๙๓.
เอกทัศน์
ระหว่างทางที่เดินไปสู่ห้องโถงใหญ่ ทุกคนรวมทั้งผมไม่ได้คุยอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว และขณะนั้นเองผมก็รู้สึกว่ามีสภาวะแปลกๆ เกิดขึ้น มันเป็นสภาวะที่เหมือนกับว่าผมนั้นกำลังตกอยู่ในภวังค์อะไรสักอย่าง หูของผมได้ยินเสียงดังวิ้งเหมือนเวลาที่เราอยู่ในความเงียบมากๆ แต่ที่จริงมันไม่ใช่ เพราะผมยังได้ยินทุกอย่างรอบตัวตามปรกติ ขณะที่อยู่ในอาการนี้ผมรู้สึกเหมือนว่าจิตนั้นแยกออกมาจากร่างกายอย่างชัดเจน คล้ายกับว่าขณะนี้ร่างกายผมเป็นหุ่นยนต์ ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกำลังนั่งอยู่ในห้องบังคับการ กำลังมองออกมาจากหลังม่านตาทั้งสองข้าง ทุกก้าวย่างที่เดินไปมันเหมือนกับว่าผมนั้นเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์การทำงานของร่างกายเท่านั้น ผมไม่เคยเกิดอาการเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
“ตอนนี้จิตสำนึกของคุณได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณแล้ว จิตนี้จะไม่ขึ้นต่ออำนาจทางความรู้สึกและอารมณ์อีกต่อไป มันเป็นสภาวะหนึ่งที่เราเรียกว่า เอกทัศน์” รุทอนพูดกับผมหลังจากที่เดินทางมาถึงห้องโถงใหญ่สำหรับรับประทานอาหาร
“มันเกิดอะไรกับผมนะครับ” ผมถาม
“นี่คือกระบวนการวิวัฒน์ไปอีกขั้นหนึ่ง ที่คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความรู้สึกจากจิตสำนึกของคุณอีกต่อไป คุณจะสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ความลำเอียงและความบิดเบือนต่างๆ จะหายไป ต่อจากนี้อีกไม่นานคุณจะประหลาดใจกับหลายๆ อย่างที่จะเกิดขึ้นตัวคุณ แต่อย่าได้วิตกไป ทุกอย่างเป็นแค่ผลพวงของกระบวนการการหลอมรวมดวงจิตทั้งสองนี้เข้าด้วยกันเท่านั้น”
“ทำไมถึงเกิด และมันมาได้อย่างไรครับ”
“กระบวนการนี้เกิดขึ้นจากการที่คุณปวารณาตัวเป็นตัวแทนของพระองค์ แต่มันไม่ได้เกิดจากการประทานหรือมอบให้จากพระองค์นะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด มันเกิดขึ้นจากตัวคุณเอง ตัวคุณที่เป็นดวงจิตวิญญาณ”
“ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ”
“จากแต่เดิมที่ จิตสำนึก ของคุณเป็นผู้มีอำนาจที่สุดในการขับเคลื่อนร่างกาย ซึ่งตามกฎมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นเพราะจะต้องใช้มันเพื่อการดำรงชีพ ส่วน จิตวิญญาณ ที่มีสถานะเป็นเจ้าของร่างกายแต่ไร้ซึ่งพลังอำนาจทางร่างกาย เพราะยกอำนาจทั้งหมดให้กับจิตสำนึกไปหมดแล้ว ยังพอจำเรื่องนี้ได้อยู่ใช่ไหม”
“ครับ จำได้ครับ”
