๙๘.
ยานบิน
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาอะไร รู้แค่ว่าขณะนี้เฮปเฟและฟรีทัชเหมือนจะพร้อมสำหรับการเดินทางแล้ว ในมือของพวกเขามีคทาประจำตัวคนละหนึ่งอัน เขาทั้งสองผลัดกันเดินเข้าไปโอบกอดรุทอนคนละหนึ่งครั้ง ดูเหมือนว่าเขาจะมีความรักต่อกันดั่งพ่อกับลูก
เมื่อทั้งสองลารุทอนเสร็จ รุทอนก็หันมาทางผมและอ้าแขนเหมือนกับบอกว่า มากอดฉันสิ ผมจึงเดินเข้าไปกอดเขาหนึ่งครั้งเช่นกัน ทันทีที่ร่างกายของผมแนบกับรุทอน ผมก็เกิดอาการขนลุกซู่ไปทั้งตัว รุทอนกอดผมแน่นเหมือนกำลังส่งมอบอะไรบางอย่างให้กับผม มันเหมือนมีกระแสไฟฟ้าเล็กๆ ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
“ผมขออวยพรให้คุณ เป็นทุกสิ่งตามที่คุณเป็น” เขาพูดขึ้นหลังจากกอดผม
“ครับ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกอย่าง” ผมก้มหัวเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ
เราสามคนเดินออกจากห้องเพื่อไปยังลานจอดยานทันที ผมเดินตามเฮปเฟเหมือนเป็นคู่หูที่ต้องดูแลกันและกัน
“ตอนนี้ได้เวลาแล้วหรือครับ” ผมแอบกระซิบถามเฮปเฟเบาๆ
“ที่จริงยังไม่ถึงเวลาหรอก น่าจะเหลืออีกราวๆ หนึ่งชั่วโมงน่ะครับ” เฮปเฟหันมาตอบ
“อ้าว! แล้วทำไมถึงออกก่อนเวลาขนาดนี้ละครับ”
“มีสองเหตุผลครับ คือ หนึ่ง ท่านรุทอนสั่งให้ผมออกมาบินก่อนเวลาเพื่อทำความคุ้นเคยกับการบินแบบมีผู้โดยสาร เพราะหากเราออกเดินทางไปที่ประตูในเวลาที่มันเปิดเลยนั้น ผมอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับการบินแบบที่มีผู้โดยสารอยู่ ซึ่งถ้าถึงเวลานั้นหากมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น มันอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ทันเพราะเวลาที่ประตูเปิดมีเพียงไม่กี่นาที ดังนั้นในช่วงนี้ผมต้องไปบินทดสอบรอบโลกในความเร็วที่ต่างกันสัก 2-3 รอบ ก่อนจะไปรอที่ประตูหมายเลข 16 และเหตุผลที่สองคือ ท่านรุทอนต้องการให้คุณได้เห็นสภาพโดยรวมของดาวโลกทึงร่าก่อนที่คุณจะกลับ คุณต้องการจะไปที่ไหนบอกผมได้เลยนะครับ”
“เอ่อ…เราคุยกันไม่ได้ระหว่างการบินไม่ใช่หรือครับ”
“ใช่ครับ แต่หากเป็นการบินแบบช้าๆ ผมคิดว่าไม่เป็นไรครับ เพราะถ้าสมาธิของผมเกิดหยุดลงกลางคัน ยานก็จะยังไม่ได้รับความเสียหายอะไร คุณจะสามารถสนทนากับผมได้สองช่วงคือ ขณะที่ยานหยุดอยู่นิ่งๆ ไม่ว่าจะลอยอยู่บนอากาศหรือจอดอยู่บนพื้น และขณะที่ยานกำลังบินแบบช้าๆ ครับ”
“แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรครับว่ายานบินช้าแค่ไหนถึงจะคุยได้”
“เดี๋ยวขณะที่บินอยู่ ถ้าผมพร้อมผมจะบอกกับคุณครับ”
