๑๐๔.
ครั้งแรกกับภาษาจิต
รถยนต์ที่ผมโดยสารมาตอนนี้เริ่มเข้าเขตชานเมืองของกรุงเทพแล้ว ขณะนี้ท้องฟ้ายังมืดสนิท คนขับค่อยๆ ชะลอความเร็วเพื่อจอดข้างทาง
“บ้านเธออยู่ที่ไหน” ผู้ชายคนขับโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างหลังจากที่รถจอดสนิท
“ผมอยู่แถวลาดพร้าวครับ” ผมตอบ
“ถ้างั้นน้องต้องลงตรงนี้แล้วล่ะ พี่จะต้องใช้เส้นทางเลี่ยงเมืองข้างหน้านี้” เขาตอบ
“ได้ครับ” ผมรีบหยิบกระบอกไม้และมีดที่วางไว้ข้างตัวแล้วกระโดดลงจากรถทันที
“ขอบคุณมากๆ ครับที่ให้ผมโดยสารมาด้วย” ผมเดินไปที่ประตูด้านข้างเพื่อกล่าวลาเขาทั้งสองคน
“ไม่เป็นไร โชคดีนะ” ผู้หญิงพูด
พอพูดจบเขาก็ออกรถไปทันที ผมมองตามรถคันนั้นไปจนลับสายตา ตอนนี้ผมน่าจะอยู่แถวชานเมืองมากๆ มองพื้นที่โดยรอบมันยังเป็นที่ว่างโล่งสลับกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างๆ กัน แสงไฟจากถนนสาดส่องให้พอมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน บรรยากาศดูเงียบสดปราศจากผู้คนถึงแม้ว่าบนถนนจะยังมีรถวิ่งตลอดเวลาก็ตาม
ผมโบกรถทุกคันพร้อมกับเดินไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีรถคันไหนจอดเลยสักคัน ผมเดินไปจนถึงป้ายรถประจำทางแห่งหนึ่ง และเข้าไปดูใกล้ๆ ว่าจะมีรถเมล์สายอะไรวิ่งผ่านบ้าง แต่ในใจก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ผมไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาทแล้วจะเอาเงินที่ไหนขึ้นรถล่ะ
เมื่อยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไรดี ผมจึงนั่งที่ป้ายรถประจำทางแห่งนั้นก่อน ผมหยิบกระบอกไม้ที่ภายในบรรจุภาพวาดที่เดอวิ้นซ์มอบให้ขึ้นมา คิดว่าจะลองเอาออกมาชื่นชมสักหน่อย เพราะตอนนี้มันเป็นของที่ระลึกชิ้นเดียวที่เหลือเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างผมกับโคฮารุ เมื่อเปิดฝาและเทม้วนกระดาษออกมา สิ่งที่ไหลออกมาก่อนกลับไม่ใช่ภาพวาดของเดอวิ้นซ์ มันเป็นถุงผ้าเล็กๆ หนึ่งใบ ผมหยิบมาเปิดดูปรากฏว่าในนั้นมีเงินสดจำนวนหนึ่ง มันเป็นเงินที่เคยอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของผมนั่นเอง
“เอ๊ะ! มีเงินมาอยู่ในนี้ได้อย่างไรน่ะ” ผมพยายามนึกว่าครั้งสุดท้ายที่ผมได้กระบอกไม้นี้จากใครและตอนไหน
“หรือว่าตอนที่โคฮารุบอกผมว่าฝากระบอกมันปิดไม่สนิทและเธอจะปิดให้ใหม่” ผมนึกย้อนเพื่อลำดับภาพเหตุการณ์
“ต้องเป็นเธอแน่ๆ ที่ใส่เงินนี้มาให้ฉัน โคฮารุ” ผมคิดในใจ
“ใช่แล้ว ฉันเอามันมาจากกระเป๋าที่เธอทิ้งไว้ที่บ้านของฉัน” มีเสียงในความคิดของผมดังตอบกลับมา
“นี่เสียงของเธอหรือ โคฮารุ” ผมเปล่งเสียงพูดออกมาอย่างแปลกใจ
“ใช่” เสียงในความคิดตอบกลับมาอีก
“ฉันยินดีด้วยนะ ที่เธอสามารถคุยภาษาจิตกับพวกเราได้แล้ว” เสียงของเธดังขึ้นอีก
“นี่ผมสามารถคุยภาษาจิตได้แล้วหรือเนี่ย”
“ใช่สิ” เธอตอบ
“ถ้าอย่างนั้นผมก็สามารถคุยกับมีน โยชิดะ คลายเอิน และใครต่อใครได้หมดเลยน่ะสิ” ผมคิดในใจ
“ใช่ เพียงแค่เธอกำหนดว่าจะคุยกับใครเท่านั้น” เธอตอบ
“โอ้! อย่างนี้เราก็อยู่ไม่ห่างกันเลย…ใช่ไหม”
“อย่างที่ฉันเคยบอกเธอไงว่า ฉันจะอยู่กับเธอตลอดเวลา เธอจำได้ไหม ฉันจะสามารถรับรู้ความเป็นอยู่ของเธอได้ก็ต่อเมื่อเธอตั้งใจที่จะบอกกับฉัน เมื่อไหร่ที่เธอคิดถึงฉันเมื่อนั้นคือการกำหนดที่จะพูดกับฉัน และฉันก็จะได้ยินทุกสิ่งที่เธอบอก” เสียงของเธอดังขึ้นอีก
“โคฮารุ ฉันรักเธอนะ” นี่เป็นคำพูดที่ผมอยากจะพูดมากที่สุดในตอนนี้
ฉันก็รักเธอ” เธอตอบ
