อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๕๙.

๕๙.

รูปธรรมชั้นสูง

“ตอนเด็กๆ ตอนที่คุณเข้าโรงเรียน คุณก็ต้องไปอยู่ที่นั่นกับพวกเขาใช่ไหม ที่ตึกใหญ่นั่น” ผมถามพร้อมชี้ไปยังอาคารหลังใหญ่บนภูเขา ซึ่งอาคารหลังนี้สามารถมองเห็นได้จากทุกๆ ที่ในเมือง

“ใช่! แต่พวกเด็กๆ จะได้รับอนุญาตให้อยู่แค่ 2 ชั้นแรกเท่านั้นนะ” เธอตอบ

“เล่าให้ฟังหน่อยสิว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง คือผมก็อดรู้สึกวิตกไม่ได้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ผมอยากจะเก็บข้อมูลให้มากที่สุดน่ะ”

“ในแง่ไหนล่ะ” เธอถาม

“เอาเป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปธรรมชั้นสูงที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็ได้”

“รูปธรรมชั้นสูงหรือ ที่เห็นได้ชัดเลยคือพวกเขาเหล่านั้นจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก มันเป็นความรักที่เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างพวกฉันมี ถ้าคุณอยู่ใกล้พวกเขา คุณจะรู้สึกได้เองว่าความรักของเขานั้นแผ่ไปทั่ว” เธออธิบาย

“แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือ พวกเขาจะมีทักษะการใช้พลังพิเศษ เช่น ยกก้อนหินที่หนักเป็นตันๆ ได้ด้วยพลังจิต บินด้วยยานความเร็วสูงที่ทำงานประสานกันระหว่างเครื่องจักรกลกับจิต เขาสามารถเข้าไปกำหนดจิตให้คนทำตามที่เขาสั่งได้ เช่น กำหนดให้เห็นภาพลวงตาอะไรอย่างนี้ ฉันเคยได้ยินพวกพี่ๆ เขาเล่าให้ฟังอีกทีนะ”

“เธอเคยเห็นเขาทำอะไรที่เธอว่านี้ไหม” ผมถาม

“ไม่เคย เคยเห็นแต่ยานที่มันบินขึ้นจากยอดอาคาร ถ้าเธอคอยจับตามองที่ยอดแหลมเหล่านั้นบางทีเธอก็จะเห็นมัน มันเร็วมากนะ มันจะมีลักษณะเป็นแค่จุดสีขาวๆ ลอยขึ้นแล้วก็หายวับไป”

“ไหนๆ ขอลองดูหน่อยสิ” ผมมองไปที่ยอดอาคารใหญ่ที่ตั้งอยู่เกือบจะถึงยอดเขา

ผมจ้องมองอยู่สักพักใหญ่

“ไม่เห็นมีอะไรเลยครับ” ผมหันไปบอกโคฮารุ

“คือยานเหล่านี้จะไม่มีเวลาขึ้นลงที่แน่นอนนะ เท่าที่รู้มามันจะขึ้นอยู่กับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แล้วภารกิจส่วนใหญ่ก็คือเดินทางไปที่ดาวโลกของเธอนั่นแหละ” เธออธิบาย

“น่าตื่นเต้นจัง” ผมพูด

“ไม่รอดูแล้วดีกว่า เอาไว้ว่างๆ ค่อยมานั่งดู เราไปหาอะไรกินกันต่อดีไหม” ผมเสนอ

เราเดินไปเรื่อยๆ ตามโซนอาหาร แล้วก็ทดลองกินเกือบทุกอย่างที่เห็นเพราะส่วนใหญ่เขาจะทำออกมาน่ากินทั้งหมด บางอย่างรสชาติอร่อยถูกปาก บางอย่างก็รสชาติแปลกๆ ตอนนี้ผมเริ่มรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงทำเป็นชิ้นเล็กพอดีคำ เพราะเรากินไปได้แค่ประมาณ 20 กว่าอย่างก็เริ่มอิ่มแล้ว มันยังมีอีกเป็นร้อยๆ อย่างที่ยังไม่ได้ชิมเลย

