๘๔.
เกมส์การจัดสรร
“ไม่เป็นไร ถามมาได้เลย ไม่มีเรื่องไหนในจักรวาลที่ไม่เป็นสาระ”
“คือเมื่อวานผมกับโคฮารุรู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราทั้งสองคน คือเหมือนกับทุกอย่างได้ถูกวางแผนมาล่วงหน้า มันมีความประจวบเหมาะของทุกอย่างโดยบังเอิญ คือผมไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการของมัน เพราะผมรู้ว่าทุกอย่างไม่มีความบังเอิญผมถึงได้สงสัยว่าอะไรกำหนดมันครับ” ผมถาม
“อ๋อ! เรื่องแบบนี้ ถ้าคิดแบบตื้นๆ ก็จะดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นความโชคดีที่ประจวบเหมาะ แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้ง คิดด้วยความเข้าใจในกระบวนการที่พวกเราเป็นกัน คุณจะรู้ว่าคุณเองนั่นแหละที่เป็นผู้กำหนด แล้วก็ไม่ได้กำหนดล่วงหน้านานด้วยนะ คุณกำหนดกันแบบนาทีต่อนาทีเลยทีเดียว”
“ผมสาบานได้ว่าผมไม่ได้กำหนดครับ ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะผมไม่รู้อะไรเลย” ผมแย้ง
“มันไม่ใช่ตัว “จิตสำนึก” ของคุณที่เป็นผู้กำหนด “จิตวิญญาณ” ของคุณต่างหากที่เป็นผู้กำหนด ถ้าคุณมีอุปกรณ์อะไรสักอย่างที่สามารถตรวจจับการสนทนากันของเหล่าจิตวิญญาณที่ประจำอยู่ในตัวคุณและคนอื่นๆ ที่แวดล้อมตัวคุณ คุณก็จะเห็นว่าพวกเขากำลังร่วมกันเล่นเกมส์การจัดสรรสถานการณ์ที่จะเกิดกับคุณและเพื่อนของคุณกันอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว พวกจิตวิญญาณเหล่านี้เขาจะกำหนดกันเอง ตกลงกันเอง เมื่อกำหนดแล้วก็มารอดูสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อหน้าพวกเขาอย่างบันเทิงเริงใจ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาจะทำอะไรกับคุณบ้าง บางทีก็อาจจะมีการเปลี่ยนแผนบ้าง หากจิตสำนึกของคุณเกิดเปลี่ยนใจไม่ทำตามทิศทางที่เขาวางไว้ บางทีก็มีการเลื่อนแผนให้ยาวออกไปหรือสั้นเข้ามาเพื่อความสนุกและความสมบูรณ์แบบ”
“และเนื่องจากที่นี่เป็นโลกที่จิตวิญญาณมีความอิสระ คือเป็นโลกที่ไร้พันธกรรม ไร้พันธสัญญาใดๆ และเป็นโลกที่อุดมไปด้วยความสุข พวกเขายิ่งสนุกสนานกันใหญ่ เปรียบเสมือนว่าเขาจะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องพะวงกับพันธกรรมที่ติดค้างกับดวงจิตดวงนั้นเลย ซึ่งถ้าหากยังมีพันธกรรมติดค้างอยู่มันอาจจะทำให้บทเรียนของเจ้าของจิตสำนึกนั้นผิดเพี้ยนไป และแน่นอนการกำหนดสถานการณ์จากจิตวิญญาณของคุณนั้นย่อมจะนำมาแต่สิ่งที่ดีๆ นำมาแต่สิ่งที่พิเศษสุดมอบแด่คุณ จะไม่มีสถานการณ์ไหนอีกแล้วที่จะเป็นเหตุการณ์ร้าย จะไม่มีอุบัติเหตุ จะไม่มีการลงโทษ จะไม่มีการทำให้เสียใจ จะไม่มีการทำให้คุณผิดหวังโดยเด็ดขาด เพราะคนที่มาอยู่ที่นี่ไม่มีใครจะต้องสำนึกในความผิดอะไรอีกต่อไป ทุกคนเคยผ่านสมรภูมิที่หนักที่สุดมาหมดแล้ว”
