อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๑๑.

๑๑.

ชีวิตนิรันดร์

“ผมไม่เห็นคุณมีเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรือจับปลาเลยครับ” ผมถามขึ้น เพราะคิดว่ากิจกรรมการล่าสัตว์หรือจับปลาน่าจะเป็นกิจกรรมที่ผู้ชายชื่นชอบ

“ทำไมคุณถึงมองว่า การล่าคือความบันเทิงครับ วินาทีที่คุณมุ่งหมายจะเอา ชีวิตของสัตว์ คุณแน่ใจหรือว่าความรู้สึกนั้นเป็นความรื่นรมย์” มีนถามผมกลับทันที และดูเหมือนว่าเขาจะจริงจังกับเรื่องนี้พอสมควร ผมรู้สึกว่าตัวเองนั้นชวนคุยผิดเรื่องเสียแล้ว

ผมตอบ

“เอ่อ….ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ผมแค่ประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกของผม”

“พวกเราไม่มีการล่าสัตว์หรอกครับ ไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม” น้ำเสียงเขาเริ่มอ่อนลง

“อย่าว่าแต่การล่าเลยครับ แค่พวกเราต้องทำอะไรบางอย่างที่อาจจะไปเบียดบังทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขา เรายังต้องกลับมาคิดทบทวนกันก่อนเลยว่า มันมีคุณค่าเพียงพอหรือไม่” เขาอธิบาย

“แล้วอาหารของคุณล่ะครับ คุณจะเอาเนื้อสัตว์จากไหนถ้าคุณไม่ล่า” ผมถามกลับ

“ที่จริงผมต้องถามคุณต่างหากว่า ทำไมคุณถึงกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร” เขาถาม

“เอ่อ…” ผมทำท่าอึกอัก เพราะไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี

“พวกเราไม่สามารถกินได้หรอกครับ มีแต่พวกสัตว์กินเนื้อหรือพวกหนอนเท่านั้นที่จะกินมัน สัตว์เมื่อมันตายแล้วกลายเป็นซากศพ ไม่นานมันก็เน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็น” เขาชิงพูด

“ผมเห็นคนที่โลกของคุณกินเนื้อสัตว์กัน ผมยังคิดเลยว่า พวกคุณกินกันได้อย่างไร” เขาเริ่มเปรียบเทียบ

“คุณเคยไปที่โลกของผมด้วยหรือครับ” ผมถาม เพราะสงสัยว่าเขารู้ได้อย่างไร

“ส่วนใหญ่ไม่มีใครเคยไปหรอกครับ ยกเว้นผู้ที่มีภารกิจสำคัญและจำเป็นจริงๆ แต่ถ้าถามว่า ผมรู้ความเป็นไปในโลกของคุณได้อย่างไร พวกเราทุกคนรู้ด้วยจิตครับ”

“พวกคุณรู้จักพวกผม แต่พวกผมไม่รู้จักพวกคุณอย่างนั้นหรือครับ” ผมย้ำความเข้าใจ

“ใช่ครับ”

“ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่ครับ” มีนถามต่อเหมือนกับกำลังคิดอะไรขึ้นมาได้

“เอ่อ…เดือนหน้าผมก็ 33 ปีพอดีครับ” ผมตอบ

“แล้วคุณคิดว่า คุณจะมีอายุยืนยาวที่สุดกี่ปีครับ” เขาถามอีก

“ผมว่าน่าจะสัก 70-80 ครับ”

“ไม่ถึงร้อยหรือครับ” เขาถาม

“ถ้าใครอายุสักร้อยปีตอนนี้ น่าจะเป็นข่าวดังเลยล่ะ” ผมประเมินตามความเป็นจริงทั่วๆ ไป

“คุณลองเดาสิว่า ตอนนี้ผมอายุเท่าไหร่” มีนตั้งคำถามให้ผมทาย พร้อมกับยิ้มนิดๆ ที่มุมปาก

“เอ่อ…ดูจากหน้าตาแล้ว ไม่น่าจะเกิน 20 เอาเป็นว่า 18-19 ปี ประมาณนี้แล้วกัน” ผมเดา เพราะดูแล้วเขาน่าจะอ่อนกว่าผมเยอะ

“ผิดครับ ตอนนี้ผมอายุ 259,000 ปีครับ” เขาตอบ

“หา! ล้อเล่นน่า” ผมอุทานเสียงดังด้วยความตกใจในสิ่งที่ได้ยิน

“และผมก็เพิ่งจะอยู่ในวัยรุ่นด้วย อายุของคนบนโลกนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 10 ยกกำลัง 140 ปี หรือมากกว่านั้นหากเขยังต้องการ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