“แล้วเหล่ารูปธรรมชั้นสูงเขากินอะไรและประกอบอาหารกันอย่างไรหรือครับ” ผมหันไปถามโคฮารุ

“พวกรูปธรรมชั้นสูงมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือเป็นมนุษย์ธรรมดาแบบเรานี่แหละ กลุ่มนี้จะมีคนจัดอาหารขึ้นไปส่งให้ทุกวัน วันละ 2 เวลา กับอีกพวกหนึ่งคือเขาไม่ได้กินอาหารแบบพวกเรา จะบอกว่าเขาไม่กินอาหารเลยก็ไม่ใช่ เขามีอาหารเป็นอากาศ แสง และเสียงค่ะ” เธออธิบาย

“หา!! กินอาหารเป็นแสงงั้นหรือ” ผมย้ำเพราะคิดว่าฟังผิด

“ใช่ค่ะ เนื่องจากรูปธรรมชั้นสูงเหล่านี้เขาจะมีร่างกายที่ละเอียดกว่าเรา จะบอกว่าเขามีสภาวะเป็นรูปธรรมที่เข้าใกล้ความเป็นพลังงานไปหนึ่งลำดับถัดจากเราก็ได้ คือเขายังมีทุกอย่างที่หยาบอยู่เหมือนกัน สามารถจับต้องได้สัมผัสได้ เวลาสัมผัสกับเขาจะรู้สึกเหมือนสัมผัสกับผ้าไหมนุ่มๆ” เธอพูด

“ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่หยาบจำพวกวัตถุธาตุเข้าไปในร่างกายแล้ว การบริโภคแสงของเขาก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยการดูดซับเอาจากการกินพืชหรือสัตว์เหมือนอย่างพวกเรา เขาสามารถรับเอาพลังงานชีวิตจากแสงแดดได้โดยตรงเลย คล้ายกับการสังเคราะห์แสงของพืช ถ้าพวกเขาขาดแสงเขาก็จะตาย”

“ถัดมาคืออากาศ อากาศเป็นวัตถุธาตุที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสสารกับพลังงาน มันมีความละเอียดที่สุดในบรรดาสสาร ในขณะเดียวกันมันก็มีความหยาบที่สุดในบรรดาพลังงาน ดังนั้นอาหารที่หยาบที่สุดของรูปธรรมชั้นสูงคืออากาศ ลักษณะการบริโภคอากาศของเขาก็เหมือนกับเราคือทางจมูก”

“สุดท้ายคือเสียง หรือที่พวกเราเรียกมันว่า “คลื่นความถี่” เสียงถือว่าเป็นอาหารที่มีความจำเป็นไม่แพ้อาหารชนิดอื่นๆ ของพวกเขา การที่เขาบริโภคเสียงไม่ใช่เพราะความบันเทิงเหมือนกับเรา เสียงที่มีคุณภาพหรือเสียงที่ผ่านการเรียบเรียงมาอย่างดี มันคืออนุภาคคลื่นความถี่ที่สามารถไปปรับค่าการเรียงตัวของอณูเซลล์ละเอียดที่อยู่ในร่างกายของพวกเขาให้มีความเป็นระเบียบสมบูรณ์มากยิ่งยิ่งขึ้น และนี่ก็เป็นที่มาว่าที่เชิงเขาจะมีนักร้องนักดนตรีผลัดเปลี่ยนกันไปบรรเลงอยู่ตลอดเวลา”

“และเมื่อรูปธรรมชั้นสูงไม่ได้กินอาหารหยาบเข้าไปในร่างกาย พวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องขับถ่าย”

 

