๔๗.
การถ่อมใจ
“แต่ผมก็เห็นว่าคำสอนขององค์ศาสดาทุกพระองค์ก็เป็นแนวการสร้างความกลัวนี่ครับ เช่น สอนให้หมั่นทำบุญทำทานจะได้ขึ้นสวรรค์ หรืออย่าทำชั่วเพราะจะได้ไม่ตกนรก” ผมถาม
“ฉันขอแก้ตัวแทนศาสดาทุกๆ พระองค์เลยนะ ไม่มีศาสดาท่านไหนพูดหรือทำอย่างนั้นแม้แต่คนเดียว ทุกคนล้วนใช้ความรักและความรู้ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เธอเห็นในปัจจุบันนั้นเกิดจากการบิดเบือนเพื่อการพยายามดำรงอยู่ของสถาบันศาสนาที่ถูกจัดตั้งขึ้นในภายหลังต่างหาก การที่สถาบันศาสนาสร้างตัวเองขึ้นมาเป็นตัวแทนองค์ศาสดาเพื่อนำพามนุษย์ให้กลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หรือทำให้เข้าถึงสภาวะการหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั้น พวกเขาได้สร้างความเชื่อว่าจะต้องผ่านการนำพาจากพวกเขาเท่านั้น ซึ่งตรงนี้นี่เองที่เป็นจุดสำคัญ เมื่อผู้คนรู้สึกต้องพึ่งพาศาสนาแทนที่จะพึ่งพาศักยภาพของตัวเองจึงทำให้เขาเหล่านั้นตกอยู่ในสภาวะแห่งความกลัว (กลัวว่าจะไม่หลุดพ้น) จนนำไปสู่การสูญเสียพลังอำนาจในตัวเอง” เขาอธิบาย
“ศาสนาได้ใช้ความกลัวนี้สร้างให้สถาบันของตนมีความแข็งแกร่งมากยิ่งๆ ขึ้น” เขาเสริม
“ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจตรงนี้ได้มากแค่ไหนนะครับ” ผมพูด
“เอาอย่างนี้ สมมุติว่าเธอเป็นเจ้าของกิจการซ่อมรถ เธอคงจะไม่สอนให้ลูกค้าของเธอหัดซ่อมรถเองหรอก ใช่ไหม”
“เพราะถ้าเธอทำเช่นนั้น สถาบันซ่อมรถของเธอก็จะไม่มั่นคงอีกต่อไป สิ่งที่เธอต้องทำคือสร้างความเชื่อว่าผู้คนต้องพึ่งพาช่างซ่อมตลอดไป กิจการซ่อมรถของเธอจึงจะอยู่รอดและมั่นคง”
“ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของสถาบันศาสนา คนที่ทำหน้าที่สืบทอดจึงจำเป็นต้องบิดเบือนเนื้อหาที่องค์พระศาสดาสื่อสารมา โดยไม่บอกให้ทุกคนนั้นรู้จักวิธีซ่อมรถด้วยตัวเอง และก็ต้องสร้างรูปแบบความกลัวให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้ที่ยังไม่ได้เชื่อว่าถ้าเขาไม่เข้าร่วมในศาสนาจะถูกจัดว่าเป็นคนนอกรีต จะต้องตกนรก และเกิดการสร้างภาพของสถาบันให้ทุกคนเชื่อว่าศาสนาของเขาเท่านั้นที่จะนำพาให้พบหนทาง และนี่คือความกลัวอีกรูปแบบหนึ่ง คือกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้รับสิทธิ์นั้น กลัวว่าตัวเองจะถูกเรียกว่าเป็นพวกนอกรีต”
“ในสมัยที่ศาสดาของเธอยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านก็เคยตกอยู่ในสภาวการณ์เฉกเช่นปัจจุบันนี้เหมือนกันคือมีสถาบันศาสนา (เดิม) ที่พยายามทำให้ทุกคนต้องพึ่งพาอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นสถาบันที่ทรงอำนาจไม่ต่างจากสถาบันศาสนาในปัจจุบัน เหล่าศาสดาทุกท่านได้พยายามต่อสู้เพื่อล้มล้างความคิดของผู้คนในสมัยนั้นด้วยการสอนให้พึ่งพาตัวเองจนท่านเหล่านั้นทำได้สำเร็จในที่สุด”
“แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้คนของท่านกลับเอาคำสอนของท่านย้อนมาทำแบบเดียวกัน”
“ฟังๆ ดูมันก็ไม่มีอะไรผิดปรกตินี่ครับ ศาสนาต้องพยายามดำรงสืบทอดต่อๆ ไปให้นานที่สุดก็ดีแล้วนี่ครับ” ผมถาม
“ใช่ แต่ไม่ใช่ดำรงอยู่ด้วยการสร้างความกลัว ศาสนาต้องพยายามทำให้ผู้คน ((รู้)) และ ((เป็น)) ให้ได้ด้วยตัวเองถึงจะถูก” คลายเอินตอบ
“ประเด็นสำคัญคือ ถึงแม้ผลลัพธ์ทางกายภาพที่ออกมานั้นจะถูกต้องดีงาม แต่สาเหตุแห่งการกระทำนั้นผิด” เขาย้ำ
“แล้วเราต้องทำอย่างไรถึงจะรู้สาเหตุแห่งการกระทำได้ล่ะครับ” ผมถาม
“เรามาดูสาเหตุที่แท้จริงกัน” เขาพูด
“การเข้าถึงการ ((รู้)) นั้นมีอยู่สองวิธี วิธีแรก รู้จากภายนอก หรือพูดง่ายๆ คือรู้จากสิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส การรู้ด้วยวิธีทั้งหมดนี้ไม่สามารถทำให้เราเข้าถึงการรู้ที่แท้จริงได้เพราะมันมีข้อจำกัดมากมาย”
“การเข้าถึงการรู้วิธีที่สองคือการรู้จากภายใน และนี่คือจุดที่เธอถูกปกปิดหรือถูกบิดเบือน เพราะถ้าเธอ ((รู้)) จุดนี้แล้วเธอก็จะสามารถเป็นช่างซ่อมเองได้ การเข้าถึงการรู้ด้วยวิธีนี้จะเป็นการรู้ที่ไม่มีขีดจำกัดใดๆ เป็นการรู้ที่จะไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพื้นที่และเวลา จะเป็นการรู้ที่เหมือนกับที่พวกเราทุกคนบนโลกทึงร่านี้รู้ กลไกสำคัญของวิธีการรู้แบบนี้คือการถ่อมใจ” เขาหยุดพูด
“……..” ผมนิ่งเงียบ
“เธอไม่ถามอีกหรือว่ามันเกี่ยวอะไรกับการ ถ่อมใจ” เขาพยายามเย้าผม
“ไม่ครับ เพราะผมรู้ว่าถึงอย่างไรคุณก็จะอธิบายให้ผมฟังอยู่ดี” ผมเย้าตอบ
“การ ถ่อมใจ นี้ไม่ได้หมายความถึงแค่การ ถ่อมใจ กับคนอื่นๆ เพียงอย่างเดียวนะ มันหมายถึงการถ่อมใจต่อตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราด้วย เธอรู้อยู่ใช่ไหมว่าในตัวเรานี้มีใครอีกคนที่เป็นตัวตนที่สูงส่งอาศัยอยู่”
“รู้แล้วครับ” ผมตอบ
“คนที่เฝ้ามองเราอยู่ในทุกที่ทุกเวลา เฝ้ามองเราทำทุกสิ่งทุกอย่าง เขาจะชื่นชมยินดีเมื่อเราทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม และเขาจะเศร้าเสียใจทุกครั้งที่เราทำเรื่องไม่เอาไหน เขาคนนี้จะคอยบอกเราทุกอย่าง คอยชี้แนะเราทุกสิ่ง แต่เพราะว่าเรามีความหยิ่งยโสในความเป็น จิตสำนึก ของเรา เราจึงไม่เคยสนใจฟังเขาเลย”
“เราควร ถ่อมใจ ถามออกไปในทุกครั้งที่เราจะนึกจะคิด ทุกครั้งที่เราจะรู้สึก ทุกครั้งที่เราจะพูดอะไร ทำอะไร ว่าสิ่งนี้เหมาะสมดีงามแล้วหรือยัง”
“เช่น ถ้ามีใครมาเอาเปรียบเรา และถ้าเราถามเข้าไปในตัวเราว่าจะทำอย่างไรดี คำตอบที่ได้ก็จะออกมาในทำนองว่า ให้อภัยเขาเถอะ เราอาจจะเคยล่วงเกินเขามาก่อนในชาติใดชาติหนึ่งก็ได้”
“แต่แล้วจิตสำนึกที่มีความหยิ่งยโสก็จะแย้งขึ้นมาทันทีว่า คนแบบนี้ต้องได้รับบทเรียนเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นมันก็จะย่ามใจ”