“โอ้โห! นั่นคิดเป็นกี่ปีนะครับ” ผมตกใจยิ่งกว่าเดิม

“ตัวเลขที่แท้จริงคือ เลข 10 แล้วตามด้วย 0 อีก 140 ตัวครับ ที่จริงจะเรียกว่าไม่มีวันตายก็ได้ เพราะคนที่นี่จะมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันตาย หรือพูดอีกอย่างว่ามีชีวิตเป็นนิรันดร์ก็ได้” เขาตอบ

“การที่พวกคุณกินเนื้อสัตว์กันนั้น มันได้ส่งผลเสียต่อโครงสร้างทางพันธุกรรม และผลนั้นก็สืบทอดต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งมันมีผลโดยตรงกับอายุขัยที่สั้นลงไปเรื่อยๆ ของพวกคุณ” มีนพยายามเรียบเรียงคำพูดของเขาอย่างช้าๆ

หลังจากนั้นเขาก็อธิบายแบบยืดยาว แต่เท่าที่จับใจความได้ เขาพูดถึงโครงสร้างของโปรตีนในเนื้อสัตว์ที่ร่างกายของเราไม่สามารถจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ สิ่งที่ร่างกายได้นั้นมันเล็กน้อยมาก เป็นแค่พลังงานในขั้นที่สองที่ได้จากการที่สัตว์ตัวนั้นกินพืชแล้วสะสมมันไว้เท่านั้น การที่เรารับเอา DNA จากเนื้อสัตว์เข้าไปในร่างกาย มันจะไปบิดเบือน DNA แทนการเสริมสร้างร่างกาย ซึ่งส่งผลในระดับเซลล์เกี่ยวกับการเจริญเติบโตและรหัสการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์อีกที สรุปคือมันจะทำให้อายุขัยของมนุษย์โลกนั้นสั้นลงไปเรื่อยๆ มีนบอกว่า อีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้า มนุษย์โลกจะมีอายุเฉลี่ยแค่ 40-50 ปีเท่านั้น

“แล้วนาพาอายุเท่าไหร่ครับ” ผมถาม

“เธออายุน้อยกว่าผม 5,000 ปี อยู่ราวๆ 254,200 ปีครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่เขาพูดมานั้นไม่น่าจะเป็นการพูดเล่น

“ผมไม่อยากจะเชื่อเลยครับ” ผมพูด

“ได้เวลาอาหารค่ำแล้วค่ะ” เสียงของนาพาแทรกเข้ามาระหว่างการสนทนา ผมหันไปมองเธอขณะที่เธอกำลังยกถาดอาหารมาเสิร์ฟ และคิดในใจว่า นี่น่ะหรือผู้หญิงอายุสองแสนปี

“ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลยนะคะสำหรับที่นี่” เธอตอบผมทันที หลังจากที่ผมคิดเสร็จ

นาพายกถาดผลไม้ขนาดใหญ่เข้ามาก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วยถ้วยขนาดใหญ่อีกหนึ่งใบ ภายในบรรจุเมล็ดธัญพืชเม็ดเล็กๆ หลายชนิด โดยเมล็ดธัญพืชเหล่านั้นได้รับการหุงจนนิ่มฟูหอมกรุ่น แล้วก็คลุกเคล้าด้วยสมุนไพรแห้งอีกหลายชนิดที่ผ่านการบดรวมๆ กันคล้ายผงโรยข้าวของญี่ปุ่น กลิ่นของมันหอมน่ากินมาก รายการที่สามคือจานผักสดที่คลุกเคล้าเครื่องปรุงคล้ายสลัด และรายการสุดท้ายคือซุปที่เสิร์ฟมาในถ้วยขนาดย่อมๆ เมื่อพิจารณาน้ำซุปใกล้ๆ จะมีลักษณะข้นๆ นาพานำอุปกรณ์การกินมาวางให้ตรงหน้า มีซ้อนหนึ่งคันกับตะเกียบหนึ่งคู่

