อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๘๖.

๘๖.

ได้เวลา

“ทิม!!” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา เรียกเป็นชื่อผมขณะที่กำลังนอนหลับสนิท

ผมรีบลุกขึ้นมานั่งบนเตียงทันทีพร้อมกับทบทวนว่าเป็นเสียงของใคร เสียงนั้นดังชัดเจนมาก เป็นเสียงที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนสักแห่ง แต่ผมก็นอนอยู่คนเดียวไม่มีใคร แล้วความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาว่า “ได้เวลาแล้ว” จากนั้นผมจึงไปชะโงกหน้าที่หน้าต่างเพื่อมองไปรอบๆ ผมพยายามหาสัญลักษณ์อะไรสักอย่างที่จะบอกว่าขณะนี้เป็นเวลาใด แต่ก็ไม่พบ รู้อย่างเดียวคือขณะนี้ยังเป็นเวลากลางคืนเพราะทุกอย่างยังอยู่ในความเงียบสงัด แสงจากดวงจันทร์ยังส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ทัศนียภาพของเมืองด้านล่างยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟเช่นเดิม

“คงจะได้เวลาแล้วล่ะมั้ง” ผมพูดกับตัวเอง

ผมจึงค่อยๆ เปิดประตูและเดินไปตามทาง ผมเดินขึ้นไปยังชั้นบนผ่านจุดที่เป็นลานจอดยาน แสงไฟบนนี้สว่างไสวไม่ต่างจากเวลากลางวัน ด้านหลังของลานจอดนี้มีทางขึ้นเขาที่ทำไว้อย่างชัดเจน คือมีลักษณะเป็นบันไดทำจากหินเหมือนกับทางที่ผมขึ้นมาในตอนแรก ลักษณะโดยรวมบนนี้จะไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ต้นไม้ที่เห็นจะเป็นเพียงพุ่มเตี้ยๆ สูงแค่เอวตลอดทางเดิน ผมไม่มีความรู้สึกกลัวอะไรเลยถึงแม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืน เพราะแสงจันทร์ทำให้ผมสามารถเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน

เมื่อเดินพ้นจากเนินเขาแรก แสงสว่างจากลานจอดยานก็ลับเหลี่ยมเขาไป ภาพที่ปรากฏต่อหน้าผมคือวัตถุเรืองแสงลูกกลมๆ ห้อยอยู่ใต้พุ่มไม้ละลานตาเต็มไปหมด มันคือผลของเจ้าเซเดอคอนที่ฟรีทัชเล่าให้ฟังเมื่อตอนบ่ายนั่นเอง บรรยากาศตอนนี้เหมือนผมกำลังเดินอยู่ท่ามกลางทุ่งของดวงไฟดวงเล็กๆ

“สวยจริงๆ” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ

ทางเดินนี้พาผมขึ้นไปเรื่อยๆ ที่ปลายทางมีวิหารหินอ่อนสีขาวขนาดไม่ใหญ่นักตั้งอยู่ ตัววิหารมีเสาต้นใหญ่ล้อมรอบคล้ายกับวิหารของชาวกรีก มันตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาห่างจากที่ผมยืนอยู่ประมาณ 200-300 เมตร ตัววิหารสว่างไสวไปทั่วทั้งอาคารราวกับมีแสงเรืองอยู่ภายในตัวมันเอง ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อนึกถึงว่าผมกำลังจะไปพบกับใคร

“โอ้! พระเจ้า” ผมอุทานออกมาเป็นคำพูด

ทันทีที่ผมอุทานจบก็นึกถึงคำพูดของมีนและคนอื่นๆ ขึ้นมาได้ที่มักจะถามผมทุกครั้งว่า ที่ผมอุทานขึ้นมานั้น ผมหมายถึงสิ่งนั้นจริงๆ หรือ และตอนนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมพวกเขาถึงได้ถามแบบนั้น ที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดเลยว่าพระเจ้าจะมีอยู่จริง แค่อุทานไปตามความเคยชิน แต่ทุกคนที่นี่โดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำของโลกใบนี้ต่างยอมรับการมีอยู่ของพระองค์ เวลานี้ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษและไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร ต้องใช้คำพูดอย่างไร พระองค์คือบุคคลที่อยู่เหนือจินตนาการ พระองค์คือพระผู้สร้าง พระองค์คือผู้ครอบครองจักรวาล ผมไม่สามารถหยุดความตื่นเต้นที่ผุดขึ้นมานี้ได้ จนทำให้ทุกๆ ก้าวที่เดินขึ้นเขานั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้า

