๑๒.
ความสัมพัทธ์
“คุณเคยสังเกตบ้างไหมว่า สัตว์ต่างๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้กินได้ทุกอย่างเหมือนกับเรา” มีนขยายความ “คุณลองดูพวกวัวควายสิ รหัสที่ถูกใส่เข้าไปในโปรแกรมการกินของเขาคือหญ้าและวัชพืชอื่นๆ อีกนิดหน่อยที่ใกล้เคียงกันเท่านั้น คุณจะไม่เคยเห็นวัวหรือควายไปหาผลไม้หรือไปขุดหาเผือกหามันกิน”
“สัตว์บางตัวน่าสงสารมาก ตลอดทั้งชีวิตไม่เคยได้กินอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากสิ่งที่อนุญาตให้กิน เช่น หมีชนิดหนึ่งบนโลกของคุณก็ยังมีอยู่ มันเป็นหมีที่มีรูปร่างน่ารัก ใครเห็นใครก็ชอบ แต่รู้ไหม เขาถูกกำหนดให้กินแต่เปลือกไม้ไผ่แข็งๆ และใบไผ่คมๆ เท่านั้น เวลาที่เขากินก็สุดแสนจะทรมาน คือเขาจะเอากิ่งไผ่ที่ยังเขียวๆ อยู่แล้วใช้ฟันแทะลอกเปลือกด้านนอกของลำไผ่ออกมากิน อาหารอย่างอื่นเขาก็กินได้ แต่ถ้ามีให้เลือกระหว่างกิ่งไผ่กับอาหารอย่างอื่น เขาจะเลือกกินกิ่งไผ่ก่อน ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า เขาได้ถูกโปรแกรมให้เป็นอย่างนั้นจากใครบางคน”
“ใครบางคนนั้นเป็นใครครับ” ผมเริ่มสงสัยขึ้นในใจผม
“เป็นผู้ที่คุณจะต้องเดินทางไปพบเขาเร็วๆ นี้ครับ” มีนสร้างความวิตกเล็กๆ
“ที่จริงการหาคำนิยามความเป็นตัวตนของท่านนี้ ผมไม่สามารถสร้างคำพูดเพื่ออธิบายได้หมดภายในคำสั้นๆ ทำได้แค่หาคำบางคำมาระบุคุณสมบัติในบางส่วนเสี้ยวของเขาเท่านั้น” มีนพยายามอธิบายแบบเพิ่มความไม่เข้าใจมากขึ้นอีกตามเคย
“ช่างมันเถอะครับ คุณจะได้พบกับคนที่สามารถอธิบายเรื่องนี้เป็นภาษาพูดได้ดีกว่าผมในเร็วๆ นี้” มีนพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบผลไม้ในถาดมากิน
“เอาล่ะ ตอนนี้เรากลับมาที่เรื่องที่ผมค้างคุณไว้ตั้งแต่ที่เราพบกันเมื่อตอนบ่าย ซึ่งจริงๆ มันคือหนึ่งในภารกิจที่ผมได้รับมอบหมายมา จะทำได้ดีขนาดไหนหรือหากผิดพลาดประการใดผมต้องขออภัยคุณด้วยนะครับ ผมบอกตามตรงว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมในการทำหน้าที่นี้” เขาเริ่มเกริ่น
“เรื่องอะไรหรือครับ ผมลืมไปแล้ว” ผมถาม
“ก็เรื่องที่คุณถามผมว่า โลกคู่ขนานทั้งสองนี้มีไว้ทำไมไงล่ะครับ”
“อ๋อครับ”
“ผมจะลองพยายามเท่าที่ความสามารถในการแปลงความคิดออกมาเป็นภาษาพูดให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็แล้วกันนะครับ ซึ่งถ้าหากเป็นภาษาจิตที่พวกผมใช้กันอยู่นี้ แค่ผมเข้าใจในบางสิ่งและผมต้องการให้คุณเข้าใจตามที่ผมเข้าใจ คุณก็จะสามารถเข้าใจตามที่ผมกำหนดนั้นได้ทันที” มีนออกตัว
“ทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพนี้ล้วนอยู่ในรูปแบบของความสัมพัทธ์ และอยู่ภายใต้กฎของ พื้นที่และเวลา ความสัมพัทธ์ หมายถึง สิ่งหนึ่งจะดำรงอยู่ได้ ก็เพราะว่ามีอีกสิ่งหนึ่งดำรงอยู่เสมอ เมื่อมีความเป็นสิ่งนั้น ก็ต้องมีความเป็นสิ่งนี้ พูดอีกแบบคือ ถ้าไม่มีสิ่งนั้น สิ่งนี้ก็ดำรงอยู่ไม่ได้” เขาเริ่มเกริ่น
