อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๒๙.

๒๙.

ดาวทึงร่า

“คุณเคยไปพบรูปธรรมชั้นสูงเหล่านั้นบ้างไหมครับ” ผมถาม เพราะอยากรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร

“เคยสิ ทุกคนที่เข้ามาสู่โลกใบนี้ด้วยวิธีการพิเศษแบบเราต้องไปพบพวกเขาทุกคน คล้ายๆ กับการไปรายงานตัวนั่นแหละ”

“แล้วเขาจะทำอะไรกับเราบ้างครับ” ผมถามต่อ

“เธอไม่ต้องกังวลใดๆ เลยนะ เขาไม่ทำอะไรเธอหรอก ที่เขาให้เราไปพบก็เพื่อจะเช็คในขั้นตอนสุดท้ายว่า เรามีความพร้อมที่จะอยู่ที่นี่ได้หรือไม่เท่านั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนที่มาได้ก็ล้วนแล้วแต่มีทักษะในระดับหนึ่งกันทุกคน” โยชิดะตอบ

“อย่างที่ฉันบอกเธอไปนะว่า ตอนที่เธอผ่านเข้ามาในดาวโลกดวงนี้ เขาเองเป็นผู้ประกาศให้ทุกคนรู้และให้ทุกคนเตรียมต้อนรับเธอ เรื่องของเธอจึงรู้กันไปทั่วโลก หลังจากนั้นเขาก็ยังระบุภารกิจให้แต่ละคนที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ช่วยกันเตรียมความพร้อมกับเธอก่อนที่จะไปพบกับเขา และฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น”

“ภารกิจของคุณคืออะไรครับ” ผมถาม

“มันเป็นความประจวบเหมาะของทุกอย่าง การที่เธอเข้ามายังดาวโลกดวงนี้ทางประตูนี้ ซึ่งปรกติประตูนี้จะไม่ค่อยมีใครผ่านเข้าออกบ่อยนัก ที่จริงก็แทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ ประตูนี้เปรียบเสมือนเป็นประตูฉุกเฉินหรือจะพูดอีกอย่างว่าเป็นประตูผลพลอยได้ก็ได้ เขาจะเอาไว้ใช้เวลาที่รูปธรรมชั้นสูงปฎิบัติภารกิจในบริเวณแผ่นดินอีกฟากหนึ่งของประตูหลักใช้กัน หากเดินทางไปยังประตูหลักไม่ทันเวลา ซึ่งโอกาสที่จะเกิดแบบนั้นก็แทบจะเป็นศูนย์ด้วย เพราะยานบินของพวกเขาสามารถบินรอบโลกได้โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที”

“ฉันได้รับมอบหมายให้บอกทุกอย่างที่เธออยากรู้เกี่ยวกับดาวโลกดวงนี้ ในฐานะที่ฉันเป็นคนที่เกิดจากดาวโลกเดียวกันกับเธอ ดาวโลกดวงนี้มีชื่อว่าดาว ทึงร่า นี่คือเสียงที่ใกล้เคียงที่สุดที่สามารถเปล่งออกมา คนในอดีตบนโลกของเราเคยรู้จักดาวนี้ในชื่อว่า ดาวทึงหรือดาวดึง และดาวโลกเก่าของเรามีชื่อว่า ไกอา ต่อไปนี้ถ้าเราพูดถึงดาวโลกดวงนี้ ฉันจะเรียกว่าดาวทึงร่านะ”

“ฉันรู้ล่วงหน้าว่าเธอจะมาที่นี่ประมาณ 1 ปีแล้ว ฉันเองถึงแม้จะเป็นคนที่เกิดจากดาวโลกเดียวกับเธอ แต่เราก็มีปัญหาเรื่องภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกัน คือเธอใช้ภาษาประเทศของเธอ ส่วนฉันก็ใช้ภาษาประเทศของฉัน ซึ่งมันไม่สามารถคุยกันรู้เรื่อง มันผิดกับคนที่เกิดบนดาวทึงร่าแห่งนี้ ที่เขาแค่คิดว่าจะพูดภาษาอะไร เขาก็พูดมันออกมาได้เลย”

“ฉันพยายามเรียนรู้และฝึกพูดภาษาของเธอจากแหล่งข้อมูลในจักรวาลอยู่หนึ่งปีเต็ม” โยชิดะพูด

“คุณฝึกพูดภาษาของผมได้จากการเรียนด้วยตัวเองหรือครับ! คุณเก่งมากๆ ผมรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นแสดงว่า การที่ผมเข้ามาที่ดาวโลกดวงนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอนน่ะสิครับ เพราะคุณรู้ล่วงหน้ามาตั้งหนึ่งปีแล้ว” ผมถาม

“ใช่! ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นเรื่องบังเอิญ ภาพจิ๊กซอว์แห่งจักรวาลนี้มีชิ้นส่วนที่เตรียมไว้อยู่แล้ว แค่รอวันประกอบให้ปรากฏขึ้นมาเท่านั้น”

