อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๑๕.

๑๕.

ศูนย์กลาง

“เมื่อกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราที่เปรียบเสมือนเป็นแกนกลางของระบบใหญ่คือเอกภพ และด้วยอำนาจแม่เหล็กขนาดใหญ่ของมันจึงเหนี่ยวนำกวาดพาเอากาแล็กซี่ทั้งหมดหมุนรอบเอกภพไปด้วยกัน ดังนั้นกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราจึงเปรียบเสมือนเป็นพี่ใหญ่ที่พาเหล่ากาแล็กซี่บริวารทั้งหมดหมุนรอบเอกภพ”

“โอ้! ถ้าอย่างนั้นที่คัมภีร์โบราณบันทึกเอาไว้ว่า โลกของเราคือศูนย์กลางของจักรวาลก็ถูกต้องน่ะสิครับ” ผมเกิดความคิดเชื่อมโยงขึ้นมาแบบกะทันหัน

“ครับ นักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยของคุณนั้น เขาใช้หลักการค้นหาความจริงจากความสามารถเท่าที่เขามี เช่น การเห็นด้วยตา การได้ยินด้วยหู การได้กลิ่น การสัมผัสจับต้อง และด้วยความสามารถในการประมวลเหตุผลจากสมองซีกซ้ายที่เขามี จึงทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดนี้ได้”

“จึงไม่น่าแปลกใจหรอกที่องค์ความรู้โบราณหลายๆ อย่าง จะถูกแนวคิดสมัยใหม่หักล้างให้ดูเป็นเรื่องไร้สาระไป”

“และมันก็แสดงให้เราเห็นว่า เจ้าขององค์ความรู้เดิมก็ไม่มีความสามารถพอที่จะเข้าถึงความจริงขั้นสูงนี้ได้เช่นกัน จึงทำให้เขาไม่อาจอธิบายเพื่อโต้แย้งความรู้สมัยใหม่ และส่งผลให้เขามีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ 1.ใช้อำนาจที่เหนือกว่าไปทำลายความเชื่อที่ไม่ตรงกับเขา หรือ 2.ยอมให้ความเชื่อสมัยใหม่นั้นลบล้างความเชื่อเดิมไป” มีนตอบเกินคำถามเช่นเคย

“โอ้! ผมรู้สึกเหมือนว่า คุณกำลังพูดกระทบกระเทียบสถาบันศาสนาอยู่เลยนะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต

“จริงๆ แล้วผมพูดตามหลักสากลของจักรวาล แต่บังเอิญว่าเรากำลังยกเอากรณีนี้มาเป็นตัวอย่างสำหรับการอธิบายเท่านั้นครับ” มีนแก้ตัว “เอาล่ะ! เรากลับมาเข้าเรื่องของเราดีกว่า มันกำลังใกล้จะถึงจุดที่สำคัญที่สุดแล้ว”

“นี่คุณอธิบายจนสุดขอบเอกภพแล้ว ยังจะมีเรื่องสำคัญกว่านี้อีกหรือครับ” ผมรีบท้วง

“มีสิครับ สำคัญมากเสียด้วย” เขาตอบด้วยรอยยิ้มปนความกระตือรือร้น “เรื่องนี้มีความสำคัญทั้งในระดับเล็ก (อนุภาค) และในระดับใหญ่ (มหภาค) เลยทีเดียว และมันก็เชื่อมโยงกันชนิดที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย” มีนสร้างเรื่องให้น่าติดตาม

“เรื่องสำคัญที่ว่านี้คือ ทั้งหมดของระบบมหาจักรวาลนี้ขับเคลื่อนได้อย่างไร อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีระบบใดในจักรวาลที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ทุกระบบต้องมีการเคลื่อนที่อย่างน้อย 1 รูปแบบ ปัญหาคือ มันมีกลไกอย่างไรที่ทำให้ระบบทั้งหมดเคลื่อนที่หมุนวน จนทำให้เกิดเป็นกฎของ พื้นที่และเวลา ขึ้นมา”