“แต่เมื่อเช้านี้ตอนที่คุณสื่อสารกับพระเจ้าในนามของจิตสำนึก และคุณก็ยอมรับที่จะทำทุกสิ่งตามที่พระองค์ประสงค์ ซึ่งความประสงค์ต่างๆ เหล่านั้นคือความประสงค์ของ จิตวิญญาณ ของคุณด้วย มันเป็นความประสงค์ที่จะสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับตัวเขา (จิตวิญญาณ) และในขณะเดียวกันมันก็เป็นความประสงค์ของ จิตสำนึก ของคุณด้วย วินาทีนั้นเองที่ทุกอย่างได้สั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่เดียวกัน เท่ากับ จิตสำนึก ของคุณเป็นหนึ่งเดียวกับ จิตวิญญาณ แล้ว และเหนือสิ่งอื่นใดมันได้สั่นสะเทือนเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าด้วย”
“ที่คุณรู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวเล็กๆ นั่งอยู่ในตำแหน่งด้านหลังของม่านตา หรือที่จริงคือตำแหน่งที่ตั้งของจิตสำนึกนั้น ปรากฏการณ์นี้เป็นผลลัพธ์ที่แสดงให้คุณเห็นว่าเกิดการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว มันคือการอนุญาตให้จิตวิญญาณมามีส่วนร่วมคิดร่วมตัดสินใจในการกระทำใดๆ ของชีวิต และที่ผมบอกว่า อีกไม่นานจะมีปรากฏการณ์อะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นกับคุณนั้น มันก็เป็นผลพวงจากกระบวนการนี้ทั้งสิ้น”
“มันจะมีอะไรบ้างครับ” ผมถาม
“อันดับแรกที่คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนคือ คุณจะสามารถเปิดใช้กลไกของสมองซีกขวาได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งคือการเปิดใช้ “ปัญญาญาณ” นั่นเอง ต่อไปนี้หากคุณสงสัยสิ่งใดคุณก็สามารถค้นพบคำตอบได้ทันที แต่ในช่วงแรกคุณอาจจะยังลังเลอยู่บ้างว่า มันจริงหรือไม่จริง ใช่หรือไม่ใช่ แต่ถ้าคุณมีโอกาสฝึกใช้ทักษะนี้ไปเรื่อยๆ จนชำนาญ คุณจะค้นพบว่าสมองของคุณสามารถทำงานได้อย่างไร้ขีดจำกัด มันจะพรั่งพรูความรู้ได้อย่างมากมายมหาศาลเกินกว่าที่คุณจะคาดคิด คุณจะแปลกใจกับทุกๆ เรื่องที่ออกมาจากคุณ จนคุณอาจจะเกิดคำถามว่า ทำไมคนอื่นๆ เขาถึงไม่เป็นกัน”
“ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ก็เพราะพวกเขายังใช้แค่กลไกการสัมผัสทั้ง 5 ที่เป็นทางกายภาพกับอีก 1 อย่างที่เป็นกลไกทางจิตสำนึก (จิตหยาบ) ที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกและอารมณ์”
“กระบวนการทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากจิตสำนึก (จิตหยาบ) ของคุณไม่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ (จิตละเอียด) ซึ่งตอนนี้เท่ากับคุณได้ใช้จิตวิญญาณเป็นสะพานเชื่อมให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า คนส่วนใหญ่ในโลกของคุณไม่มีใครยอมรับเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าได้อย่างสนิทใจ หรือถ้ายอมรับก็เพียงแค่มองว่าพระเจ้าคือเทพเจ้าที่จะคอยประทานสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาอ้อนวอนร้องขอ เป็นเทพเจ้าที่คอยแต่จะจ้องจับผิด คอยลงโทษ หรือชำระความกับคนทำบาป ซึ่งนั่นก็เท่ากับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเหมือนกัน”