“โอ๊ย! นี่แค่เริ่มต้นผมก็มึนแล้ว มีที่ง่ายกว่านี้ไหมครับ ผมรู้สึกว่าสมองผมน่าจะไม่พอสำหรับเรื่องพวกนี้นะครับ” ผมพูด
“ผมจะยกตัวอย่าง เรื่องความสัมพัทธ์ระหว่างความมืดกับความสว่างก็แล้วกันนะครับ สมมุษติว่าทั้งเอกภพนี้มีแต่ความสว่าง คุณไปทางไหนคุณก็พบแต่ความสว่าง ไม่ว่าจะเป็นซอกไหนมุมไหนของจักรวาลก็มีแต่ความสว่างทั่วไปหมด ผมขอถามคุณว่า คุณจะยังเรียกความสว่างนี้ว่า “ความสว่าง” อยู่อีกเปล่า” เขาตั้งคำถาม
“เอ่อ…” ผมนิ่งคิด “น่าจะไม่ หรือเปล่า” ผมตอบแบบเผื่อผิด
“คำว่า ความสว่าง นั้นจะหายไปทันที คุณจะไม่เรียกมันว่า ความสว่าง อีกต่อไป คุณจะไม่คิดถึงมัน คุณจะไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของมัน คุณจะไม่รู้จักมันด้วยซ้ำ เหมือนมันไม่มีตัวตนอยู่เลย”
“แต่มันก็มีอยู่นี่ครับ ตราบใดที่มันยังปรากฏต่อหน้าเรา” ผมค้าน
“ใช่! ถูกต้องครับ มันยังมีอยู่ แต่คุณจะไม่เรียกมันว่าความสว่าง แล้วคุณก็จะไม่เรียกมันว่าอย่างอื่นด้วย นั่นก็เท่ากับว่า มันไม่มี”
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ” ผมยังสงสัย
“เพราะว่ามันไม่มีความมืดมาเป็นตัวเปรียบเทียบ เราจึงไม่สามารถเรียกความสว่างว่า ความสว่าง ได้”
“ความสัมพัทธ์ นี้จะปรากฏอยู่ในทุกสิ่ง ในทุกๆ กระบวนการภายใต้อาณาเขตของเอกภพ”
“เมื่อปรากฏว่ามีสิ่งนั้นและสิ่งนี้ขึ้นมาแล้ว มันจึงมีกระบวนการต่อเนื่องเกิดขึ้นตามมา นั่นคือ ความเป็น “ระหว่าง” สิ่งนั้นและสิ่งนี้ ซึ่งกระบวนการนี้เองที่ทำให้เกิดระยะทางหรือการมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด หรือที่เราเรียกมันว่า พื้นที่ และต่อจากนั้นคำว่า เวลา ก็เกิดตามมาโดยอัตโนมัติ” เขาพูด
“ดังนั้นภายในเอกภพจะต้องมีการเริ่มต้น การดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลง การสิ้นสุด และการกลับมาเริ่มต้นใหม่ รวมเรียกสิ่งนี้ว่า “วัฏจักร” ซึ่งมันเป็นกลไกของระบบเวลา นับตั้งแต่ในระดับที่เล็กที่สุดของอนุภาคไปจนถึงระดับที่ใหญ่สุด คือระดับจักรวาลและเอกภพ”
“โอ้พระเจ้า! ยากจังเลยครับ” ผมอุทานออกมา
“ที่คุณพูดถึงสิ่งนั้น มันเป็นเพียงคำอุทานที่ติดปากใช่ไหมครับ” เขาถามขึ้นกลางคัน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขากำลังหมายความว่าอย่างไร
“คิดว่าอย่างนั้นนะครับ คือผมรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับเรื่องที่ยากมากเรื่องหนึ่งเท่านั้นครับ” ผมตอบ
“ผมก็คิดเช่นนั้นครับ เรากลับมาที่เรื่องที่ผมกำลังอธิบายไว้ต่อนะครับ” มีนตัดบท
“โอ๊ย! ผมชักเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาแล้วสิครับ” ผมบ่น
