ ผมก็รู้สึกยินดีที่มีโอกาสมายังโลกของคุณครับ” ผมตอบ
“โอกาสหน้าแวะมาคุยกันนะครับ” ชายคนนั้นพูดเหมือนรู้ว่าเรากำลังเร่งฝีเท้าเพื่อไปยังที่หมายให้ทัน
ระหว่างทางเราก็เจอกับอีกหลายครอบครัวซึ่งตั้งอยู่ห่างๆ กัน บางครอบครัวมีสมาชิกมากถึง 6 คน บางครอบครัวก็มีกันแค่ 2 คน แต่จากที่สังเกต ผมไม่เห็นบ้านไหนมีเด็กเล็กๆ และคนแก่เลย ดูแล้วส่วนใหญ่จะเป็นวัยหนุ่มสาวกันทั้งนั้น และที่แน่ๆ พวกเขาทุกคนมีรูปร่างหน้าตาดีหล่อสวยเหมือนกันหมด
“ที่นี่มีแต่คนหนุ่มสาวนะครับ ไม่เห็นมีเด็กเล็กๆ และคนชราเลยครับ” ผมหันไปพูดกับโคฮารุขณะที่เดินผ่านครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งมาได้สักพัก
“โอกาสที่คุณจะได้เห็นคนชรานั้นยากมาก เพราะถึงแม้ว่าบางคนจะมีอายุเป็นแสนเป็นล้านปี แต่ร่างกายของเขาก็จะยังคงสภาพอยู่อย่างนั้น” เธอตอบ
“อย่างครอบครัวที่เราเพิ่งผ่านมาเมื่อสักครู่ คนที่ยืนอยู่หน้าสุดนั้นอายุ 2 ล้านปีแล้ว ส่วนที่เหลือข้างหลังอีก 5 คน อายุเฉลี่ยอยู่ราวๆ 3-7 หมื่นเท่านั้นเอง”
“ถ้าบังเอิญคุณเห็นใครที่มีลักษณะเป็นคนชราคือมีหลังโค้งงอ มีผมสีขาวโพลน ผิวหนังเหี่ยวย่น ให้สันนิษฐานได้เลยว่าคนคนนั้นมาจากดาวโลกไกอาแน่นอน แต่ก็มีให้พบเห็นน้อยมาก”
“เหมือนกับโยชิดะ พ่อคุณใช่ไหม” ผมถาม
“ใช่ค่ะ พ่อฉันถึงแม้ว่าตอนนี้ท่านจะดูอ่อนกว่าวัยจริงๆ เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกันในโลกของคุณ แต่ถึงอย่างไรท่านก็จะมีอายุได้อย่างมากที่สุดไม่เกิน 200 ปี เพราะเซลล์ในร่างกายท่านไม่มีรหัสความเป็นหนุ่มสาวมาตั้งแต่ต้น” เธอตอบ
“ขอโทษนะ ถ้าพ่อของคุณตายไป อย่างนี้คุณก็กลายเป็นลูกกำพร้าน่ะสิครับ” ผมถาม
“สำหรับสังคมที่นี่ เราไม่ได้รู้สึกว่าการตายแบบนี้คือการจากกันไปชั่วนิรันดร์ มันเป็นเพียงการผลัดเปลี่ยนรูปธรรมใหม่ให้เหมาะสมกับดวงจิตวิญญาณเท่านั้น ซึ่งสำหรับกรณีของพ่อฉัน ท่านจำเป็นต้องผลัดเปลี่ยนรูปธรรมใหม่ให้เหมาะสมกับดวงจิตของท่าน เพราะดวงจิตของท่านนั้นเข้าสู่สภาวะความสมดุลสูงสุดแล้ว”
“การตายนั้นเป็นเพียงแค่ทางร่างกายเท่านั้น แต่ทางจิตวิญญาณพวกเรายังสามารถคุยกับคนที่ตายได้อยู่ตลอดเวลา ฉันนะตายหรือไม่ตายจึงไม่มีความแตกต่าง แค่รู้สึกเหมือนว่าเขาคนนั้นไปเที่ยวที่ไหนสักพักเท่านั้น”
“และที่สำคัญ ที่นี่ก็เป็นที่สุดท้ายที่พวกเราทั้งหมดจะได้มาใช้ชีวิตทางรูปธรรมร่วมกัน วันหนึ่งท่านก็ต้องกลับมาเกิดอยู่ในครอบครัวเดียวกันกับเราอยู่ดี รอให้พร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อให้เราทั้งหมดได้กลับไปยังต้นกำเนิดหรือแหล่งที่เราจากมาด้วยกัน”
“ส่วนเรื่องที่คุณไม่เห็นเด็กๆ นั้นมีอยู่สองสาเหตุคือ ประการที่หนึ่ง จิตวิญญาณที่จะมาเกิดบนโลกนี้น้อยมาก นานๆ จะเกิดขึ้นสักรูปธรรมหนึ่ง ประการที่สอง เมื่อมีเด็กมาเกิด เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 ถึง 12 ปีจะต้องถูกส่งไปอยู่กับรูปธรรมชั้นสูงของเมืองคล้ายๆ กับไปเข้าโรงเรียนเพื่อไปเรียนรู้วิชาหลักธรรม หลักการดำเนินชีวิต และหลักการเข้าถึงความรู้แห่งจักรวาล โดยจะต้องไปใช้เวลาอยู่ที่นั่น 9 ปีเต็ม” เธออธิบาย
เราใช้เวลาเดินทางจากจุดที่นั่งพักราวๆ 4-5 ชั่วโมงก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่มีลักษณะภูมิประเทศแปลกประหลาดกว่าที่ผ่านๆ มา ที่นี่มีหินมากกว่าดิน ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แถบนี้ก็มีลักษณะแคระแกร็นแต่ก็ดูสวยงามไปอีกแบบ คือดูแล้วคล้ายกับสวนบอนไซที่ถูกจัดวางอย่างสวยงาม ก้อนหินที่นี่ส่วนใหญ่เป็นหินสีแดงเข้มและบางก้อนก็ใหญ่โตพอที่จะเป็นภูเขาทั้งลูก
“เดี๋ยวเราเดินอ้อมก้อนหินก้อนใหญ่นี้ไปก็จะถึงบ้านคุณตาของฉันแล้ว” โคฮารุบอกระยะทางที่เหลือของเรา
“ดูก็เหลืออีกไม่ไกลแล้วนะครับ” ผมบอก
“ค่ะ ไม่ไกลแล้ว แต่จะเดินยากสักหน่อยเพราะพื้นมันเป็นหินก้อนกลมๆ เดินไม่ดีอาจจะลื่นหกล้มได้” เธอเตือน