๘๗.
ห้องนอน
ผมเดินตรงไปยังประตูบานนั้นทันที เมื่อไปถึงสิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคือประตูบานนี้ทำด้วยไม้เก่าๆ ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ดูเป็นวัสดุสีขาวสะอาดมีผิวเรียบเป็นมันวาวโปร่งแสงราวกับทำด้วยกระเบื้องเคลือบเซรามิค แต่ประตูนี้มีลักษณะเป็นบานไม้เก่าๆ สองบานคู่ มีการเข้าไม้แบบที่เรียกว่าลูกฟักบานละ 4 ช่อง ผมมองเห็นลวดลายของเสี้ยนไม้ได้อย่างชัดเจน เนื้อไม้ที่ไม่เหลือสีอะไรเคลือบอยู่เลยกลายเป็นสีเทาๆ เหมือนกับว่ามันเคยถูกแดดถูกฝนกัดเซาะมาเป็นเวลานาน
ผมค่อยๆ บรรจงผลักประตูบานนั้นเข้าไป ภายในห้องนี้มีแสงค่อนข้างน้อยดูเกือบจะมืดเลยด้วยซ้ำ เมื่อเข้าไปข้างในผมต้องใช้เวลาอีกเกือบ 1 นาทีเพื่อให้สายตาปรับสภาพ ภาพของห้องนี้จึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา ห้องนี้คือห้องนอนเล็กๆ มีผนังทำด้วยไม้ทั้ง 4 ด้าน มีหน้าต่าง 4 บานอยู่ที่ผนังทั้งสองด้าน ด้านละ 2 บาน หน้าต่างทั้ง 4 บานเปิดแง้มๆ ทำให้มีแสงสีขาวจากภายนอกลอดเข้ามาในห้องได้เพียงเล็กน้อย ผนังอีกด้านหนึ่งทึบไม่มีอะไร ตรงกลางห้องมีเตียงนอนทำจากไม้อยู่หนึ่งหลัง มีลักษณะเป็นเตียงไม้โบราณคือมีเสาสำหรับแขวนมุ้งทั้งสี่มุม บนเตียงมีที่นอนไม่หนามากคลุมด้วยผ้านวมลายดอกไม้
“นี่มันห้องนอนของผมตอนเด็กๆ นี่นา” ผมประมวลภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทั้งหมด และเทียบเคียงกับความทรงจำในอดีตที่ผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ หากผมไม่เห็นภาพนี้ผมก็ไม่สามารถนึกถึงห้องนั้นได้ เพราะมันเป็นความทรงจำที่เลือนลางมาก และมันก็เป็นความทรงจำช่วงที่ผมน่าจะมีอายุเพียง 7-8 ขวบเท่านั้นเอง
“ทำไมห้องนอนผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” ผมตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง ผมจำได้ว่าบ้านหลังนี้ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว มันถูกรื้อขายไปตั้งแต่ผมอายุได้ประมาณ 9 ขวบ แล้วพ่อกับแม่ก็เอาเงินที่ได้ไปสร้างบ้านใหม่ที่เป็นปูนแทน
“ใช่แล้ว นี่คือห้องนอนของเธอเอง” มีเสียงเด็กผู้หญิงพูดขึ้นมาจากด้านหลังผม
ผมหันกลับไปมองที่ต้นเสียงทันที ร่างของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ยืนอยู่ตรงกลางประตู แสงจากประตูทำให้ผมต้องเพ่งเพื่อดูว่าเธอเป็นใคร เมื่อผมเห็นเธอได้ชัดเจนขึ้น ผมก็จำได้ทันทีว่าเธอคือเด็กผู้หญิงคนที่เจอที่ร้านซาลาเปาคุณโฮเทปนั่นเอง
“สวัสดี เธอนั่นเอง” ผมทักทาย
“สวัสดี” เธอตอบพร้อมกับเดินเข้ามาที่เก้าอี้ตัวเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางห้อง
เมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้ๆ ทำให้ผมนึกขึ้นได้อีกว่า เธอคือเด็กผู้หญิงที่แจกนิตยสารหน้าร้านก๋วยเตี๋ยววันที่นั่งคุยกับเพื่อนเรื่องแผนการไปเที่ยวด้วย
“เธอ…เธอคือ” ผมกำลังจะถามว่าเธอคือเด็กคนนั้นด้วยหรือเปล่า