“สังเกตว่าถ้าเธอถ่อมใจฟังความคิดแรกที่ออกมาจากตัวตนที่สูงส่งของเธอ สิ่งนั้นมันจะอุดมไปด้วยความรักและการให้อภัย ส่วนอีกความคิดหนึ่งที่ออกมาจากจิตสำนึกของตัวเธอเองนั้นมันจะมีส่วนผสมของความต้องการเอาชนะ ซึ่งความต้องการเอาชนะนั้นก็มีสาเหตุมาจากความต้องการมีอำนาจเหนือ และความต้องการมีอำนาจเหนือก็มีสาเหตุมาจากความกลัว”
“ดังนั้นการถ่อมใจเพื่อยอมรับฟังและยอมทำตามตัวตนที่สูงส่งที่อยู่ภายในตัวเรานั้นจึงเป็นกุญแจสำคัญในการไขเข้าไปสู่ความรู้ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นในบางคำสอนของศาสดาของเธอจะใช้คำว่า การละวางตัวตนหรือการไม่มีอัตตา ซึ่งก็หมายถึงการ ถ่อมใจ เหมือนกัน”
“เมื่อสามารถเข้าถึงการรู้ได้แล้ว บางคนเรียกการรู้นี้ว่า “ปัญญา” แต่ลำพังการแค่รู้เฉยๆ ไม่สามารถทำให้เธอเข้าสู่สภาวะการ ((เป็น)) ได้ มันยังต้องมีกระบวนการต่อไปอีก” คลายเอินอธิบาย
“ถ้าจะให้ครบกระบวนการ มันเหมือนกับการที่เธอจะสามารถเป็นช่างซ่อมรถให้ได้นั่นแหละ การจะ ((เป็น)) ได้ต้องผ่านการลงมือทำเท่านั้น และเมื่อ ((ทำ)) ได้ สภาวะการเป็นจึงจะเกิดขึ้น ถ้าเธอ ((รู้)) แต่ทฤษฎี แต่เธอไม่ได้เอาทฤษฎีต่างๆ เหล่านั้นมาลงมือทำเลย วันๆ เธอได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้อง ไม่เคยลงมือซ่อมรถด้วยความรู้ที่มีอยู่นั้นเลย ต่อให้เธอรู้คัมภีร์ทุกตัวอักษร ต่อให้ท่องจำได้ทุกบททุกตอน เธอก็ไม่สามารถเข้าสู่การ ((เป็น)) ได้
ถ้าเธอทำได้สำเร็จจะทำให้เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันซ่อมรถอีกต่อไป ศาสดาที่แท้จริงต้องการมาสอนให้ทุกคนเป็นช่างซ่อม และเมื่อเขา ((เป็น)) ได้แล้ว เขาก็มีหน้าที่สอนคนอื่นๆ ต่อไป ไม่ใช่ใช้วิชาช่างซ่อมสร้างสถาบันของตัวเองขึ้นมา อย่างนี้ไม่ถูกต้อง”
“แล้วก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ในบรรดากระบวนการที่ก่อให้เกิดคลื่นความรักนั้น มีอยู่อย่างหนึ่งที่เรามักจะสับสนและเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกันคือ….” เธอพูดแล้วหยุด
“อะไรล่ะครับ ผมรอฟังอยู่”
“ความปรารถนาเรื่องเพศหรือความรักแบบชายหนุ่มหญิงสาว” เธอตอบ
“ทำไมล่ะครับ”
“ในเมื่อผมรักคุณ คุณก็รักผม เราสองคนมีความรักและมีความปรารถนาต่อกัน ผมว่ามันน่าจะเกิดคลื่นความรักได้เป็นสองเท่าด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ” ผมแย้ง
“นี่แหละที่ฉันว่าคุณและคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้” เธอตอบ
“อย่างไรครับ” ผมถามต่อ
“แล้วก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ในบรรดากระบวนการที่ก่อให้เกิดคลื่นความรักนั้น มีอยู่อย่างหนึ่งที่เรามักจะสับสนและเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกันคือ….” คลายเอินอธิบาย
