อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๑๔.

๑๔.

เอกภพ

“ผมรู้ว่า คุณกำลังจะถามอะไร” มีนรีบตัดบท

“ผมขอเป็นฝ่ายถามคุณแทนดีกว่า แต่ยังไม่ต้องรีบตอบผมก็ได้นะครับ พิจารณาให้รอบด้านก่อนค่อยมาตอบ” เขาเสนอ

“ผมขอถามว่า ความสลับซับซ้อนที่ยิ่งยวดของคลื่นความถี่ในแต่ละลำดับชั้น จนทำให้เกิดเป็นรูปแบบของสรรพสิ่งในจักรวาลที่สมบูรณ์นี้ มันเกิดขึ้นจากความบังเอิญ หรือว่ามีการกำหนดมันขึ้นมา” มีนถามพร้อมกับยิ้มน้อยๆ

“เก็บไปคิดก่อนก็ได้ครับ ไม่ต้องรีบตอบ” เขาถาม “ผมคิดว่าตอนนี้ผมอธิบายเรื่องนี้มาได้เกือบจะครึ่งทางแล้ว” มีนประเมิน

“ยังไม่ถึงครึ่งทางอีกหรือครับ ผมรู้สึกว่าสมองผมน่าจะไม่พอสำหรับอีกครึ่งที่เหลือนะครับ” ผมเริ่มท้อ

“เอาน่า! ผมว่าคุณเก่งมากเลยนะครับที่สามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที” มีนกล่าวชม

“หรือครับ ผมว่าคุณประเมินผมสูงไปหน่อยแล้วครับ” ผมตอบ

“ไปต่อเลยนะครับ” เขาถาม

“ครับ”

“เราผ่านเรื่องพลังงานระดับเล็ก (อนุภาค) ได้แล้วนะครับ ต่อไปจะเข้าสู่ช่วงที่สองคือช่วงพลังงานระดับใหญ่ ซึ่งเป็นพลังงานระดับ จักรวาล และเลยไปจนถึงสุดขอบของพื้นที่และเวลาหรือเอกภพ” เขาเกริ่นช่วงนี้ขึ้นมาแบบอลังการจนทำให้ผมรู้สึกหนักหัวขึ้นมาทันที

“โอ๊ย! เมื่อกี้แค่เรื่องระดับเล็กๆ ผมยังแทบจะเป็นลม นี่เรื่องใหญ่ระดับจักรวาลเลย ผมคงรับไม่ไหวมั้งครับ” ผมโอดครวญ ตอนนี้ผมเริ่มคิดว่าทำไมผมต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วย

“เดี๋ยวก่อนครับ” ผมท้วงขึ้น “ก่อนจะไปต่อ ผมคิดว่าคุณไปไกลเกินไปไหมครับ จากที่ผมถามแค่ว่าที่นี่ที่ไหน แล้วมันมีไว้ทำไม ผมเริ่มสงสัยแล้วว่า ทำไมผมต้องรู้ในสิ่งที่คุณกำลังจะอธิบายให้ผมฟังนี้ด้วย มันดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันหรือเปล่าครับ” ผมพูดสิ่งที่คิดขึ้นทันที

“ใจเย็นๆ ครับ เกี่ยวแน่นอน เพียงแต่ว่าความจริงบางอย่างมันต้องอาศัยความเข้าใจทั้งระบบ หากผมบอกคุณแค่บางส่วนว่าอะไรเป็นอะไร มันก็อาจจะเป็นคำตอบสั้นๆ ที่รู้ได้เลยว่าอะไรมันคืออะไร แต่สุดท้ายคุณก็ต้องมีคำถามตามมาอีกว่า มันทำงานอย่างไร มันมาจากไหนอยู่ดี” เขาอธิบายด้วยความอดทน