“มันเหมือนกับมีการระบุว่า ผมจะต้องมา ณ จุดๆนี้ เวลานี้ ใช่ไหมครับ” ผมถาม

“คิดว่าอย่างนั้น”

“แล้วถ้าผมไม่ทำตามนั้นล่ะ ถ้าสมมุติว่าผมไม่ตัดสินใจมาเที่ยวกับเพื่อน ถ้าเพื่อนผมเปลี่ยนแผนการเดินทาง ถ้าพวกเราล้มเลิกความตั้งใจที่จะเดินป่าเพื่อไปที่ประตูแห่งนั้นล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นครับ” ผมถาม

“แล้วตอนนี้เธอมาที่นี่รึยังล่ะ” เขาถาม

“มาแล้วครับ” ผมตอบ

“ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่มีวันเป็นอย่างอื่น มันต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน” เขาตอบ

“ฉันไม่ได้กวนเธอนะ เพราะทุกคนที่ร่วมทางกับเธอ เขาก็ถูก เอ่อ…ถูกบันดาลใจด้วยกันทั้งหมด” โยชิดะสะดุดนิดหน่อยเกี่ยวกับการใช้คำ

“เขาเรียกว่าดลใจหรือเปล่าครับ” ผมแก้คำที่โยชิดะใช้

“เอ่อๆๆ ใช่ๆๆ ดลใจๆ นั่นแหละ มันคล้ายๆ กัน” เขายอมรับ

“แล้วทำไมต้องเป็นผม ผมมาที่นี่เพื่ออะไร มาทำอะไร ทำไมไม่เป็นเพื่อนผมหรือใครคนอื่นๆ ที่อยู่บนโลกผม”

“เธอต้องไปถามคนที่มีความประสงค์ให้เธอมา ฉันตอบคำถามนี้ให้เธอไม่ได้” โยชิดะตอบ

“ไหนคุณบอกว่า ภารกิจของคุณคือการตอบคำถามทุกอย่างที่ผมอยากรู้ไง” ผมทวงถาม

“ก็ใช่ แต่ในฐานะที่เป็นคนที่เกิดมาจากดาวโลกเดียวกัน ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความเหมือนหรือแตกต่างระหว่างโลกของเราทั้งสอง เขาคิดว่าฉันน่าจะเหมาะสมที่สุดในการมอบคำตอบให้แก่เธอ แต่บางคำถามที่เป็นเจตจำนงของใครบางคน คนที่รู้ดีที่สุดคือเจ้าของเจตจำนงนั้น ฉันก็อาจจะบอกเธอได้เหมือนกัน แต่มันก็ไม่สมควร และมันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง” โยชิดะตอบ

“อย่างนี้ ทุกอย่างก็เป็นการดลใจของใครบางคนด้วยใช่ไหมครับ”

“ใครบางคนที่ว่านี้ บางครั้งก็ไม่ได้มาจากที่อื่นนะ อาจจะมาจากสิ่งที่อยู่ในตัวเธอเองก็ได้” โยชิดะตอบแบบเพิ่มประเด็น

“คุณพูดแบบนี้ทำให้ผมเกิดคำถามนะครับ ผมรู้ว่าคุณต้องการเช่นนั้น” ผมรู้ทัน

“ใช่!” เขายอมรับ

“มันจะยังมีใครบางคนที่อยู่ในตัวเราอีกหรือครับ คุณคงไม่ได้หมายความว่ามีผีสิงอยู่ในร่างของผมใช่ไหมครับ” ผมถามย้ำ เพราะผมเริ่มคิดว่าโลกนี้มีอะไรที่ทำให้ผมประหลาดใจอยู่เรื่อย

“ใจเย็นๆ ครับ ใครบางคนที่ว่านี้ก็คือตัวเรานั่นแหละ ไม่ใช่คนอื่นที่ไหน ฉันขอให้เธอพยายามทำความเข้าใจตรงนี้หน่อยนะ เพราะนี่จะถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่เธอจะต้องนำไปใช้ในอนาคต”

“ในตัวของมนุษย์ทุกคน มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเองอยู่สองส่วน ส่วนแรกคือ จิตสำนึก ส่วนนี้พวกเราทุกคนคุ้นเคยกันดี เพราะมันปรากฏกับเราตลอดเวลาอยู่แล้ว มันเป็นจิตส่วนที่เราใช้ในการควบคุมร่างกายขณะที่รู้สึกตัวหรือยังตื่นอยู่ ไม่ว่าเราจะทำอะไรล้วนต้องผ่านการทำงานของจิตสำนึกนี้ทั้งสิ้น”