เวลานั้นเองมีรถแท็กซี่คันหนึ่งผ่านมาพอดีผมจึงรีบโบกให้เขาจอด แท็กซี่คันนี้ที่จริงเขาเห็นผมตั้งแต่แรกแล้ว เขาชะลอเพื่อดูท่าทีอยู่ และพอเห็นว่าผมโบก เขาจึงจอดทันที
“ไปลาดพร้าวครับ” ผมบอกขณะที่เปิดประตูหลัง
คนขับไม่พูดตอบอะไรได้แต่มองผมด้วยสายตาแปลกๆ ในการแต่งตัวเท่านั้น
“น้องเป็นคนที่ไหนเนี่ยถึงได้แต่งตัวแบบนี้” คนขับแท็กซี่ถามเมื่อออกรถมาได้สักพัก เขาคงทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว
“อ๋อ! ผมไปงานเลี้ยงแฟนซีที่บ้านเพื่อนมาครับ ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเลย” ผมคิดคำตอบนี้ขึ้นมาได้ในทันทีที่เขาถามจบ
“อืม…เข้าใจล่ะ พี่นึกว่าน้องหลุดมาจากมิติไหนเสียอีก ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะ
คำตอบนี้ได้ผล เพราะมันทำให้การสนทนาของเราดูเป็นปรกติเหมือนคนทั่วๆ ไป นี่ถ้าผมใช้คำตอบเดียวกันกับที่บอกคนในรถกระบะ ป่านนี้คงมีเรื่องต้องตอบกันอีกยาวแน่
ผมยังคงไม่สามารถพูดความจริงเรื่องที่ผมไปเจอมาให้ใครฟังได้ เพราะมันพิสดารเสียจนผมเองก็ยังลังเลอยู่เลย
รถแท็กซี่วิ่งด้วยความเร็วพอสมควรเพราะช่วงเช้าถนนยังโล่ง เวลานี้ใกล้จะเช้าเต็มทีแล้ว ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีครามผสมกับสีแดงเรื่อๆ
“ขึ้นทางด่วนไปเลยไหมครับ” คนขับแท็กซี่ถาม
“ครับ ได้ครับ” ผมตอบ
เหมือนเป็นการจงใจให้ผมได้สัมผัสกับแสงแรกในเช้าวันแรกของชีวิตใหม่ ทันทีที่รถวิ่งขึ้นไปอยู่บนทางยกระดับ ดวงอาทิตย์สีแดงสดก็ค่อยๆ โผล่พ้นจากขอบฟ้าพอดี ผมมองดูมันแบบไม่ละสายตา จะมีใครเข้าใจความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นกับผมครั้งนี้บ้าง มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับคนที่เพิ่งจากบ้านไปไกลแสนไกลและได้กลับมาเป็นครั้งแรก ซึ่งตอนนี้ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
รถแท็กซี่พาผมมาถึงอพาร์ทเม้นท์ที่ผมเคยอยู่ในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง มันเป็นอพาร์ทเม้นท์เก่าๆ สูงแค่ 4 ชั้นแบบไม่มีลิฟท์ ที่ผมเลือกอยู่ที่นี่ก็เพราะว่ามันถูกที่สุด ผมหยิบเงินในถุงเล็กๆ ที่โคฮารุทิ้งไว้ให้เตรียมออกมาจ่ายค่าโดยสาร ตอนนี้ผมยังมีเงินเหลือมากพอสำหรับใช้ได้อีกหลายวัน
“โคฮารุ” ผมกำหนดเรียกชื่อเธอขึ้นในใจ
“ขอบคุณเธอมากนะ นี่ถ้าไม่ได้เธอฉันคงลำบากกว่านี้” ผมคิดในใจ
“ไม่เป็นไร” เสียงเธอตอบกลับมา
“นี่แสดงว่าเธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วสิว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบนี้ และเราจะต้องจากกันแบบนี้ เพราะฉันทิ้งเป้และกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้านของเธอก่อนหน้าที่เราจะจากกันตั้งหลายวัน” ผมลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ใช่ ฉันรู้” เธอตอบ
“แล้วทำไมเธอไม่บอกความจริงกับฉัน” ผมถาม
“ถ้าเธอรู้ความลับนี้เธอจะพยายามเปลี่ยนมัน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อทุกสิ่ง บางครั้งความไม่เหมาะสมมันคือความเหมาะสม และความเหมาะสมที่สุดของจักรวาลมันอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับเราก็ได้” เสียงเธออธิบาย
“ฉันคิดถึงเธอจัง” ผมเผลอพูดเปล่งเสียงออกมาจากปาก
“น้องว่าอะไรนะ!?” คนขับแท็กซี่ถามผมขณะที่ผมกำลังจะก้าวลงจากรถ
“เปล่าๆ ครับ ไม่มีอะไรครับ” ผมตอบพร้อมกับรีบปิดประตู
ผมหันไปมองเขาอีกครั้งหลังจากที่ลงจากรถเรียบร้อยแล้ว ผมเห็นเขาส่ายหน้าไปมาพร้อมกับบ่นอะไรอุบอิบๆ ซึ่งผมไม่ได้ยินว่าเขาบ่นอะไร