ผมเดินขนาบเฮปเฟไปจนถึงยาน เมื่อเราทั้งสองอยู่ห่างจากยานเพียง 1 เมตรเขาก็หยุด จากนั้นเขาก็ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวจนเกือบชิดกับตัวยาน แล้วก็ใช้ปลายด้านหนึ่งของคทาแตะตรงส่วนที่เป็นปีกทรงกลมของยาน ทันทีที่คทาสัมผัสกับตัวยาน ประตูด้านข้างก็เปิดออก เฮปเฟก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วมุดหายเข้าไปในตัวยาน
“เชิญครับ” เขาเรียกให้ผมตามเข้าไป
ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปในยาน ผมลองเอามือสัมผัสผิวด้านนอกดู มันทั้งลื่นและเงาแวววาวเหมือนถูกขัดด้วยน้ำยาเคลือบสีรถยนต์ชั้นดี สีของเนื้อทองคำรอบตัวยานนั้นดูสุกปลั่งเหลืองอร่ามไปทั้งลำ ผมลองเอามือตบที่ยานเบาๆ เท่าที่สังเกตความรู้สึก มันมีเสียงแน่นๆ เหมือนกับ<ตบลงไปบนก้อนหินก้อนใหญ่ๆ
“เหมือนว่ามันตันเลยนะครับ” ผมถามเฮปเฟหลังจากที่ม<ุดเข้าไปในตัวยานแล้ว
“ใช่ครับ ยานลำนี้มีช่องว่างเฉพาะตรงส่วนของห้องโดยสารนี้ กับส่วนที่ใช้ติดตั้งวัตถุธาตุและกลไกที่อยู่ภายใต้ฐานทรงกลมด้านในนี้เท่านั้น นอกนั้นเป็นโลหะทองคำหล่อแบบตันๆ เลยครับ”
“โอ้โห! อย่างนี้มันก็หนักมากเลยน่ะสิครับ”
“ใช่ครับ หนักมากๆ ยานลำนี้ใช้ทองคำน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 42,400 กิโลกรัม นั่นเท่ากับว่าตัวยานลำนี้เกือบจะตันทั้งหมด”
“โอ้โห! หนักขนาดนี้ทำไมมันถึงบินได้เหมือนไม่มีน้ำหนักเลยล่ะครับ” ผมถาม
“น้ำหนักไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับการเคลื่อนที่ครับ เพราะในสภาวะการปลอดสนามพลังงานใดๆ ของทุกอย่างจะมีน้ำหนักเท่ากับศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นขนนกหนึ่งก้านหรือก้อนหินขนาดเท่าบ้านมันก็หนักเท่ากัน”p>
เมื่อผมเดินเข้าไปภายในตัวยาน ที่จริงต้องเรียกว่ามุดเข้าไปมากกว่าเพราะด้านในของยานนี้เล็กและแคบมากๆ ข้างในนี้ไม่สามารถยืนได้ มันมีพื้นที่ไว้สำหรับนั่งเท่านั้น สิ่งที่ผมเห็นเป็นสิ่งแรกเมื่ออยู่ข้างในนี้คือแป้นหินทรงกลมสีขาว เนื้อหินมีลักษณะเกือบใสคล้ายกับผลึกคริสตัล ผิวหน้าถูกขัดจนเรียบเป็นมันตั้งอยู่ตรงกลางยาน ขนาดของมันกว้างประมาณ 80 ซม. ตรงกลางของแป้นนี้มีช่องเล็กๆ อยู่สองช่องห่างกันกันประมาณ 20 ซม. ด้านซ้ายขวาของแป้นหินมีที่นั่งแบบมีพนักพิงขนาดเล็กอยู่สองตัว โดยทั้งสองตัวหันหน้าไปคนละทาง คือตัวหนึ่งหันไปทางซ้าย อีกตัวหนึ่งหันไปทางขวา ลักษณะการนั่งจึงดูแล้วเหมือนว่าเราหันด้านข้างเข้าหากัน โดยหันด้านขวาเข้าหาแป้นหิน เก้าอี้ทั้งสองตัวนี้ทำจากโลหะทองคำมันวาวเช่นกันและเหมือนมันจะถูกหล่อเป็นชิ้นเดียวกันกับตัวยานไปเลย ด้านในของเก้าอี้บุด้วยผ้านุ่มๆ คล้ายผ้าสักหลาดสีแดง