“ฉันขอให้เธอจำไว้อย่างหนึ่งคือ สิ่งใดที่ เกินปรกติวิสัยความน่าจะเป็นของความเป็นมนุษย์ ขอให้เธอสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด เพราะสิ่งที่เราต้องทำนั้นเรียบง่ายมากๆ ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทนทรมานร่างกาย สิ่งที่เธอต้องทำคือแสดงความรักต่อทุกสรรพสิ่ง และต้องเป็นความรักขั้นสูงสุดด้วย”
“ไอ้เจ้าความรักสูงสุดที่ว่านี่แหละครับที่ผมคิดว่าเป็นปัญหา การที่เราจะรักคนที่เราเกลียดให้ได้อย่างกับเขาเป็นลูกของตัวเองนั้น ผมดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เลย” ผมพูดแสดงความเห็น
“และนี่คือสาเหตุที่ว่า นานๆ ถึงจะมีคนสามารถยกระดับจิตสำนึกเป็นความรักสูงสุดได้”
“คุณสมบัติสำคัญของคนที่กำลังมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จอะไรสักอย่างนั่นคือ ความอดทน ถ้าเป็นทางกายภาพเราเรียกว่า ความอดทน แต่ถ้าเป็นทางจิตหรือทางพลังงานเราจะเรียกว่า ความอดกลั้น ทั้งสองคำนี้มีกลไกการทำงานอย่างเดียวกันแต่แสดงออกไม่เหมือนกัน เราเรียกรวมกันว่า ความอดทนอดกลั้น คุณสมบัตินี้ถ้าเธอรู้จักสังเกต มันจะปรากฏอยู่ในมหาบุรุษทุกคนในประวัติศาสตร์โลกของเธอ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญทางโลกเกี่ยวกับการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์หรือการค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ รวมถึงเหล่าพระศาสดาที่ต้องพบกับอุปสรรคความท้าทายทางความคิด ทางอารมณ์ จนทำให้ท่านกลายมาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณได้ ทุกท่านล้วนต้องมีคุณสมบัติเรื่องความอดทนอดกลั้นในระหว่างกระบวนการ ((ทำ)) ทั้งสิ้น”
“หรือพูดให้ง่ายขึ้นคือ ขั้นตอนสำคัญของกระบวนการ ((ทำ)) คือความอดทนอดกลั้นนี่เอง” เขาสรุป
“อย่างนี้การบำเพ็ญเพียรต่างๆ ก็คือการอดทนเหมือนกันใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ในประวัติศาสตร์ที่ปรากฏว่า มีศาสดาบางท่านใช้วิธีการบำเพ็ญเพียรทรมานร่างกายเพื่อเผาผลาญกิเลสตัณหาต่างๆ นั้น ถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์นั้นดีๆ จะพบว่า ท้ายที่สุดท่านก็เฉลยว่าวิธีการที่ท่านทำนั้นไม่ได้ผล ท่านจึงเลิกทำ และหันมาดำเนินวิถีชีวิตที่ เป็นปรกติวิสัย หรือที่ศาสดาองค์นั้นเรียกว่า ทางสายกลาง สิ่งที่ท่านทำในช่วงแรกเป็นแค่การลองทำตามที่ครูของท่านสอนมาเท่านั้น”
“ความหมายของความอดทนอดกลั้นที่แท้จริงนั้นคือการพยายามแสดงออกซึ่งความรักให้ได้ ถึงแม้ว่าคนคนนั้นจะไม่มีส่วนไหนจูงใจให้รักเลย เราสามารถรักคนที่สมควรรักได้ง่ายๆ เพราะเขามีปัจจัยที่ทำให้เรารัก เช่น เขาน่าสงสาร เขากำลังลำบาก หรือเขาเป็นลูกเป็นหลาน เป็นต้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่สมควรรัก เช่น คนชั่ว คนเห็นแก่ตัวนี่สิ มันจะต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อจะบังคับให้ร่างกายและจิตใจของเราแสดงความรักออกมา และที่สุดของที่สุดคือเราสามารถแสดงมันออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วยจิตสำนึกรักที่บริสุทธิ์จริงๆ”
