อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๗.

๗.

ยินดีต้อนรับ

สมัยเด็กๆ ผมเคยอ่านหนังสือการ์ตูนที่มักจะมีฉากการก้าวข้ามทะลุมิติ การเดินทางผ่านประตูเวลา หรือแม้กระทั่งการหลงเข้าไปในเมืองลึกลับที่ซุกซ่อนอยู่ในป่า ผมเคยคิดว่า หากผมมีโอกาสไปเที่ยวในสถานที่ที่มีตำนานหรือมีประวัติศาสตร์อย่างเช่นปิระมิด ผมจะลองเดินไปผลักหรือสัมผัสตามผนังกำแพงในสถานที่เหล่านั้นดูบ้าง คือคิดเข้าข้างตัวเองว่า หากบังเอิญโชคดีเป็นผู้ค้นพบช่องทางลับหรือเป็นผู้ไขปริศนาของฟาโรห์ มันก็คงจะตื่นเต้นดีไม่น้อย

แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ผมไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาดว่าผมกำลังหลงเข้ามาในมิติเวลาหรืออะไรทั้งสิ้น สิ่งที่คิดอยู่ตอนนี้คือผมกลัว ผมอยากเจอเพื่อน ผมอยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม

“ยินดีต้อนรับ” อยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังก้อนหิน 1 ใน 4 ก้อนนั้น

“นั่นใครครับ” ผมถามกลับไปทันที เสียงนั้นไม่ใช่สัน ไม่ใช่โอ๊ต ไม่ใช่ทั้งเจ้าหน้าที่นำทาง และที่แน่ๆ ไม่ใช่เกดด้วย เพราะเป็นเสียงผู้ชาย

ผมเดินช้าๆ แบบกล้าๆ กลัวๆ ค่อยๆ อ้อมไปอีกด้านหนึ่งของก้อนหินที่เป็นต้นตอของเสียง

“ไม่ต้องกลัวนะครับ” เสียงชายคนนั้นพูดสวนออกมาก่อนที่ผมจะทันได้เห็นตัวเขา

ผมค่อยๆ เลื่อนตัวพร้อมชะโงกหน้าไปทีละเล็กทีละน้อยเพื่อดูหน้าชายคนนั้น นึกในใจว่า อย่าได้ออกมาแนวหน้าเละ ตาถลน เลือดแดงฉานเต็มหน้านะ

ผิดคาดเป็นอย่างมาก เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวใส หุ่นดี มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ใส่เสื้อผ้าคล้ายๆ ผ้าทอมือที่ดูมีความประณีต ใส่กางเกงยาวเลยหัวเข่า ที่เอวมีมีดเล่มหนึ่งยาวประมาณหนึ่งศอกใส่อยู่ในฝักไม้รัดด้วยเชือกอย่างดีเหน็บอยู่ใต้ผ้าคาดเอว ที่หัวมีผ้าผืนเล็กๆ โพกอยู่ ใบหน้าของเขาจัดว่าเป็นคนหล่อ จมูกโด่ง คิ้วดกเป็นสัน ตาคมลึกคล้ายฝรั่ง และผมสีดำสนิท

“ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อมอันแสดงถึงความมีไมตรีจิต ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นเขา

“เอ่อๆๆ…คุณเป็นใครครับ แล้วที่นี่คือที่ไหน คุณเห็นเพื่อนของผมบ้างไหม พวกเรามากันทั้งหมด 5 คน มานั่งกินข้าวกันอยู่ตรงนั้นน่ะครับ” ผมถามสามคำถามในคราวเดียว พร้อมกับชี้ไปในทิศทางที่เพื่อนเคยนั่งกัน

“ที่จริงผมมารอคุณอยู่ที่นี่สักพักแล้ว” ชายคนนั้นพูด

“หมายความว่า คุณเห็นผมตั้งนานแล้วอย่างนั้นหรือครับ”

“ครับ ผมเห็นคุณตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกในท่านั่งกุมหัว ปิดหน้าปิดตา เดินไปเดินมา และนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นแล้วล่ะครับ” ชายคนนั้นยืนยันด้วยสิ่งที่ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เขาเห็นผมสักพักหนึ่งแล้วจริงๆ

“แล้วทำไมผมถึงไม่เห็นคุณล่ะครับ”

“คือ…ผมก็หลบอยู่หลังก้อนหินพวกนี้นั่นแหละครับ ถ้าคุณอยู่ทางโน้น ผมก็หลบอยู่ทางนี้” เขาอธิบายหลักการ

“คุณไม่ใช่ผีนะครับ” ผมถามแบบซื่อๆ เพราะคิดว่าผีสามารถปรากฏตัวหรือหายตัวได้

“ผมไม่ใช่ผีครับ แล้วผมก็หายตัวไม่ได้ด้วย” เขาตอบ ผมรู้สึกแปลกใจที่ชายคนนี้ดันตอบสิ่งที่ผมคิดในใจด้วย ซึ่งผมถามแค่ว่าเขาไม่ใช่ผีเท่านั้น

“อ้อ! มันคือภาษาจิตครับ ที่จริงแล้วเราทั้งสองคนแทบไม่ต้องคุยกันด้วยการเปล่งเสียงเลยก็ยังได้” ชายคนนั้นตอบสิ่งที่ผมสงสัยขึ้นมาทันทีที่ผมคิดจบอีก

“ภาษาจิตหรือครับ” ผมถามกลับด้วยความสงสัย

“การคุยกันด้วยภาษาจิตระหว่างเราตอนนี้มันยังไม่สมบูรณ์ครับ คือเวลานี้ถ้าผมคิดอะไร คุณจะยังไม่สามารถได้ยินสิ่งที่ผมคิดได้ แต่เวลาที่คุณคิดอะไร ผมนั้นสามารถได้ยินสิ่งที่คุณคิดทั้งหมด เราจึงยังไม่สามารถจะใช้ภาษาจิตในการสื่อสารระหว่างกันได้ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงยังต้องใช้การสื่อสารแบบที่คุณถนัด นั่นคือการเปล่งเสียงออกจากลำคอครับ” เขาพยายามอธิบายด้วยความยากลำบาก

“ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ เรียกผมว่า “มีน” ก็แล้วกันนะครับ มันออกเสียงใกล้เคียงที่สุดแล้วสำหรับการเรียกชื่อ ที่จริงผมแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าชื่อผมนั้นออกเสียงว่าอย่างไร” เขาพูดเกริ่น

“ผมเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลประตูแห่งนี้ครับ คอยเก็บกวาด ตัดแต่งต้นไม้ใบหญ้าให้สถานที่แห่งนี้ดูสะอาดเรียบร้อยอย่างที่คุณเห็นนี่แหละครับ และอีกหน้าที่หนึ่งก็คือ คอยมาต้อนรับคนที่จะเดินทางผ่านเข้าออกที่ประตูแห่งนี้” เขาพยายามลดความสงสัยของผมด้วยการเพิ่มความสงสัยมากขึ้นอีก

“ประตู…ประตูอะไรหรือครับ” ผมถามทันที

“ใจเย็นๆ นะครับ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ อธิบายให้คุณฟังทีละเรื่อง รับรองว่าคุณจะได้รับความกระจ่างทั้งหมดแน่นอน” เขาพยายามพูดให้ความมั่นใจ