“เพราะพระองค์คือแหล่งต้นกำเนิดองค์ความรู้ที่เป็นสัจธรรมสากล ดังนั้นในบางศาสนาบนโลกของคุณจึงมีชื่อเรียกตัวตนของพระองค์ว่า พระมหาธรรมหรือพระธรรม แต่ก็น่าเสียดายมากๆ ที่คนเหล่านั้นมองว่า พระธรรม เป็นเพียงคำสั่งสอนของศาสดา จนทำให้พระเจ้ากลายเป็นเพียงคัมภีร์จำนวนหลายๆ เล่มที่ถูกเก็บใส่ในตู้ไว้ และมองว่าพระองค์เป็นสิ่งของที่ไม่มีจิตสำนึกรู้ไปเสีย”
“พระเจ้า พระผู้สร้าง พระธรรม พระมหาธรรม หรือแม้กระทั่งจะเรียกพระองค์ว่า “ธรรมชาติ” ก็ยังได้ เนื่องจากพระองค์มีบทบาทที่หลากหลาย มีความเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นไม่ว่าใครจะตีความว่าพระองค์เป็นอย่างไร หากพิจารณาที่เนื้อแท้ของพระองค์แล้ว ทุกๆ นิยามก็ล้วนแล้วแต่หมายถึงสิ่งเดียวกันทั้งสิ้น”
การรับประทานอาหารเช้าของเราวันนี้เป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศดูเคร่งขรืม ดูเหมือนว่าทุกคนจะรับรู้ถึงความเศร้าของผมที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน พวกเขาคงอึดอัดใจกันพอสมควรที่เห็นผมอยู่ในสภาพอย่างนี้ ผมคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
“ขอขอบคุณทุกท่านมากๆ ที่นำอาหารมาบริการพวกผมนะครับ วันนี้อาหารน่าทานมากครับ” ผมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสเพื่อทำให้บรรยากาศดีขึ้น และมันก็ได้ผล เพราะหลังจากที่ผมพูดจบ สีหน้าของทุกคนก็ดีขึ้นทันที
“ขอบคุณมากครับ ขอบคุณมากค่ะ” เหล่าชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยืนคอยเสิร์ฟอาหารให้พวกเราพูดขึ้นพร้อมๆ กัน
“ผมต้องขอขอบคุณมากนะครับสำหรับการตัดสินใจเลือกของคุณในครั้งนี้ คุณคือความหวังของเรา” ชายคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มพูดขึ้น ดูเหมือนว่าเขารอจังหวะที่จะพูดประโยคนี้อยู่นานแล้ว
“บอกตามตรงนะครับว่า ผมยังไม่รู้เลยว่าผมจะทำอะไรได้สักแค่ไหน อย่าเพิ่งคาดหวังกับผมมากนะครับ ผมกลัวจะทำให้พวกคุณผิดหวัง” ผมออกตัว
“ครับ พวกเราทราบดีครับ” ชายคนเดิมพูด
“แค่เพียงหนึ่งคนก็มากพอสำหรับพวกเรา หนึ่งคนในโลกของคุณอาจจะดูไม่มีความหมายอะไร แต่สำหรับพวกเรานั้นมันยิ่งใหญ่และมีคุณค่าเหนือกว่าสิ่งอื่นใด หากมีใครสักคนที่มีอำนาจมายื่นข้อเสนอว่าให้พวกเราทุกคนทำงานอย่างหนักเป็นเวลา 100 ปี เพื่อแลกกับดวงจิตวิญญาณสักหนึ่งดวงที่จะได้กลับคืนมา พวกเราทุกคนก็พร้อมที่จะทำ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครมีอำนาจที่ว่านั้น” ชายคนนั้นขยายความ
“ขนาดนั้นเลยหรือครับ ทำไมคนหนึ่งคนถึงได้มีค่ามากขนาดนั้นล่ะครับ”
“ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่จะมีค่ามากไปกว่าดวงจิตอีกแล้ว เพราะดวงจิตคือส่วนหนึ่งของพระเจ้า ถึงแม้พระองค์จะได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้าง แต่กระบวนการการก่อกำเนิดของดวงจิตก็ไม่ได้มาจากการสร้างของพระองค์ มันมีจำนวนคงที่มาตลอด ถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่อย่างมากมายจนนับไม่ถ้วนก็ตาม” รุทอนที่นั่งเงียบอยู่อธิบาย