หลังจากกินอาหารจนอิ่ม เราสองคนก็ไปนั่งฟังเพลงในจุดต่างๆ ที่เหล่าศิลปินนักดนตรีกระจายตัวเล่นกันทั่วทั้งบริเวณลาน เราไปเจอนักดนตรีกลุ่มหนึ่งที่มีรูปแบบการเล่นเครื่องดนตรีหลายๆ ชนิดประสานเสียงกันอย่างไพเราะ ผมกับโคฮารุรู้สึกถูกใจการแสดงของนักดนตรีกลุ่มนี้จึงนั่งฟังอย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลา มารู้สึกตัวอีกทีก็เกือบจะเย็นแล้ว

“ตายล่ะ! โคฮารุ เย็นแล้ว คลายเอินจะดุเอาหรือเปล่าเนี่ยที่เราเถลไถลกันจนเย็นขนาดนี้” ผมพูดขึ้นขณะที่เธอกำลังซบที่ไหล่ผม

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันส่งกระแสจิตไปบอกท่านแล้วว่าฉันมาเดินเที่ยวเล่นกับคุณที่ลานกลางเมือง คงกลับไปเจอกันที่บ้านเดอวิ้นซ์เลยตอนมืด” เธอตอบ

“นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว เราไปกันเลยไหม” ผมบอก

“ก็ได้ค่ะ”

“คุณไปบ้านเดอวิ้นซ์ถูกไหม” ผมถาม

“ฉันจำไม่ค่อยได้แล้วเหมือนกัน เดี๋ยวลองถามดู” เธอตอบ

“ละแวกที่เดอวิ้นซ์อยู่คือข้ามสะพานกลางเมืองนับไปอีกแค่สามบล็อค” เธอพูดพร้อมกับท่าทางเหมือนกำลังสื่อสารกับทางโน้นอยู่

“เดอวิ้นซ์บอกว่าหาง่ายมาก หลังจากเดินข้ามสะพานแล้วเดินไปอีกสามบล็อคก็เลี้ยวขวาเดินไปจนสุดถนน บ้านหลังทางขวามือ บ้านของเขาจะอยู่ติดกับลำคลองเล็กๆ ก่อนจะข้ามสะพาน”

“เราไปกันเถอะ” ผมชวน

 

ทันทีที่เราเดินขึ้นไปบนสะพานเพื่อข้ามแม่น้ำใหญ่ไปยังอีกฟากหนึ่งของเมือง ก็พบกับท้องฟ้ายามเย็นที่ตอนนี้กลายเป็นฉากสีส้มอมชมพู สามารถมองไปได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา ถนนบนสะพานนี้กว้างพอที่จะทำให้เราเห็นท้องฟ้าได้แบบรอบทิศ มองไปที่ริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองข้างมีตึกตั้งอยู่เรียงราย ด้านหน้าของตึกเหล่านั้นตกแต่งประดับประดาด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างวิจิตรบรรจง ตอนนี้พวกมันเหมือนถูกฉาบทาไปด้วยแสงสีเหลืองทองของยามอาทิตย์อัสดง เมื่อมองไปตามถนนที่ไกลจนสุดทางก็จะเห็นภูเขาลูกใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารที่พำนักของรูปธรรมชั้นสูงตระหง่านอยู่ปลายทาง ผมเดินโอบโคฮารุไว้ในอ้อมแขนพร้อมกับเดินไปอย่างช้าๆ เพื่อประวิงช่วงเวลานี้ให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โคฮารุก็ดูเหมือนจะคิดเช่นเดียวกัน เธอเอามือข้างหนึ่งโอบกอดที่เอวผมพร้อมกับหันหน้ามาสบตาผม

“ฉันจะเป็นคู่รักของคุณตลอดไปค่ะ” เธอพูดเบาๆ

“เช่นกันครับ” ผมตอบพร้อมกับกำมือของเธอไว้แน่น

เวลานี้มันช่างเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุดอีกครั้งหนึ่ง หากผมต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โลกใบนี้ ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรมาทำให้ผมมีความทุกข์บ้าง ผมมีคนรักที่ดีแสนดีมีรูปกายผิวพรรณงดงามดุจนางฟ้า ผมไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรกิน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินใช้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีบ้านอยู่ ไม่ต้องกลัวเป็นโรคร้าย ไม่ต้องกลัวไม่มีค่ารักษาพยาบาล ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะไม่ได้เรียนโรงเรียนดีๆ ฯลฯ แถมยังสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองรักและปรารถนาได้อย่างไม่จำกัดอีกด้วย