“เชิญครับ” เฮปเฟชี้ไปที่เก้าอี้อีกตัวที่อยู่ตรงข้ามกับเขา
“ครับ”
เมื่อผมนั่งลงที่เก้าอี้เรียบร้อย มือของผมก็ควานหาเข็มขัดใต้ที่นั่งโดยอัตโนมัติ แต่ไม่เจออะไรทั้งสิ้น ผมจึงเอี้ยวตัวเพื่อมองหาจากด้านหลังของเก้าอี้ แต่ก็ไม่พบอะไรอีกเช่นกัน มีแต่พนักพิงผิวทองคำเรียบๆ เท่านั้น
“ไม่มีเข็มขัดนิรภัยหรือครับ”
“ไม่มีครับ เราไม่จำเป็นต้องใช้หรอกครับ”
“จริงหรือครับ ยานที่บินด้วยความเร็วสูงขนาดนี้ไม่มีเข็มขัดนิรภัยได้อย่างไรครับ ผมว่ามันอันตรายนะครับ”
“พวกเราไม่ต้องใช้หรอกครับ เพราะเมื่อยานเคลื่อนที่มันจะอยู่ในสภาวะของความไร้กฎเกณฑ์ ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีอะไรเหมือนกับที่เป็นอยู่เวลานี้”
“จริงหรือครับ” ผมพูด
จากนั้นผมก็กวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ อีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นในนี้เป็นโลหะทองคำผิวมันวาว ทั้งผนัง พื้น และเพดาน มันเรียบเนียนต่อเนื่องกันหมด และไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่ามันคือยานบิน
“ยานนี้ไม่มีจอหรือปุ่มอะไรเลยหรือครับ”
“ไม่มีครับ ทุกอย่างเราบังคับด้วยคทาอันนี้อันเดียว”
เมื่อเฮปเฟพูดจบเขาก็ยกคทาขึ้นมาและเสียบมันลงไปที่ช่องใกล้ตัวเขา ทันทีที่คทาอยู่ในตำแหน่งของมัน แป้นหินที่อยู่ตรงกลางยานก็สว่างเรืองแสงขึ้นมาทันที ในเวลาเดียวกันประตูก็ค่อยๆ ปิดลงจนทำให้ภายในยานนี้มืดเกือบจะสนิท เหลือแต่เพียงแสงสลัวๆ ที่เกิดจากการเรืองแสงของแป้นหินนี้เท่านั้น
“เราพร้อมแล้วครับ” เฮปเฟพูดเหมือนไม่ได้ต้องการพูดกับผม
ผมนึกไม่ออกเลยว่าเราจะสามารถบินไปได้อย่างไรโดยไม่ชนกับอะไร เพราะทุกอย่างดูทึบตัน ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการขับเคลื่อน ไม่มีจอมอนิเตอร์ที่จะทำให้เราเห็นสภาพภายนอก ไม่มีเข็มทิศหรือปุ่มกดอะไรสักอย่าง มันไม่มีอะไรที่ดูเป็นยานบินความเร็วสูงได้เลย ท่านั่งของผมและเฮปเฟก็ดูเหมือนนั่งบนโต๊ะกินข้าวมากกว่าที่จะเป็นท่านั่งสำหรับการบิน
“คุณเฮปเฟครับ คุณแน่ใจหรือครับว่าพร้อมแล้ว” ผมรีบถามก่อนที่จะไม่ได้ถามp>
“พร้อมครับ พร้อมแน่นอน” เขาตอบ
พอพูดจบเขาก็เอื้อมมือไปกำด้านบนของคทา ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นภายในตัวยานที่แต่เดิมมืดสลัวๆ ก็เริ่มสว่างขึ้นๆ และในไม่กี่อึดใจ ผนัง พื้น และเพดานของยานที่แต่เดิมเป็นเพียงโลหะขัดมันที่ทึบตันก็เริ่มมีลักษณะใสขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็ใสเหมือนกระจก ใสจนสามารถมองเห็นทุกอย่างที่อยู่ภายนอกได้อย่างชัดเจน ผมสามารถมองเห็นรุทอนซึ่งยืนห่างจากยานประมาณ 20 เมตร สามารถเห็นพื้นลานจอด เห็นท้องฟ้า เห็นทุกสิ่งทุกอย่างแบบรอบทิศทาง
