๖๐.
การรอคอย
“ยินดีตอนรับสู่บ้านแห่งจินตนาการของฉัน” เสียงของเดอวิ้นซ์กล่าวตอนรับ
เมื่อพวกเราเดินเข้าไปในบ้าน ผมก็เห็นคลายเอินมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ภายในบ้านของเดอวิ้นซ์มีลักษณะเป็นห้องทำงานมากกว่าที่จะเป็นบ้านแบบปรกติ เมื่อเดินเข้าไป ตั้งแต่ประตูจึงเต็มไปด้วยตู้ใส่ของ ชั้นวางเครื่องมือ อุปกรณ์การวาดรูป และรูปภาพที่วาดเสร็จแล้วแขวนอยู่เต็มผนังจนแน่นทั้งสามด้าน ส่วนผนังอีกด้านหนึ่งเปิดโล่งสู่ระเบียงและเห็นวิวลำคลองเล็กๆ ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ซึ่งน่าจะใช้เป็นโต๊ะทำงานศิลปะของเขา ถัดจากนั้นก็เป็นโต๊ะรับประทานอาหารซึ่งตั้งอยู่บริเวณระเบียง ห้องนี้กว้างขวางพอสมควรถึงแม้จะมีของเยอะ แต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนกับบ้านของอุมม่าซึ่งแคบจนแทบจะเดินสวนกันไม่ได้
“วันนี้เราต้องฉลองให้กับคุณทวดคนใหม่เสียหน่อยแล้ว ฮ่าๆๆๆ” เดอวิ้นซ์พูดอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับหันไปพยักหน้าให้คลายเอินที่นั่งอมยิ้มอยู่ตรงข้ามกับเขา
“หลานสาวของฉันสวยเหลือเกิน ฉันดีใจจริงๆ ที่จะมีรูปธรรมใหม่มาเกิดกับหลาน” คลายเอินเข้าไปกอดโคฮารุขณะที่เธอกำลังเดินเข้ามา
“ขอบคุณค่ะ” เธอตอบ
“ชุดนี้เหมาะกับเจ้าสาวอย่างเธอมากๆ เลย” เดอวิ้นซ์พูดบ้าง
“หนูไปได้มันมาจากร้านของเชอร์ค่ะ แล้วสร้อยเส้นนี้อุมม่าก็ให้มา”
“ผมว่าที่โลกนี้มันไม่สนุกก็ตรงที่ไม่สามารถจะทำเรื่องเซอร์ไพรส์กับพวกคุณได้นี่แหละ พวกคุณเล่นรู้เรื่องกันหมดแล้ว ผมหมายถึงเรื่องเด็กในครรภ์ของโคฮารุน่ะครับ” ผมพูดขณะนั่งร่วมวงสนทนา
“เออนั่นสินะ ที่โลกของเธอคงเล่นกันสนุกไปเลยใช่ไหม” เดอวิ้นซ์รู้สึกตื่นเต้นกับประเด็นที่ผมพูด
“ถ้าเราไม่ประสงค์จะบอกก็ไม่มีใครรู้เลยครับ” ผมพูด
“ดีจัง ฉันว่ามันน่าสนุกมากๆ เลยนะ ฮ่าๆๆๆ”
“แต่ก็มีปัญหานะครับ เพราะการปิดบังนี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีด้วย” ผมอธิบาย
“โอ้ตายล่ะ อย่างนี้ไม่สนุกล่ะ” เดอวิ้นซ์พูด
“เอาล่ะๆ ขอเชิญทุกคนร่วมรับประทานอาหารเย็นกันครับ” เดอวิ้นซ์กล่าวเชิญทุกคนพร้อมกับเดินไปยกหม้อซุปมาวางที่โต๊ะ
อาหารค่ำวันนี้เป็นซุปข้นๆ กับผลไม้ถาดใหญ่ที่ถูกจัดวางอย่างสวยงามเรียงกันเป็นกองพูน ดูแล้วเหมือนเป็นประติมากรรมผลไม้มากกว่า
“ผมคงจะร่วมทานได้ไม่มากนะครับ เพราะยังรู้สึกอิ่มอยู่เลย ใครเป็นคนจัดถาดผลไม้นี้หรือครับ ดูสวยงามแปลกตากว่าทั่วๆ ไป” ผมแสดงความรู้สึก
“ฉันเองแหละ บ้านนี้ไม่มีใคร มีฉันอยู่คนเดียว” เดอวิ้นซ์ตอบ
“คุณไม่มีภรรยาและลูกหรือครับ” ผมถาม
“ฉันกำลังรออยู่ ฮ่าๆๆ” เขาตอบแบบติดตลก
“รอจากไหน และเขาเป็นใครหรือครับ”
“อืม…” เดอวิ้นซ์ทำท่าคิด ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อน
“รอจากที่โลกของคุณนั่นแหละ เธอคือคนรักของฉันสมัยที่ฉันเคยมีชีวิตอยู่ที่โน่น” เขาตอบ
“คุณเคยใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาไหนหรือครับ ขอโทษทีที่ผมอยากรู้เรื่องส่วนตัวของคุณเป็นพิเศษครับ” ผมถาม
“ไม่เป็นไรฉันก็อยากรู้เหมือนกัน อืม..น่าจะราวๆ 500 ปีมาแล้ว” เขาตอบ