“ทำไมโลกของผมไม่เป็นอย่างนี้บ้างนะ ทุกคนจะได้มีความสุข” ผมพูดออกมาเบาๆ

“นี่คือโลกต้นแบบที่สมบูรณ์ และโลกของคุณคือโลกแห่งความไม่สมบูรณ์หรือโลกแห่งการลืม” โคฮารุหันมาพูดกับผม

“โลกแห่งการลืมหรือ” ผมถาม

“ลืมว่าที่สมบูรณ์แบบนั้นเป็นอย่างไรไง ที่พวกเขาต้องไปอยู่ที่นั่นเพื่อต่อสู้กับความลืมหรือเรียกอีกอย่างว่าความไม่รู้”

“เมื่อไหร่ที่คนบนโลกของเธอสามารถจำความสมบูรณ์แบบเหล่านี้ได้ เขาก็แค่เลียนแบบมัน เมื่อพวกเขาเลียนแบบมันได้สำเร็จ โลกของเขาก็จะเกิดความผาสุก” เธออธิบายเบาๆ พร้อมกับมองตาผมแบบไม่กะพริบ

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เธอรู้ไหม” เธอย้ำ

“ความกลัวและความวิตกทำให้ทุกอย่างซับซ้อน”

“ผมฟังอย่างนี้แล้ว ผมรู้สึกสงสารคนบนโลกของผมขึ้นมาทันทีเลยครับ” ผมแสดงความรู้สึก

“ใช่แล้ว! พวกเราเฝ้าอวยพรให้ทุกคนบนโลกของพวกคุณอยู่เช่นกัน” เธอพูด

“….”

เราสองคนเดินอย่างช้าๆ และเมื่อไปถึงบ้านของเดอวิ้นซ์ ท้องฟ้าก็มืดสนิทพอดี ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าตามถนนทุกสายในเมืองรวมทั้งภายในบ้านของผู้คนนั้นมีแสงสว่างสีขาวนวลๆ ออกมาจากดวงไฟกลมๆ ซึ่งดูแล้วเหมือนหลอดไฟฟ้า

“ในเมืองนี้มีไฟฟ้าใช้ด้วยหรือครับ” ผมถามโคฮารุขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในบ้านของเดอวิ้นซ์

“มันไม่ใช่ไฟฟ้าอย่างที่เธอใช้กันหรอก มันคือธาตุเรืองแสงบริสุทธิ์ มันถูกอัดลงไปในหลอดแก้ว ไม่ต้องใช้พลังงานใดๆ เราจะติดตั้งมันไว้ตามที่ต่างๆ ในเมืองและแจกจ่ายให้กับบ้านที่มีความประสงค์จะใช้งานมัน” เธอตอบ

“ไม่น่าเชื่อเลยนะ มันสว่างอย่างกับหลอดนีออนเลย แล้วทำไมคุณไม่เอาไปไว้ที่บ้านคุณบ้างล่ะครับ” ผมถาม

“ที่บ้านของเราไม่จำเป็นค่ะ พวกเราไม่ได้ทำงานกันตอนกลางคืน แต่คนในเมืองนี้เขานิยมทำงานกันตอนกลางคืน อย่างนักดนตรีที่เขาสลับกันไปเล่นที่เชิงเขา เขาก็จะเล่นกันทั้งวันทั้งคืน หรือพวกศิลปินวาดรูปอย่างเดอวิ้นซ์ที่มักไม่ค่อยนอนกัน เขาวาดรูปกันทั้งวันทั้งคืนเหมือนกัน” เธอพูด

“ใช่แล้ว! ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะของเดอวิ้นซ์ดังออกมาจากในบ้านขณะที่เรากำลังเดินเข้าไป