“และส่วนที่สอง เป็นตัวตนที่เขาจะไม่ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน พูดง่ายๆ คือ ตราบใดที่เรายังใช้จิตสำนึกอยู่ จิตส่วนนี้จะไม่มีทางปรากฏตัวออกมา เพราะเขาเป็นตัวตนเหมือนกัน บางคนเรียกส่วนนี้ว่า จิตใต้สำนึก บางคนเรียกว่า จิตไร้สำนึก หรือบางคนอาจจะเรียกว่า จิตเหนือสำนึก ไม่ว่าจะเรียกอะไร เราถือว่ามันคือสิ่งเดียวกัน ซึ่งจะถือว่า เขาคือ ตัวตนแก่นแท้ของเรา ด้วยเช่นกัน”

“ในปรัชญาทางซีกโลกตะวันออกของเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า จิตวิญญาณ ซึ่งตัวจิตวิญญาณนี้จะเปรียบเสมือนเป็นเจ้าของตัวตนของเรา โดยที่ จิตสำนึก จะทำหน้าที่เป็นเพียงตัวแทนของ จิตวิญญาณ อีกที เป็นแค่เป็นผู้ทำหน้าที่ทุกอย่างทางกายภาพแทนจิตวิญญาณเท่านั้น พอจะนึกภาพออกไหมครับ” เขาถามเพื่อความเข้าใจอีกครั้ง

“พอจะนึกออกครับ” ผมตอบพร้อมพยักหน้า

“ทุกคนที่เกิดบนดาวทึงร่านี้ ต่างเข้าใจหลักการนี้ดี และพวกเขาก็ใช้ประโยชน์จากความเข้าใจนี้ด้วย”

“ทุกๆ อย่างที่เป็นทักษะของคนบนดาวโลกทึงร่า เช่น ความสามารถในการใช้ภาษาจิต ความสามารถในการเข้าถึงความรู้ที่ซุกซ่อนในจักรวาล รวมถึงความสามารถในการติดต่อกับต้นกำเนิด ล้วนแล้วแต่ต้องสื่อสารผ่านจิตวิญญาณนี้ทั้งสิ้น”

“ปัญหาใหญ่ที่คนบนดาวโลกไกอาของเรามีคือ ขาดทักษะการสื่อสารกับจิตวิญญาณ มีคนจำนวนน้อยมากที่สามารถทำได้”

“ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ ผมเริ่มงงแล้ว สื่อสารกับจิตวิญญาณของตัวเอง สื่อสารอย่างไรครับ” ผมถาม

“ฉันขออธิบายโครงสร้างการทำงานของมันก่อนก็แล้วกันนะ ส่วนวิธีการว่าทำอย่างไรนั้นค่อยว่ากันทีหลัง”

“ฉันจะเปรียบเทียบเรื่องนี้กับวิทยุสื่อสารที่ฉันเคยใช้ขณะที่เป็นนักบินอยู่ก็แล้วกันนะ สมมุติว่า จิตสำนึก ของเราคือวิทยุสื่อสารเครื่องหนึ่ง จิตวิญญาณ ของเราก็เป็นวิทยุสื่อสารอีกเครื่องหนึ่ง ทั้งสองเครื่องถูกติดตั้งอยู่ในตัวเรา แล้วก็มีวิทยุอีกเป็นแสนๆ ล้านๆ เครื่องที่อยู่ข้างนอกกระจายอยู่ทั่วทั้งจักรวาล ปรกติเครื่องทุกเครื่องที่เป็น จิตวิญญาณ ทั่วทั้งจักรวาลสามารถสื่อสารกันได้อยู่แล้วโดยใช้ คลื่นความถี่ เดียวกัน รวมทั้งเครื่องที่เป็น จิตวิญญาณ ของเราด้วย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องวิทยุพวกนั้นเพราะเขาสามารถคุยกันได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ปัญหามันอยู่ที่เครื่องที่เป็น จิตสำนึก ของเราที่ไม่ได้ใช้คลื่นความถี่เดียวกัน มันก็เลยไม่ตรงกับคลื่นสากลที่เขาใช้กัน เราใช้คลื่นเฉพาะถิ่นของเรา เราก็เลยไม่รู้ว่าพวกเขาสื่อสารอะไรกัน”

“ดังนั้นโดยหลักการแล้ว ถ้าเราจะเข้าถึงความรู้ที่เป็นสากลได้ เราต้องจูนคลื่นความถี่ของ จิตสำนึก ของเราให้ตรงกับ จิตวิญญาณ ให้ได้เสียก่อน เพื่อว่าเวลาที่เราต้องการข้อมูลอะไร เราก็จะใช้จิตวิญญาณของเรานั่นแหละเป็นสื่อกลางไปควานหามา”

“ปรกติ จิตวิญญาณ นั้นสามารถรับข้อมูลจาก จิตสำนึก ในตัวเราได้อยู่แล้ว เพราะเขาใช้คลื่นที่สูงกว่า ส่วน จิตสำนึก ของเราต่างหากที่รับข้อมูลที่ จิตวิญญาณ ส่งมาไม่ได้ เพราะ จิตสำนึก มักจะไม่ค่อยสนใจฟังเท่าไหร่ เราจะเชื่อความสามารถของหู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัสของเรามากกว่า”