และแล้วความกังวลที่มีอยู่ในใจก็ใกล้ที่จะต้องเผชิญแล้ว เมื่อผมก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาถึงยอดเขา ด้านบนนี้มีลักษณะเป็นลานโล่งขนาดไม่ใหญ่นัก ลานนี้ตั้งอยู่บนสันเขาพอดีทำให้มองเห็นทัศนียภาพทั้งสองด้าน ตัววิหารตั้งอยู่ตรงกลางของลานนี้ห่างจากที่ผมยืนไม่เกิน 50 เมตร อีกด้านหนึ่งของภูเขาสามารถเห็นภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับเนินเขากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แสงจันทร์ที่ส่องสว่างทำให้ผมเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน มันเป็นทิวทัศน์ที่ทำให้ผมต้องพิศวงเป็นอย่างมาก

“นั่นมันปิรามิดนี่” ผมพูดกับตัวเองโดยเปล่งเสียงออกมา

ภาพที่เห็นคือทุ่งปิรามิดขนาดน้อยใหญ่สลับกันไปมาจำนวนหลายสิบแห่ง มองเห็นเป็นเงาลางๆ ใกล้บ้างไกลบ้างท่ามกลางไอหมอก มันเป็นภาพที่สวยงามแปลกตาราวกับฉากในหนังวิทยาศาสตร์แฟนตาซี

“นี่คงเป็นกลุ่มประตูทางเชื่อมที่รุทอนบอกไว้” ผมคิดในใจ

ผมหันหน้าไปทางที่ตั้งของวิหารอีกครั้งและตั้งสติพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ ผมพยายามจินตนาการว่าสิ่งที่ผมกำลังจะได้พบนั้นมีรูปแบบเป็นอย่างไร ท่านคงนั่งจะอยู่บนบัลลังก์ทองคำกำลังรอคอยการมาเข้าพบของผม ท่านคงมีร่างกายเป็นเพียงแสงสว่างเจิดจรัสสว่างไสว พระสุรเสียงของพระองค์คงจะดังก้องกังวานไปทั่วทั้งวิหาร

ผมก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างช้าๆ ภาพของวิหารก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามาๆ จนในที่สุดผมก็หยุดยืนอยู่ตรงเชิงบันไดขั้นแรกที่จะขึ้นสู่ตัววิหาร

ตัววิหารมีบันไดขึ้นไปอีกประมาณสิบกว่าขั้นก่อนที่จะเจอกับเสาหินขนาดใหญ่ และด้านหลังของเสาก็มีผนังหินล้อมรอบตัววิหารนี้อีกชั้นหนึ่ง ที่ด้านหน้ามีประตูทางเข้าเล็กๆ อยู่เพียงประตูเดียว เมื่อมองจากด้านล่างก็เห็นว่ามีแสงที่สว่างกว่าข้างนอกส่องออกมา

ผมค่อยๆ ก้าวขึ้นไปทีละขั้นๆ อย่างช้าๆ ประตูเล็กๆ นั้นก็ค่อยๆ ปรากฏต่อหน้าผมขึ้นมาทีละน้อยๆ แสงสว่างที่อยู่ภายในประตูนั้นสว่างจ้าเสียจนผมไม่สามารถมองเห็นต้นกำเนิดของแสงที่อยู่ภายในได้ ผมเดินจนถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้วก็กลั้นใจเดินตรงเข้าไปข้างในทันที แสงนั้นจ้ามากจนผมต้องหรี่ตาและเอามือป้องเพื่อลดความสว่างลง

ถึงแม้ว่าแสงนั้นจะสว่างจ้าแต่ความรู้สึกของอุณหภูมิในห้องนี้กลับเย็นไม่ต่างกับข้างนอก เมื่อผมเข้ามาข้างในได้สักพักสายตาก็ค่อยๆ ปรับสภาพ แต่ก็ยังคงเห็นห้องทั้งห้องเป็นสีขาวโพลนอยู่ ผมพยายามมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีอะไรบ้าง แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากประตูบานเล็กๆ ที่อยู่ตรงกันข้ามกับทางที่ผมเข้ามา ที่จริงๆ มันไม่ได้เล็กมากหรอก แต่ที่มันดูเล็กเพราะเทียบกับผนังวิหารที่ทั้งกว้างและสูงนั่นเอง