“พระเจ้ารักดวงจิตที่แบ่งออกมาจากพระองค์ทุกๆ ดวง พระองค์ไม่อาจจะหลงลืมแม้สักดวงเดียว ไม่ว่าดวงจิตดวงนั้นจะซุกซ่อนอยู่ที่มุมไหนของจักรวาล พระองค์ก็สามารถรู้ได้หมดเพราะมันคือตัวตนของพระองค์ ดวงจิตทุกดวงจะมีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ จะไม่มีวันแตกสลายหรือหายไปไหนอย่างเด็ดขาด ถ้าดวงจิตดวงใดดวงหนึ่งเกิดแตกสลายหรือหายไปแบบไร้ตัวตน จักรวาลทั้งจักรวาลก็จะหายไปด้วยในทันที” เขาอธิบายต่อ
“หา! ขนาดนั้นเลยหรือครับ” ผมอุทานด้วยความแปลกใจ
“ใช่ เพราะดวงจิตทุกดวงคือส่วนหนึ่งของพระองค์และเป็นตัวตนแก่นแท้ของพระองค์ แต่เธอไม่ต้องห่วงหรอกนะ จักรวาลไม่มีทางหายไปไหนเช่นเดียวกับที่ดวงจิตก็ไม่มีวันหายไปไหนเช่นกัน”
“ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีแหละครับ ว่าจิตของเราเนี่ยนะสำคัญขนาดที่ว่าถ้าหายไปหนึ่งดวง จักรวาลก็จะหายไปด้วยทั้งหมด หลักการมันเป็นอย่างไรช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ” ผมถาม
ตอนนี้ผมสังเกตเห็นว่าบรรยากาศในห้องโถงนี้เริ่มดีขึ้น ทุกคนผลัดกันนำอาหารมาเสิร์ฟอย่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ดูเขร่งขรึมเหมือนในตอนแรก
“ถึงแม้ว่าจำนวนของดวงจิตที่พระเจ้าทรงแบ่งตัวเองออกมานั้นจะมีจำนวนมากมายมหาศาลเกินกว่าที่เราจะนับได้ แต่มันก็เป็นจำนวนที่คงที่มาตลอดตั้งแต่เริ่มแรก สมมุติว่ามีจำนวนทั้งหมดหนึ่งล้านดวง ฉันขอเปรียบเทียบกับจำนวนที่พอจะนับได้นะเพื่อให้คุณสามารถทำความเข้าใจได้ แล้วถ้ามีดวงจิตดวงหนึ่งเกิดติดค้างอยู่ที่ใดที่หนึ่งในจักรวาล ที่จริงมันก็มีอยู่ที่เดียวก็คือดาวโลกของคุณนั่นแหละ ดวงจิตของพระองค์ที่รอคอยอยู่ ณ จุดกำเนิดก็จะมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ คือจะเหลือดวงจิตเพียง 999,999 ดวงเท่านั้น 1 ดวงที่หายไปนั้นยังคงมีตัวตนอยู่ แต่ไม่สามารถกลับมาประกอบที่เดิมได้”
“ดวงจิตดวงนั้นไม่ได้ถูกกำจัดไปไหน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้แล้วก็ตาม สิ่งที่จักรวาลทำได้คือกลบฝังเขาไว้ที่ตรงนั้น พระองค์ไม่อาจจะรอคอยดวงจิตที่ไม่สามารถวิวัฒน์ตัวเองให้กลับออกมาได้อีกแล้ว พระองค์จำเป็นต้องยอมสละตัวตนของพระองค์เพื่อรักษาระบบทั้งหมดเอาไว้ การกลบฝังนี้เองที่เป็นความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสของดวงจิตดวงนั้น ที่จริงให้เขาหายไปเลยยังจะดีเสียกว่าจะได้ไม่ต้องรับรู้สิ่งใด แต่มันก็เป็นไปไม่ได้”
“และที่คุณสงสัยว่าจักรวาลมันจะหายไปได้อย่างไรนั้น สมมุติว่าคุณคือดวงจิตที่เป็น 1 ใน 1,000,000 ดวงนั้น เนื่องจากคุณคือ 1 ในพวกเขา ถ้าหากคุณแตกสลายหายไป นั่นหมายถึงว่าคุณไม่สามารถรับรู้การมีอยู่ของตัวคุณแล้ว คุณก็ไม่เห็นว่าจักรวาลมีอยู่แล้วใช่ไหม ถ้าจักรวาลขาดผู้รับรู้ว่ามีความเป็นจักรวาล ตัวจักรวาลเองก็จะเท่ากับไม่มีอยู่ด้วยเช่นกัน คุณพอนึกภาพออกไหม”
