๑๐๕.
คนไม่ปรกติ
ผมเดินตรงไปยังร้านขายอาหารที่อยู่ใกล้ๆ ที่พักก่อนเพื่อรอให้สายอีกหน่อย เพราะต้องรอกุญแจสำรองซึ่งคนที่ดูแลมันน่าจะยังไม่มาทำงาน
หลังจากที่สั่งอาหารมานั่งกิน ผมสังเกตว่าคนที่ร้านนี้ยังไม่รู้เรื่องการหายตัวไปของผม เพราะเขาแค่ถามผมว่าไม่เจอกันหลายวันหายไปไหนมาแค่นั้น ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะผมจะได้ไม่ต้องสรรหาคำมาอธิบาย
“ท่านครับ แล้วนี่ผมจะบอกกับใครต่อใครตามที่สัญญาไว้กับท่านได้อย่างไรกันครับ เพราะผมดูแล้วไม่มีทางเป็นไปได้เลยว่าใครจะเชื่อผม” ผมรำพึงเข้าไปในความคิดของตัวเอง
“แล้วทำไมเธอถึงรับปากกับฉันล่ะ” มีเสียงในความคิดตอบกลับมา
“เอ่อ…คือตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญน่ะสิครับ” ผมตอบ
“นั่นสิ เธอก็ทำมันสิ” เสียงในความคิดตอบอีก
“คือผมกลัวว่าทุกคนจะหาว่าผมไม่ปรกติหรือเป็นคนบ้าน่ะครับ” ผมประเมิน
“คนที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้จะต้องเป็นคนไม่ปรกติ ถ้าเธอเป็นแค่คนปรกติเธอจะไม่มีวันได้รับโอกาสนี้ เธอต้องยอมรับว่าเธอจะกลายเป็นคนไม่ปรกติในสายตาของคนปรกติ แต่วันหนึ่งที่เขายอมรับและเชื่อในสิ่งที่เธอพูด เขาก็จะไม่มองเธอว่าเป็นคนผิดปรกติอีกต่อไป ตอนนี้ที่จริงคนที่ผิดปรกติคือคนที่กำลังมองตัวเองว่าปรกติต่างหาก” เสียงในความคิดตอบ
“คนที่เป็นตัวแทนฉันในอดีต ไม่มีใครคนไหนเลยที่ถูกมองว่าเป็นคนปรกติ ทุกคนล้วนถูกมองว่าเป็นคนเสียสติทั้งสิ้น เธอรู้ไหมว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไรกันบ้าง บางคนโดนดูถูกดูแคลน เดินไปทางไหนมีแต่คนเอาก้อนหินขว้างปา บางคนถูกหาว่าเป็นพวกกบฏนอกรีต ถูกจับไปทรมานจนตาย บางคนเป็นเจ้าชายอยู่ดีๆ ออกมาเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่ซุกหัวนอน ตอนนี้เธอเลือกที่จะเป็น การที่เธอจะทำหน้าที่นี้ให้สมบูรณ์สมกับที่ฉันเรียกเธอว่าตัวแทนนั้น เธอต้องทำอะไรบางอย่าง”
“ครับ ผมจะพยายามครับ” ผมรับคำ
ผมนั่งดูทีวีในร้านข้าวแกงอยู่นานจนคิดว่าสายพอที่คนดูแลกุญแจสำรองจะมาทำงานแล้ว
“วันนี้ไม่ไปทำงานหรือ” คนขายข้าวแกงทักผมอีกครั้งขณะที่จ่ายเงิน
“ไปครับ แต่ไปสายๆ หน่อยครับ” ผมตอบ
ผมรู้ว่าทุกคนมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ผมจึงรีบเดินตรงไปที่สำนักงานของอพาร์ทเม้นท์ทันที