“โอเคครับ งั้นต่อเลยครับ” ผมยอมรับสภาพ

“อืม…” มีนทำท่าคิดสักพักก่อนจะเริ่ม “สำหรับช่วงนี้ ผมจะพยายามอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกันนะครับ ผมจะข้ามความจริงบางเรื่องไปบ้าง โดยจะพูดเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเพื่อความเข้าใจในประเด็นที่เรากำลังพูดถึงนี้เท่านั้น” เขาออกตัว

“โลกคู่ขนาน นี้เป็นหน่วยย่อยที่สุดในระดับเอกภพ และก็เป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดด้วยเช่นกัน ถ้าเปรียบเทียบกับช่วงแรกที่เราพูดถึงสิ่งที่เล็กที่สุดคือ สสารเริ่มต้น ที่เป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดในระดับอนุภาคและเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดเหมือนกัน” มีนอธิบาย

“หรือพูดอีกอย่างว่า สสารเริ่มต้นเล็กที่สุดในระดับความเล็ก ส่วนโลกคู่ขนานนี้เล็กที่สุดในระดับของความใหญ่” เขาเสริม

“และทั้งสองสิ่งนี้ต่างก็มีความสำคัญที่สุด เพราะว่ามันเป็นต้นกำเนิดพลังงานของทั้งสองระบบ”

“หรือพูดง่ายๆ ว่า สสารเริ่มต้น คือต้นกำเนิดพลังงานในระดับเล็ก ส่วนโลกคู่ขนาน คือต้นกำเนิดพลังงานในระดับใหญ่” เขาพยายามย้ำให้ผมเข้าใจ

“เดี๋ยวผมค่อยกลับมาอธิบายว่า โลกคู่ขนานนี้กำเนิดพลังงานได้อย่างไรนะครับ ผมขออธิบายลักษณะทางกายภาพของโลกคู่ขนานนี้ก่อนว่ามันเป็นอย่างไร โลกของคุณและโลกของผมต่างมีระบบสุริยจักรวาลเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าลักษณะทางกายภาพจะมีความต่างกันอยู่บ้าง เช่น ดวงอาทิตย์ของผมจะใหญ่กว่าของคุณประมาณ 7 ใน 10 ส่วน ส่วนโลกของผมจะมีขนาดเล็กกว่าโลกของคุณประมาณ 1 ใน 8 ส่วน ระบบสุริยจักรวาลของคุณมีสมาชิกดาว 8-9 ดวง ส่วนระบบสุริยจักรวาลของผมมีสมาชิกดาว 5-6 ดวง ที่ผมไม่ชี้ชัดว่าสมาชิกดาวของสุริยจักรวาลของเราทั้งสองนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ เพราะมีดาวสมาชิกอยู่ 1 ดวงที่เราใช้ร่วมกัน กล่าวคือมันจะโคจรไปและกลับระหว่างสุริยจักรวาลของเราทั้งสองในทุกๆ 3,600 ปี”

“ถึงแม้ว่าหลายอย่างทางกายภาพของระบบสุริยจักรวาลเราจะต่างกัน แต่กลไกภายในระบบโลกของเรานั้นกลับมีความเหมือนกันชนิดที่ไม่มีอะไรคลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา การหมุนรอบตัวเอง ระยะเวลาของการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ค่าของแรงโน้มถ่วง และอื่นๆ ดังนั้นโลกของเราทั้งสองจึงมีลักษณะภูมิประเทศภูมิอากาศที่เหมือนกัน มีวันเวลาเหมือนกัน มีฤดูกาลเหมือนกัน มีกระบวนการของระบบนิเวศน์เหมือนกัน ตลอดจนมีระยะเวลาการโคจรรอบระบบกาแล็กซี่ที่เท่ากันด้วย” เขาอธิบาย

“มหัศจรรย์มากเลยครับ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่จะเป็นเรื่องจริง” ผมรู้สึกพิศวงกับสิ่งที่เขาเล่า