“พวกคุณใช้ตะเกียบกันด้วยหรือครับ” ผมถามด้วยความแปลกใจ

“ในประวัติศาสตร์การกิน พวกเราใช้ตะเกียบกันมาเป็นล้านล้านปีแล้วล่ะครับ” มีนอธิบาย

“เชิญรับประทานค่ะ” นาพากล่าวเชิญ

ผมเหลือบมองดูมีนว่าเขารับประทานอย่างไร เผื่อจะได้ไม่ทำอะไรเปิ่นๆ มีนเริ่มด้วยการกินน้ำซุปก่อนผมจึงทำตาม วินาทีแรกที่สัมผัสกับรสชาติของมัน ผมรู้สึกว่าประสาทสัมผัสทุกส่วนของลิ้นได้รับการกระตุ้นพร้อมๆ กัน ทั้งเค็ม ทั้งหวาน ทั้งมัน ทั้งเปรี้ยวนิดๆ ผนวกกับกลิ่นหอมของสมุนไพรบางชนิดที่ให้รสชาติกลมกล่อมมากเลยทีเดียว ผมตักซุปกินจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่อึดใจ มีนก็ดูจะไม่ต่างจากผม

จากนั้นมีนก็เชิญให้ผมตักเมล็ดธัญพืชที่หุงรวมกันหลายๆ ชนิดจากถ้วยใบใหญ่ เขาตักมันใส่ในถ้วยใบเดิมที่ใช้กินน้ำซุปและใช้ตะเกียบคีบเข้าปากอย่างคล่องแคล่ว ที่จริงดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับวิธีการกินของคนจีนเลย การกินสิ่งนี้ผมว่าแทบไม่ต้องกินอะไรคู่ไปกับมัน เพราะมันให้ทั้งรสชาติ กลิ่น และคุณลักษณะของตัวเมล็ดธัญพืชได้หลากหลายความรู้สึก การเคี้ยวแต่ละคำนั้นบางครั้งก็ได้ความเหนียวหยุ่นๆ เค็มๆ มันๆ บางครั้งก็ได้ความกรุบกรอบหวานๆ บางครั้งก็ได้ความนุ่มฟู

“คุณหุงเมล็ดธัญพืชพวกนี้ได้นุ่มนวลหอมอร่อยมากๆ เลยครับ” ผมหันไปชม นาพา ด้วยความรู้สึกประทับในรสชาติของมันจริงๆ

“ฉันไม่ได้หุงหรอกค่ะ ธัญพืชพวกนี้มีลักษณะอย่างนี้ตั้งแต่มันอยู่บนต้นแล้ว ฉันแค่เพียงไปเก็บมันมารวบรวมไว้ในภาชนะเท่านั้น” เธอตอบ

“จริงหรือครับ มันเหมือนได้รับการหุงมาอย่างประณีตเลยครับ มีเมล็ดธัญพืชแบบนี้ด้วยหรือครับ” ผมถาม

“มีสิคะ ที่จริงเมื่อในอดีตเมล็ดธัญพืชบนโลกของคุณก็มีลักษณะแบบนี้เหมือนกันคือ สามารถไปเก็บกินจากต้นได้ทุกวัน เก็บตอนเช้า ตอนเย็นมันก็ออกมาให้เก็บได้ใหม่ แถมยังไม่ต้องนำไปผ่านกระบวนการกะเทาะเปลือกแข็งๆ ออกด้วย มันมีลักษณะนุ่มฟูหอมละมุนแบบที่คุณเห็นนี้ตั้งแต่ยังอยู่บนต้นเลย” เธออธิบาย

“ แปลกดีนะครับ” ผมพูดก่อนที่จะคีบธัญพืชเข้าปากอีกหลายคำ

“คุณเห็นไหม” มีนพูดขึ้นพร้อมกับทำมือกวาดไปยังอาหารที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมด “สิ่งที่มีไว้ให้พวกเรากินนั้นมีมากมายขนาดไหน มีทั้งความหลากหลายในรสชาติ และคุณสมบัติ แค่ผลไม้อย่างเดียวก็มีเป็นร้อยๆ พันๆ ชนิดแล้ว ไหนจะเมล็ดธัญพืชชนิดต่างๆ และไหนจะเป็นพืชที่ใช้กินใบ กินหน่อ กินหัว กินราก กินเหง้า กินฝัก กินลำต้น มีทั้งแบบที่กินเพื่อรสชาติและกินเพื่อเป็นยารักษาโรค ผู้สร้างอนุญาตให้เรากินได้ทั้งหมด” มีนอธิบาย

“อนุญาตให้กิน หมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถามเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด

“อาหารเหล่านี้สงวนสิทธิ์ไว้สำหรับมนุษย์เท่านั้นนะครับ” เขาพูด

“อืม…” ผมทำท่าขมวดคิ้วเพื่อใช้ความคิด