“ผมมาขอกุญแจสำรองห้อง 354 หน่อยครับ พอดีผมทำหายน่ะครับ” ผมบอกกับเจ้าหน้าที่เมื่อไปถึง
“เอ๊ะ! ห้องของน้อง คนที่มีข่าวว่าหลงป่าหายตัวไปเมื่อหลายวันก่อนใช่ไหมเนี่ย” เธอถามกลับมา
“หลงป่า!?” ผมทวนคำและนิ่งไปพักหนึ่ง
“ใช่ๆๆ ครับ ตอนนี้ผมกลับมาแล้ว” ผมประมวลความคิดอย่างรวดเร็ว
“วันนั้นมีเพื่อนของน้องและตำรวจมาขอกุญแจห้องไปรอบหนึ่งแล้ว เขาพยายามตามหาญาติของน้องกันให้ wุ่นไปหมด” เธอเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น
“นี่ แล้วโทรไปบอกญาติพี่น้องว่ากลับมาแล้วหรือยังล่ะ” เธอแนะนำ
“ครับ เดี๋ยวผมจะโทรไปบอกเขาครับ แต่ตอนนี้ของทุกอย่างผมหายหมดเลย โทรศัพท์ บัตรประชาชน กระเป๋าตังค์ ไม่มีอะไรเหลือเลยครับ”
“ผมขอกุญแจห้องก่อนได้ไหมครับ ผมว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำก่อนแล้วค่อยไปจัดการธุระ” ผมพูด
“เอ่อ…ตอนนี้พี่เก็บของของน้องออกมาจากห้องนั้นหมดแล้วน่ะ เพราะคิดว่าน้องคงหายตัวไปจริงๆ” เธอตอบแบบติดๆ ขัดๆ
“อะไรนะครับ!” ผมคิดจะต่อว่าเธอ แต่ก็ยั้งปากไว้
“ตอนนี้ผมกลับมาแล้ว เดี๋ยววันนี้พี่ช่วยให้คนเอาของไปเก็บที่เดิมด้วยนะครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เพื่อให้เขารู้สึกดี
“ตอนนี้ของของผมอยู่ที่ไหนครับ ผมขอไปเอาเสื้อผ้าและขออาบน้ำหน่อยนะครับ”
“อยู่ห้องข้างๆ นี่เองจ้ะ” เธอพูดพร้อมกับเปิดลิ้นชักควานหากุญแจห้องเก็บของ
“ขอโทษทีนะ ห้องนี้จ้า” เธอพูดพร้อมกับพาไปที่ห้องนั้น
ผมเข้าไปเลือกชุดทำงานออกมาหนึ่งชุดพร้อมกับอุปกรณ์อาบน้ำ
“งั้นผมขออาบน้ำห้องข้างล่างนี้เลยแล้วกันนะครับ จะได้รีบไปทำงาน” ผมพูด
“ตามสบายเลยจ้า”
ผมรีบจัดการอาบน้ำแปรงฟัน โกนหนวดโกนเครา แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่พร้อมสำหรับการไปทำงานทันที ตอนนี้ผมกลับมาเป็น “ทิม” พนักงานกราฟิกดีไซเนอร์ กินเงินเดือนเดือนละไม่ถึงสองหมื่น พักในห้องเช่าราคาถูกๆ ตามเดิมแล้ว
“พี่ครับ ฝากจัดการเรื่องห้องให้ผมด้วยนะครับ เย็นนี้ผมจะได้กลับมานอน” ผมพูดกับเธอขณะกำลังเดินผ่านห้องสำนักงาน
“ค่ะๆๆๆ ได้ค่ะ” เธอรับคำแบบตะกุกตะกัก
ผมนั่งรถเมล์ดิ่งตรงไปยังที่ทำงานทันที ถึงแม้ว่าเวลานี้จะเริ่มสายมากแล้วแต่รถก็ยังติด ทำให้ผมไปถึงออฟฟิศประมาณใกล้ๆ 11 โมง และเมื่อผมไปถึงที่ออฟฟิศ สายตาของเพื่อนๆ ที่นั่งทำงานกันอยู่ทุกคู่ก็หันมาพร้อมๆ กับอาการตกตะลึง
