๘๑.
รักตัวเอง
“ก่อนที่ผมจะสอนหลักการขั้นพื้นฐานที่เป็นคุณสมบัติของรูปธรรมชั้นสูงในขั้นต่อไป ผมมีคำถามเพื่อจะทดสอบความพร้อมของคุณสักหนึ่งคำถามนะครับ” เขาเริ่มต้น
“ได้ครับ ผมพร้อมแล้ว” ผมตอบ
“คุณคิดว่าคุณสมบัติของคนที่มีโอกาสจะเลื่อนลำดับเป็นรูปธรรมชั้นสูงกับคนที่ไม่มีโอกาสนั้นมีอะไรที่แตกต่างกัน” เขาถาม
“โอโห! ฟังเหมือนว่าเป็นคำถามง่ายๆ แต่น่าจะตอบยากพอสมควรนะครับ”
“เอ้า! ลองดูสิ” เขาพูด
“เอ่อ…ผมคิดว่าสิ่งที่แตกต่างกันน่าจะเป็นเรื่องความพร้อมของพลังอำนาจทางร่างกายและจิตใจใช่หรือเปล่าครับ” ผมตอบจากความรู้เรื่องการหายใจที่เขาเพิ่งบอกไป
“ผิด” เขาตอบทันที
“โอ๊ย! แย่แล้ว นี่แค่ด่านแรกผมก็สอบตกแล้วหรือเนี่ย”
“ถึงแม้ว่าคำตอบของคุณจะผิด แต่ผมถือว่าคุณสอบผ่านครับ”
“อ้าว! ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะครับ”
“คุณสมบัติที่สำคัญของคนที่จะเลื่อนลำดับให้เป็นรูปธรรมชั้นสูงคือ เขาจะต้องพยายาม หาคำตอบจากคำถามที่ได้รับมานั้นด้วยความคิดของตัวเอง ไม่ว่าคำตอบนั้นจะถูกหรือผิด การพยายามด้วยตัวเองนั้นเป็นคุณสมบัติขั้นต้นของการเป็นรูปธรรมชั้นสูง ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับ ส่วนคนอื่นๆ ที่ได้ยิน “คำถาม” แล้วคิดว่าจะมีใครสักคนมาตอบให้ หรือพยายามค้นหาจากตำรา หรือไปถามผู้รู้ หรือรอคำเฉลยจากผู้ถาม คนคนนั้นยังถือว่าไม่มีคุณสมบัติของการเป็นรูปธรรมชั้นสูง เพราะคุณสมบัติของรูปธรรมชั้นสูงนั้นไม่ใช่แค่การได้ “รู้” แบบนั้น แต่มันจะต้องเป็นการ “รู้” แบบมีปัญญา”
“การพยายามหาคำตอบด้วยตัวเองนั้นคือการส่งกระแสความคิดหรือกระแสคลื่นความถี่ให้แผ่ออกไปจากสมองของคุณเพื่อควานหาคำตอบในจักรวาล ซึ่งถ้าคุณมีพลังอำนาจจากความพร้อมในช่วงแรกมากพอ คุณก็จะได้รับคำตอบนั้นกลับมาได้อย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว แต่ถ้าคุณไม่พยายามหาคำตอบด้วยตัวเองนั่นเท่ากับคุณได้ปิดระบบการส่งกระแสความคิดออกไปจากสมองของตัวคุณ ซึ่งถ้ามันปิดเสียแล้วแม้ว่าคุณจะได้รับคำตอบที่ถูกต้องนั้นมาจากการเฉลย คุณก็จะไร้ซึ่งพลังอำนาจและคุณสมบัติแห่งการเลื่อนลำดับตัวเอง”
“ดังนั้นคุณสมบัติประการนี้จึงสำคัญมากสำหรับการก้าวขึ้นไปเป็นรูปธรรมชั้นสูง ไม่มีใครคนใดผ่านการเป็นรูปธรรมชั้นสูงมาได้ด้วยการจำความรู้มาจากคนอื่น ต่อให้คุณมีคัมภีร์เป็นหมื่นๆ เล่ม ต่อให้คุณสามารถท่องจำได้ทุกบรรทัด แต่คุณไม่มีความสามารถในการเข้าถึงความรู้ในจักรวาลได้ด้วยตัวเอง คุณก็ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างพวกเราได้ การมีคุณสมบัตินี้เหมือนคุณได้รู้ยิ่งกว่าคัมภีร์ทุกเล่มที่มีอยู่บนโลก ความรู้ในจักรวาลยังมีอีกมากมายมหาศาล คุณไม่จำเป็นต้องรู้มันหมดทุกเรื่องหรอก เพียงแค่รู้วิธีที่จะนำมันมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เท่านั้นก็พอ”
“สิ่งที่คุณจะต้องฝึกฝนในประการต่อมาคือ ไม่ใช่แค่รอให้ใครคนใดคนหนึ่งมาตั้งคำถามเพื่อให้คุณหาคำตอบเท่านั้น คุณจะต้องหมั่นตั้งคำถามด้วยตัวเอง เพราะการตั้งคำถามด้วยตัวเองบ่อยๆ นั้นเท่ากับคุณได้เปิดระบบการควานหาข้อมูลจากจักรวาลอยู่ตลอดเวลา ความประสงค์นั้นจะแผ่ออกไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดคุณก็จะเข้าสู่สภาวะหนึ่งที่เป็นสภาวะแห่งความเข้าใจในทุกสรรพสิ่งได้อย่างสมบูรณ์ หรือที่คุณมักจะเรียกกันว่า การบรรลุสัจธรรม”
“บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาบุรุษแห่งโลกของคุณ ทุกๆ คนล้วนแล้วแต่ใช้กระบวนนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะพบเห็นสิ่งใดเขาจะเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามทันทีว่า แท้ที่จริงแล้วมันคืออะไร คำว่า “แท้ที่จริง” นั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่จะใช้ทักษะการรับรู้แบบจิตมนุษย์ปรกติ การที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามความเป็นจริงนั้นจำเป็นต้องอาศัยหลักการที่กล่าวมาข้างต้นคือ การส่งคำถามออกไปในจักรวาลโดยไม่ชิงตัดสินสิ่งต่างๆ เหล่านั้นด้วยความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเอง”
“เอาล่ะ ผมคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่คุณจะได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจังกับบทเรียนที่ผมจะมอบให้คุณดังต่อไปนี้”
“ตลอด 5 วันที่ผ่านมา คุณพอจะสรุปได้ไหมว่า อะไรคือปัจจัยหลักของทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพ” เขาถาม
“อืม…ผมขอเวลาคิดสักพักได้ไหมครับ” ผมประวิงเวลาเพื่อคิดคำตอบให้รอบคอบที่สุด
ผมใช้เวลาทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาอย่างละเอียด
“ผมคิดว่าผมพร้อมที่จะตอบแล้วครับ” ผมพูดขึ้นหลังจากที่ใช้เวลาไปประมาณหนึ่งนาที
“ความรัก ใช่ไหมครับ” ผมตอบ
“ถูกต้อง ผมคิดว่าคุณพร้อมแล้วนะสำหรับบทเรียนต่อไป”
“หลายคนบนโลกของคุณได้ใช้เวลาทั้งหมดในช่วงชีวิตเพื่อที่จะแสวงหาและทำความเข้าใจเรื่องนี้ หลายคนค้นพบเมื่อใกล้จะสิ้นลมหายใจ หลายคนแม้จะสิ้นลมหายใจไปแล้วก็ยังไม่อาจค้นพบ หลักการความสัมพันธ์ของคลื่นความรักในทุกสรรพสิ่งนั้นเป็นหลักการที่เป็นแกนหลักของทุกสรรพสิ่ง โดยมันได้ปรากฏอยู่ในทุกๆ อณูของจักรวาล ตั้งแต่สสารที่เล็กที่สุดไปจนถึงระบบโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดอย่างเอกภพ และเมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีคลื่นความถี่แห่งการยึดโยงเหนี่ยวรั้งกันและกันหรือคลื่นความรัก ตัวคุณในฐานะที่เป็นสรรพสิ่งหนึ่งในจักรวาลคุณคิดว่าคุณจะต้องทำอย่างไร”
“เป็นความรักด้วยเช่นกันครับ” ผมตอบ
“ดีมาก นับจากนี้คุณจะได้เข้าสู่กระบวนการที่ผมเรียกว่าการ ((ทำ)) แล้ว ที่ผ่านมาคุณแค่ได้เรียนรู้จนเข้าใจเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ลงมือทำเลย”
“นอกจากสิ่งที่คุณต้องทำคือการหายใจให้ลึกและยาวตลอดเวลาเพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องพลังอำนาจทางกายและจิตแล้ว สิ่งที่คุณจะต้องทำต่อไปคือการ ((ทำ)) ความรักให้แผ่ออกมาจากตัวคุณตลอดเวลาด้วย”