“แต่ก็ยังมีดวงจิตอีกตั้ง 999,999 ดวงที่ยังรับรู้อยู่นี่ครับ”
“การรับรู้ของดวงจิตนั้นเป็นหนึ่งเดียวกันเพราะเรามาจากที่เดียวกัน”
“ดวงจิตคือสิ่งเดียวที่มีคุณสมบัติเป็นแบบนี้” เขาตอบ
“แล้วดวงจิตที่อยู่ในสัตว์ล่ะครับ มีคุณสมบัติเป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า” ผมถาม
“เป็นเหมือนกันหมด ไม่ใช่เฉพาะในสัตว์เท่านั้น ในสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่เว้นแม้กระทั่งในพืช ต้นหญ้าทุกต้น แมลงทุกตัวก็ล้วนมีดวงจิตที่สามารถรับรู้ได้ทั้งสิ้น ทุกดวงล้วนเป็นหนึ่งในดวงจิตที่เป็นทั้งหมดของพระเจ้า”
“ถ้าอย่างนั้น ในปฏิบัติการที่จะทำให้เกิดการกลบฝังดวงจิตที่ไม่สามารถวิวัฒน์ได้ในครั้งนี้ ดวงจิตที่เป็นต้นหญ้า แมลง และสัตว์ต่างๆ ก็จะต้องถูกกลบฝังไปด้วยน่ะสิครับ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น มันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างดวงจิตที่เป็นของคุณที่มีจิตสำนึกกับดวงจิตของสัตว์และต้นไม้ใบหญ้าอยู่อย่างหนึ่งคือ “ความเป็นอิสระ” ดวงจิตที่เป็นสัตว์และพืชเขาไม่ได้เป็นอิสระ พวกเขาไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ พวกเขาต้องทำตามที่พระเจ้ากำหนดให้ทำเท่านั้น เช่น กำหนดให้เขาผลิตผลไม้ออกมาเพื่อให้ทุกชีวิตได้ใช้กินเป็นอาหาร เขาก็ต้องทำตามนั้น เขาจะไม่สามารถทำพฤติกรรมอย่างอื่นได้เลยถึงแม้ว่าคนที่กินผลไม้นั้นเป็นคนที่จะโค่นต้นไม้ต้นนั้นก็ตาม และเนื่องจากความไม่เป็นอิสระของพวกเขานี่เอง จึงทำให้เมื่อไหร่ก็ตามที่พระเจ้าประสงค์จะเรียกพวกเขากลับคืน พวกเขาก็สามารถกลับได้ทันที ผิดกับดวงจิตของพวกคุณที่มีความเป็นอิสระ หรือเรียกอีกอย่างว่าตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระองค์ เราจึงต้องกลับด้วยความสามารถของตัวเอง”
“อย่างนี้ดวงจิตที่เป็นสัตว์หรือต้นไม้ก็ได้เปรียบเราสิครับ ที่สามารถกลับคืนสู่ต้นกำเนิดได้เลยโดยไม่ต้องทำอะไร แล้วก็ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกกลบฝังด้วย”
“ใช่” เขาตอบ
“แต่การที่คุณขันอาสามาทำหน้าที่ที่ไม่เหมือนกับสัตว์และพืชนั้นมันคือความกล้าหาญสูงสุด เป็นเกียรติยศสูงสุด เพราะการทำงานในลักษณะนี้สามารถผลิตสร้างพลังงานให้กับห้องเครื่องแห่งจักรวาลได้มากกว่าดวงจิตที่ขันอาสาไปเป็นพืชหรือสัตว์หลายร้อยหลายพันเท่าเลยนะ”
“ดังนั้นเมื่อเวลาที่คุณย่างกรายไปไหนมาไหนในจักรวาล รัศมีของคุณจะบ่งบอกว่าคุณคือใคร คุณเคยไปทำอะไร ที่ไหนมา แล้วสิ่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศที่ใครต่อใครต่างต้องยำเกรง ยกย่อง และเคารพในความเป็นคุณ”
“โอ้โห! ขนาดนั้นเลยหรือครับ”