“ยังมีให้คุณต้องพิศวงอีกมากครับ” เขาเสริม

“ทีนี้เรามาดูตำแหน่งที่ตั้งของทั้งสองโลกดูบ้างครับ จักรวาลของเราทั้งสองตั้งอยู่คนละด้านรอบจุดศูนย์กลางกาแล็กซี่เดียวกัน หรือที่พวกคุณเรียกกันว่า กาแล็กซี่ทางช้างเผือก นั่นแหละครับ แต่สำหรับพวกเราจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ซีเนเทรียน (Cynetrien) โดยจักรวาลของเราทั้งสองจะตั้งอยู่คนละด้านของพื้นที่ว่างตรงจุดศูนย์กลาง ซึ่งหากเราวัดเป็นระยะห่างตัดผ่านระหว่างพื้นที่ว่างนั้น จักรวาลของเราทั้งสองจะห่างกันราวๆ 240 ล้านล้านกิโลเมตร”

“โอ้โห! ถ้ามันห่างกันขนาดนั้น ทำไมผมถึงมาที่นี่ได้เพียงแค่เสี้ยววินาทีล่ะครับ” ผมพิศวงหนักขึ้น

“การอธิบายเรื่องนี้มันจะเกินความสามารถในการทำความเข้าใจของคุณมากพอสมควรครับ”

“ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่มนุษย์โลกอย่างคุณไม่สามารถทำความเข้าใจ หนึ่งในนั้นคือเรื่องกลไกของเวลา ซึ่งพื้นที่ว่างที่มีลักษณะเป็นรู หรือเป็นศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรานี้ก็เป็นที่ที่หนึ่งที่อยู่นอกกฎเกณฑ์ของเวลา และเมื่อมันประกอบกับปรากฏการณ์อะไรบางอย่างที่มันตัดผ่านพื้นที่ว่างนี้ ผลของมันจึงเป็นความพิศวงอย่างที่คุณรู้สึกนั่นแหละครับ เอาไว้ให้คุณเข้าใจเรื่องราวของโลกใบนี้ทั้งหมดก่อน คุณน่าจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่านี้ครับ” เขาตอบ

“ครับ” ผมตอบ

“ในเอกภพทั้งหมดประกอบด้วยกาแล็กซี่แบบเดียวกับของเรานี้อีกมากมายจนนับไม่ถ้วน เปรียบเสมือนเม็ดทรายที่อยู่ในโลกของเรา โดยมีกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นจุดศูนย์กลางของเอกภพพอดี” เขาอธิบาย

“ภายในกาแล็กซี่แต่ละกาแล็กซี่ ก็บรรจุระบบสุริยจักรวาลและดวงดาวต่างๆ ไว้อย่างมากมายนับไม่ถ้วนเช่นกัน”

“เนื่องจากระบบสุริยจักรวาลของเราทั้งสองอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก และกาแล็กซี่ทางช้างเผือกก็อยู่ในตำแหน่งตรงกึ่งกลางเอกภพพอดี จึงเปรียบเสมือนว่า โลกของเราทั้งสองนั้นอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของเอกภพหรือมหาจักรวาลนี้ด้วยเช่นกัน” เขาอธิบายอีก

“และระบบของดวงดาวทั้งหมดตั้งแต่ระบบที่เล็กที่สุดไปจนถึงระบบใหญ่ที่สุดนี้ ไม่มีระบบไหนเลยที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ มันมีการหมุนอยู่สองรูปแบบคือ 1.การหมุนรอบตัวเอง และ 2.หมุนรอบระบบที่มันดำรงอยู่ เช่น โลกของเราหมุนรอบตัวเองในขณะเดียวกันก็หมุนรอบระบบสุริยจักรวาล ทุกสิ่งจะต้องมีระบบการหมุนอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ บางระบบไม่หมุนรอบตัวเองแต่โคจรรอบผู้อื่น บางระบบอย่างเช่นกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราจะหมุนรอบตัวเองแต่ไม่หมุนรอบผู้อื่น เพราะเนื่องจากมันเป็นจุดศูนย์กลางของระบบใหญ่ที่สุด”