“ขอโอกาสให้ผมได้อธิบายด้วยเถอะครับ ผมรู้สึกสนุกและตื่นเต้นกับการทำงานครั้งแรกนี้มาก ผมอยากมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำมันให้สำเร็จน่ะครับ” เขาพูด
“ผมว่าคุณทำได้ดีมากครับ มันคงเป็นที่สมองของผมมากกว่า” ผมกล่าวชมเชย
“ขอบคุณมากครับที่ชม” เขายิ้มกว้างๆ
“เอาล่ะ เมื่อกี้ถึงตอนที่เกิดเป็นกฎของพื้นที่และเวลาแล้ว ทีนี้การที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเคลื่อนที่ให้เป็นวัฏจักรได้นั้นมันจะต้องมีสาเหตุ ผมอธิบายมาใกล้ถึงจุดที่จะเข้าเรื่องแล้ว” มีนบอก
“หา!! นี่ยังไม่เข้าเรื่องอีกหรือ” ผมเริ่มรู้สึกว่ามีนทำงานเกินราคา
“ขออภัยครับ จริงๆ จะว่าผมทำเกินราคาก็ได้นะครับ เพราะผมก็รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือผมอยากให้คุณได้รับความกระจ่างน่ะครับ” เขาตอบมาทันทีที่ผมคิดในใจ
ผมชักไม่ค่อยชอบการเข้าใจภาษาจิตแล้ว เพราะผมแอบนินทาในใจอะไรไม่ได้เลย
“เดี๋ยวก่อนครับ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของพื้นที่และเวลาสักเท่าไหร่ครับ” ผมแสดงตัวเป็นนักเรียนที่ดี
“เอางี้นะครับ คุณลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะวิ่งแข่งก็ได้ ตอนนี้คุณอยู่ที่จุดสตาร์ท และจุดหมายของคุณคือเส้นชัย ระยะทางจากจุดสตาร์ทถึงเส้นชัยก็เท่ากับพื้นที่ (ระยะทาง) และขณะที่คุณวิ่งจากจุดสตาร์ทถึงเส้นชัยนั้นจะเท่ากับ เวลา” มีนยกตัวอย่างมาแบบง่ายๆ ผมคิดในใจว่า ทำไมผมถึงได้โง่อย่างนี้นะ แค่นี้ก็คิดไม่ได้
“หึๆๆๆ” มีนหัวเราะในลำคอเบาๆ พร้อมเอามือปิดปาก
“ผมขอโทษครับ” มีนรีบกล่าวขอโทษที่เขาเสียมารยาทหัวเราะเยาะผม ก่อนที่เขาจะกลับมาทำหน้าที่ตามเดิม
“ทีนี้ สิ่งที่จะเคลื่อนที่ได้จะต้องมีอะไรบางอย่างเข้าไปขับเคลื่อนมัน สมมุติว่าตรงจุดสตาร์ทในลู่วิ่งมีก้อนหินแทนที่จะเป็นนักวิ่ง มันจะต้องมีอะไรสักอย่างที่ไปกระทำให้ก้อนหินก้อนนั้นเคลื่อนที่”
“สิ่งที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนนี้ เราเรียกมันว่า “พลังงาน” แล้วพลังงานมาจากไหนล่ะ” เขาถาม แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ต้องการคำตอบ
“เรามาถึงจุดสำคัญแล้วครับ เรื่องพลังงานนี้แหละคือกุญแจสำคัญ และเป็นคำตอบของทุกอย่างในจักรวาล ไม่ใช่สิ ทั้งเอกภพเลยทีเดียว”
“ผมขอแยกเรื่องพลังงานออกเป็นสองช่วงก็แล้วกันนะครับ ที่จริงมันมีแค่ช่วงเดียวนั้นแหละแต่มันแบ่งออกเป็นสองตอน คือหมายความว่า ถ้าไม่มีตอนแรก ตอนที่สองก็ไม่มี ประมาณนั้นครับ” มีนอธิบาย
“เดี๋ยวก่อนนะครับ คุณแน่ใจหรือครับว่า คุณกำลังตอบคำถามผม ที่ว่าโลกคู่ขนานนี้มีไว้ทำไมอยู่น่ะครับ” ผมถาม
“แน่ใจครับ แต่ผมขออธิบายที่มาของมันก่อนนะครับ คุณจะได้เข้าใจกระบวนการทั้งหมด” เขาตอบ