“ผมจะเริ่มต้นด้วยการมอบความรักที่สำคัญอันดับแรกก่อน นั่นคือการมอบความรักให้กับจิตวิญญาณของคุณเอง ที่บอกว่าสำคัญเพราะสิ่งนี้คือฐานที่มั่นของตัวคุณ อย่างที่คุณเคยได้รู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่า ภายในตัวของคุณนั้นมีจิตอีกจิตหนึ่งที่ฝังอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด จิตนี้จะเรียกว่าถูกกักขังก็ได้เพราะปรกติเขาจะมีความอิสระ สามารถเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ทั่วทั้งจักรวาล แต่ด้วยการขันอาสามาทำงานในห้องเครื่องจักรวาลแห่งนี้เขาจึงจำเป็นต้องมาอาศัยอยู่ในร่างกายที่เป็นรูปธรรมนี้ โดยมาทำหน้าที่แค่เป็นตัวตนแก่นแท้หรือเป็นแค่เจ้าของรูปธรรมเท่านั้น ส่วนหน้าที่การขับเคลื่อนร่างกายนั้นเขาได้แบ่งจิตออกมาอีกส่วนหนึ่งเพื่อมาทำหน้าที่ควบคุมร่างกายแทนตัวเขา ซึ่งเราเรียกจิตที่มาทำหน้าที่ควบคุมร่างกายนี้ว่าจิตสำนึกหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า “จิตหยาบ” และตอนนี้ที่เรากำลังคุยกันอยู่ เราใช้จิตหยาบคุยกัน ตัวจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายในได้แต่เพียงรับรู้เท่านั้นว่าเรากำลังพูดหรือทำอะไร ไม่สามารถสั่งการหรือกำหนดอะไรได้”
“จิตที่อยู่ภายในตัวตนของคุณที่มีชื่อว่า “จิตวิญญาณ” หรือ “จิตละเอียด” นี้ เขาคือตัวตนที่สูงส่งของคุณ ที่ผ่านมาในชีวิตพวกคุณทุกคน อย่าว่าแต่จะมอบความรักให้แก่เขาเลย แค่รับรู้ว่าเขามีตัวตนอยู่ในกายของคุณยังไม่เคยรู้กันเลย เขาจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกลืม กระบวนการที่คุณต้องทำในขั้นตอนนี้คือการเอาความคิดของคุณพุ่งเป้าไปหาเขา รำลึกถึงเขาด้วยความรู้สึกว่ามีเขาอยู่ในตัวคุณ และมอบความรักแก่เขาอย่างสุดหัวใจ ในบางวัฒนธรรมบางศาสนาบนโลกของคุณก็มีการประกอบพิธีกรรมคล้ายๆ อย่างนี้เช่นกัน พวกเขาได้กำหนดให้ทุกคนทำกันวันละหลายๆ ครั้ง แต่ด้วยคนที่มาทำนั้นไม่ได้รำลึกถึงตัวตนนี้อย่างแท้จริง พวกเขาทำกันเพียงแค่เป็นพิธีกรรม ทำแค่เพราะมันเป็นกฎที่ใครบางคนบัญญัติไว้ว่าต้องทำ หากไม่ทำจะถือว่าผิดบาป ซึ่งมันเลยกลายเป็นความเกรงกลัวไปเสีย ไม่ได้เป็นความพยายามที่จะมีความสัมพันธ์กับตัวตนที่สูงส่งภายในตัวคุณอย่างแท้จริง”
“การมอบความรักให้กับตัวตนที่สูงส่งนี้คุณต้องทำให้ได้ตลอดเวลาในยามตื่นเช่นเดียวกับการกำหนดลมหายใจ คุณไม่ควรทำด้วยการเพ่งหรือการบังคับเช่นกัน คุณควรทำมันด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า คุณจะต้องตั้งสัจจะว่าจะระลึกถึงสิ่งนี้ให้ได้ตลอดเวลา คุณต้องเปล่งวาจาออกมาเพื่อบอกตัวเองทุกๆ วันว่า ฉันขอมอบความรักให้กับตัวตนที่สูงส่งของฉัน มันถึงจะเป็นไปอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีการบังคับ”
“แต่เมื่อกระทำวิธีการนี้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าพิธีกรรมที่พวกคุณเคยยึดถือนั้นจะต้องยกเลิกไปนะ คุณยังสามารถทำแบบนั้นได้ตามปรกติ และในวันหนึ่งๆ คุณควรหาโอกาสทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5-10 ครั้ง หากบางเวลาที่คุณบังเอิญต้องไปอยู่ในสถานที่ทางจิตวิญญาณ เช่น ในโบสถ์หรือในวิหารต่างๆ ซึ่งสถานที่เหล่านั้นส่วนใหญ่มักจะเอื้ออำนวยต่อการรำลึกถึงเขา คุณก็อย่าได้พลาดโอกาส เพราะการที่คุณทำสิ่งนั้นในสถานที่แห่งนั้น ในเวลานั้น มันจะยิ่งทำให้คุณมีความสัมพันธ์กับเขาได้ง่ายยิ่งขึ้น”