“ใช่แล้ว ฉันคือเธอคนนั้น” เธอตอบพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้
“และเราก็เคยเจอกันมาแล้วเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่ครั้งแรกคือที่นี่”
“หมายความว่าอย่างไร…คือที่นี่” ผมถามทันที
“ฉันเคยพาเธอมาที่นี่เมื่อ 20 ปีก่อน จากในห้องนอนของเธอนี้”
“ตอนไหนหรือ ฉันจำไม่ได้แล้ว” ผมถาม
“ในความฝัน” เธอตอบ
“ในความฝัน?” ผมทวนคำ
“ใช่”
“นั่นก็เธอด้วยหรือ” ผมถาม
“ฉันอยู่กับเธอตลอดเวลา อยู่มานานแสนนานแล้วด้วย”
“ขอโทษนะ ฉันงงไปหมดแล้ว เธอเป็นใครกันแน่ เป็นวิญญาณที่ติดตามฉันมาตลอด หรือเป็นภาพลวงตาที่เกิดขึ้นจากความทรงจำของฉันเอง”
“ที่จริงฉันจะต้องขึ้นมาพบกับพระเจ้านี่นา…แต่นี่!” ผมพูด
“สิ่งที่เธอเห็นทั้งหมดมันคือการสำแดงจิตทั้งจากตัวเธอเองและจากฉัน ฉันจะเป็นในสิ่งที่เธอต้องการให้ฉันเป็น แม้กระทั่งในความทรงจำหรือในความฝันที่เธอมองว่ามันไม่ใช่ความจริง แต่สำหรับฉันทุกอย่างล้วนเป็นความจริง การที่เธอพบกับฉันในความฝันแท้ที่จริงก็ไม่ได้ต่างกับการได้พบกันจริงๆ เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงแค่ความทรงจำเหมือนกัน”
“หรือว่าเธอคือพระเจ้า…”
“ทำไมหรือ เธอคาดหวังว่าพระเจ้าจะเป็นอย่างไรงั้นหรือ” เธอถาม
“ผมเข้าใจนะครับว่าการปรากฏของพระเจ้าจะไม่ใช่อะไรสักอย่าง…อย่างที่รุทอนได้อธิบาย แต่การที่ผมมาพบ เอ่อ…กับท่าน ทำไมท่านถึงได้สำแดงตัวเองดูต้อยต่ำ อืม…ไม่ใช่สิ ดูไม่สมกับความเป็นท่านอย่างนี้ล่ะครับ”
“ความเป็นฉันคืออย่างไรหรือ”
“ท่านได้ชื่อว่าเป็น พระผู้สร้างโลกสร้างจักรวาล เป็นพระเจ้าผู้ปกครองทวยเทพและมวลมนุษย์ เป็นพระบิดาแห่งดวงจิตวิญญาณทั้งปวง แต่เวลานี้ท่านกลับปรากฏกายต่อหน้าผมในร่างของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ และอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ซอมซ่ออย่างที่เห็นนี้”
“ที่นี่คือที่ที่เธอคุ้นเคยไม่ใช่หรือ ที่จริงในอดีตฉันเคยปรากฏความเป็นฉันได้แย่กว่านี้อีกนะ ฉันเคยเป็นแค่กองไฟกองเล็กๆ ในพุ่มไม้ ฉันเคยสำแดงเป็นสัตว์ป่า เคยเป็นแม้กระทั่งน้ำที่ขังอยู่ในอ่างโลหะ เป็นต้น แต่เธอรู้ไหม ฉันไม่เคยรู้สึกว่าฉันต้อยต่ำเลยสักครั้งเดียว ฉันกลับรู้สึกภาคภูมิในทุกๆ สิ่งที่ฉันเป็น เพราะไม่มีอะไรเลยสักอย่างที่ฉันไม่ได้เป็น”
“เอ่อ..ผมขอถามหน่อยครับ ทำไมท่านถึงได้เจาะจงสำแดงตัวท่านเป็นเด็กผู้หญิงคนนี้ล่ะครับ ทำไมไม่เป็นอย่างอื่น” ผมถาม
“รูปแบบการสำแดงนี้เธอเป็นผู้กำหนดเอง เธอน่าจะรู้ดีมากกว่าฉันนะ”
“ไม่ครับ ผมยืนยันว่าผมไม่รู้อะไรทั้งสิ้น”
“ภาพที่เธอเห็นมันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขที่เป็นนิรันดร์ ภาพแห่งความรักที่รอคอยการได้พบกันมานานแสนนาน ภาพแห่งความยินดีปรีดา ภาพแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งมันเกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกของตัวเธอเองทั้งนั้น”
“แล้วทำไมตัวผมถึงได้กำหนดให้เป็นเธอคนนี้ด้วยล่ะครับ”