“ตัวแปรสำคัญนั้นตั้งอยู่บนดาวโลกของเราทั้งสองนี่แหละครับ ซึ่งมันเป็นทั้งจุดสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง และก็เป็นจุดเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่ง” เขาอธิบาย “ย้อนกลับไปที่ตัวสสารเริ่มต้นนิดหนึ่งครับ ถึงแม้ว่าภายในตัวมันจะมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา และก็ยังเป็นปริศนาทิ้งไว้ให้คุณไปหาคำตอบต่อไปว่า พลังงานที่ขับเคลื่อนภายในตัวมันนั้นได้มาจากไหน”

“ถึงแม้ว่ามันจะมีพลังงานในตัว แต่มันก็เป็นเพียงพลังงานขั้นพื้นฐานเท่านั้น ตัวพลังงานที่แท้จริงหรือพลังงานที่จะก่อให้เกิดอะไรต่อมิอะไรได้นั้นจะต้องถูกผลิตขึ้นมาภายหลังจากการสั่นสะเทือนตัวมันเองอีกที หรือที่ผมเรียกมันว่า คลื่นความถี่ ยังจำได้ใช่ไหมครับ” เขาทบทวน

“ครับ”

“แล้วก็ระดับความเข้มข้นของ คลื่นความถี่ ก็เป็นตัวกำหนดรูปแบบที่จุดสุดท้ายอีกที ถ้าจะพูดแบบสรุปรวบรัดไปเลยก็คือ “ผลผลิต” ของกระบวนการสั่นสะเทือนที่ออกมาเป็นคลื่นความถี่ที่สลับซับซ้อนที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด มีความเข้มข้นของคลื่นความถี่มากที่สุดในจักรวาล คือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ นั่นเอง”

“โอ้ว!” คราวนี้มีนเป็นคนร้องอุทานขึ้นมาเองบ้าง

“ผมรู้สึกตื่นเต้นจังที่ได้มีโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง” มีนเผยความรู้สึกของตัวเอง

“ผมก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกันครับ” ผมบอก

“สรุปว่า ตัวมนุษย์นี่แหละคือปลายทางที่เยี่ยมยอดที่สุดของกระบวนการสั่นสะเทือนของสสารเริ่มต้น และตัวมนุษย์อีกเช่นกันที่เป็นจุดเริ่มต้นของพลังงานในระดับใหญ่” มีนพูดต่ออีก ตอนนี้อาการของมีนดูตื่นเต้นมากขึ้นในขณะที่ผมรู้สึกว่าจะลดลงเพราะไม่ค่อยเข้าใจ

“ช่วยอธิบายให้ละเอียดหน่อยได้ไหมครับ” ผมเสริม

“แน่นอนอยู่แล้วครับ และนี่คือคำตอบจากคำถามที่คุณสงสัยว่า ไอ้เจ้าโลกคู่ขนานของเรานั้นมีไว้ทำไม” มีนเริ่มไขปริศนา

“อะไรนะครับ” ผมคิดจะต่อว่าเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เขาอธิบายมาตั้งยืดยาวนี้เพียงเพื่อจะตอบคำถามแค่ตรงนี้เองเท่านั้น แต่ในสมองผมก็สั่งผมว่า กรุณาฟังเขาให้จบเถอะ

“เอ้า! งั้นต่อเลยครับ” ผมหยุดพูดเพื่อเปิดโอกาสให้เขาอธิบายต่อ

“ผมว่าตอนนี้คุณเริ่มมีทักษะการสื่อสารภาษาจิตได้บ้างแล้วนะครับ” มีนพูดเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับที่เรากำลังสนทนากันอยู่

“การที่คุณรับรู้ข้อมูลบางอย่างจากในสมองของคุณ และการที่คุณตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านั้น มันเท่ากับคุณได้ยินเสียงจากจิตของผมที่ส่งไปหาคุณ” มีนอธิบาย

“หากคุณฝึกฝนทักษะนี้ไปเรื่อยๆ จนเกิดความชำนาญต่อไป คุณก็จะสามารถคุยกับใครต่อใครได้โดยไม่ต้องพูดเลย”

“คุณคิดว่า ผมจะดีใจหรือเสียใจดีครับ” ผมถามทำนองติดตลก