“ฉันก็เพิ่งรู้พร้อมๆ กับเธอนี่แหละ ฉันไม่เคยตั้งคำถามเรื่องพวกนี้เลยสักครั้ง ขอบคุณที่ถามฉันนะ” เดอวิ้นซ์พูด
“แล้วตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมถามต่อ
“อืม…ตอนนี้เธอไปเกิดใหม่อีกสองรอบแล้ว ปัจจุบันเธอทำงานเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์และเป็นคนดูแลพิพิธภัณฑ์ แล้วเธอก็เป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดเกี่ยวกับผลงานที่ฉันเคยทำไว้ด้วย”
“เธอเป็นใครครับ ทำไมคุณถึงต้องรอเฉพาะเธอคนนี้ด้วย ทั้งที่หญิงสาวบนโลกนี้มีตั้งมากมาย” ผมถามต่อ
“นั่นสินะ” เขาตอบ ดูเหมือนเขากำลังส่งความคิดออกไปหาคำตอบ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะที่ขมับของเขา
“สมัยนั้นเธอไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉันหรอก เธอเป็นภรรยาของนักเดินเรือที่ร่ำรวยคนหนึ่งซึ่งเดินทางไปค้าขายยังดินแดนอันไกลโพ้นแล้วก็ไม่เคยกลับมาหาเธออีกเลย เธอเป็นคนน่าสงสาร มีดวงตาปนความเศร้าตลอดเวลา เรามีความสัมพันธ์กันหลายครั้งตอนที่ฉันถูกว่าจ้างให้วาดรูปของเธอ เราสองคนเคยสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป ถึงแม้ว่าจะเป็นสัญญาเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็เป็นสัญญาที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉัน” เขาค่อยๆ อธิบายสิ่งที่เขาเองก็เพิ่งรู้ออกมาเหมือนกัน
“เธอเป็นใครหรือครับ” ผมถาม
“คุณอยากรู้จริงๆ หรือ” เขาถาม
“ก็…ครับ”
“ปัจจุบันเธอคนนี้ไม่เคยรู้เลยว่ากำลังนั่งมองรูปตัวเองอยู่ทุกวัน รูปๆ นี้เป็นรูปที่เธอเคยเป็นผู้ว่าจ้างให้ฉันวาดมันขึ้นมาในอดีต ปัจจุบันมันถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่เธอเป็นคนดูแล เธอเองก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงรู้สึกผูกพันกับคนในภาพวาดนี้ ชีวิตของเธอได้แต่ติดตามวนเวียนอยู่กับเรื่องราวในอดีตของเธอ และเธอก็ยังคงติดอยู่ในวังวนของการตายแล้วเกิดใหม่ในโลกแห่งนั้นโดยยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถพ้นออกมาได้สักที” เดอวิ้นซ์อธิบาย
ผมสังเกตว่าหลังจากที่เดอวิ้นซ์พูดเรื่องนี้ ดวงตาของเขาที่เคยส่องประกายแห่งความร่าเริงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าไปในทันที
“ผมขอโทษที่ถามเรื่องนี้ขึ้นมานะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ผมพูด
“ฉันต้องขอบคุณเธอต่างหากที่ถามฉัน เพราะถ้าเธอไม่ถามฉัน ฉันก็ไม่เคยเพ่งความคิดเพื่อไปค้นหา ดีแล้วล่ะที่ฉันได้รู้เรื่องนี้ แต่ที่ฉันรู้สึกเศร้าก็เพราะฉันเห็นภาพคนที่เป็นสายสัมพันธ์ของฉันกำลังตกอยู่ในความไม่รู้ ทำให้เธอจะต้องเวียนตายเวียนเกิดไปอีกไม่รู้กี่ภพกี่ชาติโดยที่ฉันไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเธอได้เลยแค่นั้น” เขาอธิบาย
“อย่างนี้คุณต้องรอไปอีกนานแค่ไหนกันครับ” ผมถาม
“ก็ขึ้นอยู่กับเธอคนนั้น ว่าจะตัดสินใจเลือกที่จะเป็นอิสระหรือไม่ และเมื่อวันใดที่เธอตัดสินใจเลือกก็ยังไม่รู้อีกว่าจะทำได้สำเร็จเมื่อไหร่ เวลานี้เธอคนนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะต้องตัดสินใจเลือกที่จะเป็นอิสระ เธยังคงใช้ชีวิตไปวันๆ กับความกลัวที่อยู่ตรงหน้า” คลายเอินช่วยตรวจสอบสถานะของเธออีกแรง