“เฮ้ย! ไอ้ทิม มึงหายไปไหนมาวะ มึงรู้ไหมว่าพวกกูตามหามึงเสียแทบแย่” เสียงของโอ๊ตดังขึ้นมาเป็นคนแรกทันทีที่เขาเห็นผม
หลังจากนั้นทุกคนในบริษัทต่างมะรุมมะตุ้มเข้ามาถามผมกันยกใหญ่
“ฉันนึกว่านายโดนเสือคาบไปแดกแล้ว แล้วนี่นายกลับมายังไง แล้วหายไปไหนมา” สันรีบเดินเข้ามาถาม
“เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติส่งคนออกตามหาเธอจนทั่วป่าเลยรู้ไหม เรื่องการหายตัวไปของเธอเป็นข่าวอยู่หลายวันเลยนะ” พี่ที่เป็นหัวหน้างานผมพูด
“เล่าให้ฟังหน่อยสิ กินยังไงนอนยังไงในป่าตั้งเป็นอาทิตย์” เพื่อนร่วมงานผู้หญิงอีกคนถาม
มีคำถามประดังเข้ามาเป็นร้อยคำถาม แต่ผมกลับไม่สามารถตอบได้สักคำถาม ผมได้แต่ยิ้มและพูดว่าขอเวลาเคลียร์เรื่องต่างๆ ก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง
“มีใครติดต่อไปหาแม่ผมบ้าง” ผมถามทุกคน
“มี!! ฉันเองแหละ” โอ๊ตเพื่อนสนิทผมพูดขึ้น
“แกรู้เรื่องหมดแล้วใช่ไหมว่าฉันหายตัวไป” ผมถามโอ๊ต
“ใช่ ฉันเล่าให้ฟังแล้ว และเพิ่งส่งแกขึ้นรถกลับบ้านไปเมื่อวานนี้เอง หลังจากที่การค้นหาไม่ประสบความสำเร็จ” โอ๊ตพูด
“ฉันยืมโทรศัพท์โทรหาแม่หน่อยสิ โทรศัพท์ฉันหาย” ผมพูด
ผมใช้โทรศัพท์ของโอ๊ตโทรหาแม่ พอแม่รับสาย เสียงทางโน้นดูจะตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่พร้อมกับเสียงเหมือนกับแม่ร้องไห้
“แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมปลอดภัยดี ไม่มีอะไรบุบสลายแม้แต่น้อย ตอนนี้ผมกลับมาทำงานตามเดิมแล้ว เอาไว้ลาพักร้อนเที่ยวหน้าผมค่อยกลับไปหาแม่นะครับ” ผมพยายามพูดให้แม่สบายใจ
ฟังดูแกมีน้ำเสียงที่สบายใจมากขึ้น เมื่อได้คุยกันจนเป็นที่เข้าใจแล้วจึงวางสาย
“หัวหน้าครับ พรุ่งนี้ผมขอลางานอีกสักวันนะครับ ผมจะไปจัดการเกี่ยวกับบัตรต่างๆ ที่หายไป” ผมหันไปพูดกับหัวหน้าหลังวางสายจากแม่
“ได้จ้า หลายๆ วันก็ได้ พักผ่อนให้สบายก่อนค่อยกลับมาทำงานก็ได้นะ” หัวหน้าพูด
“แล้วไปอายัดบัตรเอทีเอ็มหรือยัง” โอ๊ตพูดแทรกขึ้นมา
“ไม่ต้องหรอก ฉันรู้ว่าคนที่นั่นไม่มีใครเอาไปทำอะไรได้แน่ๆ” ผมเผลอหลุดปากพูดเกี่ยวกับที่ที่ผมไปมา
“ที่ไหนของนายวะ ไม่แน่นะ คนในป่าในเขานี่แหละตัวดีเลย” โอ๊ตพูดแสดงความเห็น
“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้ดีว่าไม่มีใครเอาไปทำอะไรได้หรอก ขอบคุณที่เป็นห่วง” ผมพูด