“ว้าวๆ เกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย” ผมประหลาดใจ
“ตอนนี้โลหะทองคำได้ถูกเร่งอนุภาคด้วยความถี่สูงสุดจนเกิดเป็นแสงสว่างจ้าแล้วครับ” เขาบอก
“แต่ภาพที่ผมเห็นข้างนอกตอนนี้มันไม่ได้สว่างจ้ามากอย่างที่ผมเคยเห็นเลยนี่ครับ”
“ใช่ครับ ถ้าเรามองจากด้านในนี้เราจะเห็นเป็นภาพปรกติครับ”
“แสดงว่าเราพร้อมที่จะบินแล้วใช่ไหมครับ”
“ใช่ครับ”
“แล้วทำไมถึงไม่มีเสียงอะไรเลยล่ะครับ ไม่มีการสั่นสะเทือน ผมว่ามันนิ่งเงียบเหมือนยังไม่ได้ติดเครื่องด้วยซ้ำ”
“ยานของเราใช้เพียงกลไกของวัตถุธาตุผสมผสานกับการทำงานของอำนาจจิต ดังนั้นคุณจึงไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนใดๆ ไม่มีเสียงการทำงานของเครื่องยนต์อะไรทั้งสิ้น”
“เราจะลอยตัวแล้วนะครับ” เฮปเฟให้สัญญาณ
และช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็มาถึง ยานลำนี้ค่อยๆ ลอยตัวสูงขึ้นๆ จนทำให้ผมเห็นอาคารที่เป็นลานจอดนี้เล็กแค่ฝ่ามือ ตอนนี้ภาพที่ผมเห็นคือ ผมกับเฮปเฟนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยมีแป้นหินทรงกลมอยู่ตรงกลาง นอกนั้นไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ทุกอย่างใสกระจ่าง ผมสามารถมองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้รอบด้านเหมือนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ลอยได้
“ไปไหนกันก่อนดีครับ” เขาถาม
“ผมขอไปพบกับโคฮารุ ภรรยาของผมหน่อยได้ไหมครับ” ผมแสดงความจำนงทันที
“ได้สิครับ แต่เราจะไม่ลงจอดนะ ผมคงได้แค่ลอยอยู่ด้านบนเหนือที่“`
การจากลากับโคฮารุครั้งนี้คงบีบหัวใจน่าดูนะครับ ยิ่งมองลงมาจากที่เธอยืนอยู่เท่านั้น”
“ได้ครับ เท่านั้นก็ได้ครับ”
พอเขาพูดจบ จากที่ลอยตัวสูงอยู่เหนือภูเขา ทันใดนั้นยานก็ลอยลงมาถึงเชิงบันไดด้านล่าง โดยใช้เวลาแค่อึดใจเดียวเท่านั้น ลักษณะยานที่ใสเหมือนไม่มีอะไรกั้นแบบนี้ ทิมจะหาเธอเจอไหมนะ? รอติดตามบทต่อไปนะครับคุณผึ้ง!การลงมา ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกว่ามันเร็วมาก แต่มันก็มีความนุ่มนวลเงียบนิ่งอย่างที่สุด ไม่มีอาการวูบเสียวอันเนื่องจากการขึ้นลงเลยแม้แต่น้อย หลังจากที่ยานมาลอยนิ่งอยู่เหนือกลุ่มคนที่มายืนออกันตรงเชิงเขาราวๆ 30 เมตร ผมก็รีบเพ่งมองลงไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นทันที พวกเขาทุกคนต่างไชโยโห่ร้องแสดงความยินดีที่ยานของเราลงมาหา ทุกคนต่างโบกไม้โบกมือขึ้นมา ผมเอี้ยวตัวไปมาซ้ายทีขวาทีเพื่อกวาดสายตาค้นหาโคฮารุ