“ในภพชาติที่เธอมีความสัมพันธ์กับฉัน เธอชื่อ “ลิซ่า” แต่ปัจจุบันเธอชื่อ “อลิชา” เดอวิ้นซ์เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอ
“ฉันรู้คำตอบแล้ว” เดอวิ้นซ์อุทานขึ้นมาเหมือนรู้อะไรเพิ่ม
“ที่ผ่านมาฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าทำไมฉันถึงชอบวาดภาพผู้ชายผู้หญิงพบกันและโผเข้ากอดกัน ฉันคิดเพียงอย่างเดียวว่าฉันชอบอิริยาบถของการกอดกัน ฉันคิดแค่ว่ารูปร่างของชายหญิงเป็นรูปทรงที่งดงาม ฉันชอบเวลาที่ฉันวาดกล้ามเนื้อและสรีระ ฉันเพิ่งรู้วันนี้นี่เองว่ามันมาจากภาพฉายในอนาคตที่หวังว่าจะได้เจอกับคนที่เป็นสายสัมพันธ์ของฉันคนนี้นี่เอง” เดอวิ้นซ์อธิบาย
เมื่อผมหันไปมองภาพวาดที่แขวนอยู่จนแน่นผนังกับที่วางพิงๆ กันอยู่บนพื้น มันก็เป็นอย่างที่เดอวิ้นซ์พูดจริงๆ ทุกภาพล้วนเป็นภาพวาดของผู้ชายผู้หญิงโผกอดกันบ้าง จูงมือกันบ้าง คลอเคลียกันบ้างซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้ เพียงแต่องค์ประกอบของแต่ละภาพนั้นจะมีการจัดอิริยาบถและรายละเอียดของฉากหลังที่แตกต่างกันไปเท่านั้นเอง
“รวมทั้งภาพที่ฉันกำลังวาดขึ้นมาใหม่ในวันนี้ด้วย ซึ่งเป็นภาพที่ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากเธอและโคฮารุ” เดอวิ้นซ์หันมาพูดกับผมพร้อมกับเดินไปเปิดผ้าคลุมภาพที่ยังวาดไม่เสร็จภาพนั้น
ภาพนี้ยังเป็นแค่ภาพร่างด้วยดินสอแบบยังไม่ได้ลงสีแต่ก็ดูสมบูรณ์พอที่จะเห็นว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ในภาพเป็นรูปหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวปลิวไสวราวกับถูกลมพัด เธอกำลังจูงมือชายหนุ่มในอิริยาบถกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปไหนสักแห่ง แต่เธอหันหน้ากลับไปข้างหลังมองไปที่ชายหนุ่มซึ่งตามมาเหมือนกำลังจะพาไปดูอะไรสักอย่าง ภาพนี้เห็นได้ชัดว่ามีแรงบันดาลใจมาจากโคฮารุและผมเพราะสังเกตจากเสื้อผ้าที่มีความคล้ายคลึงกับที่เธอใส่ในวันนี้มาก
“คุณวาดแต่เรื่องราวพวกนี้จริงๆ ด้วย” ผมพูดกับเขา
“คุณคลายเอินครับ ผมมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ” ผมหันไปหาคลายเอิน
“ถามอะไรหรือ” เขาตอบ
“คือ…คุณเดอวิ้นซ์ที่เขามาเกิดที่ดาวโลกนี้ได้ ก็เพราะเขายกระดับจิตสำนึกได้สำเร็จและสามารถกำจัดพันธกรรมจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรต้องจัดการแล้ว แต่ทำไมเหมือนยังมีพันธสัญญากับคนรักเก่าคนนี้อยู่ล่ะครับ” ผมถาม
“กรณีของคุณเดอวิ้นซ์นี้ไม่ใช่เป็นการมีพันธสัญญาที่ต้องชดใช้กันแต่เป็นการรอกันเพื่อจะได้กลับไปยังดินแดนต้นกำเนิดพร้อมๆ กัน ที่จริงดาวโลกทึงร่าแห่งนี้ก็เปรียบเสมือนประตูทางออกสู่แดนสุญญตาหรือดินแดนแห่งความว่าง แต่การที่จะออกไปได้นั้นทุกคนจะต้องมารอกลุ่มคนที่เคยกำหนดแผนการร่วมกันมาจนพร้อมหน้าเสียก่อนถึงจะออกไปได้” คลายเอินอธิบาย
“กลุ่มคน!! แสดงว่ามีหลายคนใช่ไหมครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“ใช่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าตอนที่มาจากแดนสุญญตาครั้งแรกนั้นพวกเขาเขียนแผนการมากันกี่คน มากี่คนก็ต้องกลับเท่านั้น”