“คำว่าบริสุทธิ์จึงมีความหมายในทำนองนี้ คือมีความหมายทั้งก่อนและหลังของกระบวนการ ((ทำ)) ตรงจุดนี้”
“หมายความว่าอย่างไรนะครับ ทั้งก่อนและหลังอะไร?” ผมถาม
“ก่อน หมายถึงการใช้จิตสำนึกรักอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่อขับเคลื่อนการกระทำของเธอโดยไม่มีสิ่งใดแอบแฝงหรือหวังสิ่งใดตอบแทน มันเป็นการกระทำด้วยความ ((รู้)) ว่าสิ่งนั้นดี เขาจึงตัดสินใจทำ”
“ส่วนความบริสุทธิ์ที่อยู่ หลัง หรือที่เป็นผลลัพธ์นั้นหมายถึงเกิดการกำจัดให้สิ้น ชำระให้สิ้น ไม่เหลือผลกรรมใดๆ ในทุกๆ ห้วงเวลา เช่น ในวินาทีที่เธอตัดสินใจให้อภัยคนที่มาเอาเปรียบเธอ รวมทั้งมอบความรักความปรารถนาดีอย่างจริงใจกับเขาไปนั้น ผลที่ได้ในปัจจุบันคือเธอไม่ได้สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่เขาคนนั้น และยังไม่ได้สร้างความผูกอาฆาตพยาบาทที่จะมีต่อกันจนทำให้ต้องเกี่ยวกรรมเพื่อไปเกิดร่วมกันในอนาคตอีก และในขณะเดียวกันเธอก็ได้แก้ไขพันธสัญญาเก่าที่เธอกับเขาเคยมีต่อกันในอดีตได้อีกด้วย สรุปคือ การกระทำเพียงครั้งเดียวของเธอได้ผลลัพธ์คือสร้างความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นทั้ง 3 โลกเลย คือ โลกอดีต โลกปัจจุบัน และโลกอนาคต”
“โอ้โห! ฟังดูยิ่งใหญ่อลังการจังครับ” ผมหยอกคลายเอินเล่น
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ มันเป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่บรรดาศาสดาทั้งหลายต้องลงทุนลงแรงเสียสละตัวเองลงมาเกิดในโลกของเธอ เพื่อฉุดช่วยพวกเธอให้พ้นจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้มาแล้วหลายยุคหลายสมัย” คลายเอินทำหน้าจริงจัง
“ครับผม” ผมพูด
“ถ้าเธอหรือใครก็ตามทำได้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในทุกๆ บททดสอบที่ผ่านเข้ามาในชีวิต วันหนึ่งผลกรรมจะค่อยๆ หมดไปอย่างสิ้นเชิง มันจะไม่มีอะไรต้องชดใช้อีกและไม่มีภาระกรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพราะปัจจุบันเราได้แก้ไขจนหมดแล้ว ความบริสุทธิ์นี้จึงหมายถึงความสะอาดปราศจากกรรมใดๆ และสภาวะความว่างหรือสุญญตาก็จะเกิดตามมา บุคคลผู้นั้นจะได้ชื่อว่า ว่าง เพราะไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ซึ่งตามกฎ บุคคลผู้นี้ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่บนดาวโลกของเธออีกต่อไปก็ได้ เขาสามารถเลือกที่จะอยู่ที่เดิมจนกว่าจะหมดอายุขัย หรือจะมาเกิดใหม่ที่ดาวทึงร่าเพื่อชื่นชมโลกที่มีความสมดุลแบบนี้เลยก็ได้”
“การอยู่ที่ดาวโลกทึงร่านี้จึงมีแต่ความสุข อยู่ด้วยความว่าง ไร้ซึ่งความวิตกกังวลใดๆ ที่นี่คือโลกสวรรค์ที่เป็นของจริง โลกที่จะมีแต่เรื่องดีๆ”