“ในทำนองเดียวกันกระบวนการนี้ก็ถูกนำไปใช้ที่ดาวโลกไกอาของคุณด้วย แต่รูปแบบจะออกมาตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เช่น เขาจะพยายามทำสถานการณ์ให้เป็นความผิดพลาด ความผิดหวัง ความพลัดพราก ความเสียใจและความทุก้”
“ไหนคุณบอกว่าจิตวิญญาณของเรามีแต่ความรักไง ทำไมถึงสนุกกับการทำให้เราทุกข์ล่ะครับ” ผมถาม
“มันเป็นความประสงค์ของจิตวิญญาณของคุณทุกคน เขาต้องการให้เป็นเช่นนั้น เขาต้องการให้คุณเกิดการสำนึก”
“ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ครับ”
“เขาพยายามทำทุกอย่างด้วยความรัก” รุทอนพยายามอธิบายต่อ
“ถ้าทำด้วยความรัก…ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่เลยครับ มีด้วยหรือทำให้ทุกข์ทรมาน ทำให้ผิดหวังเสียใจด้วยความรัก ผมรู้สึกว่าคนที่ทำอย่างนั้นเขาน่าจะทำด้วยความชิงชังมากกว่า”
“ในโลกที่อุดมด้วยเงื่อนไขเพื่อการยกระดับจิตสำนึก การได้เผชิญกับสถานการณ์ที่ยิ่งมีความยากลำบากเท่าไหร่ก็ยิ่งเกิดคลื่นความถี่ด้านบวกที่สูงมากเท่านั้น และแน่นอนเมื่อมันยาก มันก็ต้องเกิดความผิดพลาด เช่น ตัดสินใจผิด ทำผิด ทีนี้เมื่อเกิดเป็นความผิดแล้ว จิตวิญญาณ ของคุณก็ต้องทำหน้าที่นำพาตัวคุณไปรับผลของการกระทำต่างๆ เหล่านั้นอีก ซึ่งมันก็จะเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนอยู่พอสมควรที่จะสร้างสถานการณ์ในทำนองเดียวกันให้กลับมาเกิดกับตัวคุณอีกครั้ง เพื่อทำให้คุณสำนึกว่าตัวเองเคยทำแบบนี้กับคนอื่น และหากเกิดกับตัวเองบ้างจะรู้สึกอย่างไร”
“ส่วนที่คุณไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ทำด้วยความรักนั้น คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่าความรักที่จิตวิญญาณมีให้กับตัวคุณนั้นมากแค่ไหน ซึ่งถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพคงต้องเปรียบเทียบกับความรักระหว่างพ่อแม่ที่มีให้กับลูกอีกเช่นเคย เพราะมันเป็นตัวอย่างความรักบริสุทธิ์แบบเดียวที่พวกคุณเคยมีประสบการณ์ พ่อแม่จะไม่ทำโทษคุณด้วยความชิงชังหรือแค้นเคืองอย่างแน่นอน แต่เขาตั้งใจจะลงโทษคุณเพราะต้องการให้คุณกลับใจได้มากกว่า”
“ผมจะยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจดังนี้ สมมุติว่าคุณเป็นพ่อและมีลูกชายคนหนึ่ง วันหนึ่งคุณเกิดจับได้ว่าเขาแอบขโมยเงินของคุณแบบมีหลักฐานคาหนังคาเขา คุณคิดว่าคุณจะทำอย่างไรกับเขา?” เขาถาม
“ลงโทษเพื่อไม่ให้เขาทำอีกครับ” ผมตอบ
“แต่เมื่อคุณลงโทษเขาแล้ว และเขาก็สัญญากับคุณว่าจะไม่ทำอีก แต่สุดท้ายคุณก็ยังคงเห็นว่าเขาแอบขโมยเงินคุณซ้ำแล้วซ้ำอีกคุณจะทำอย่างไร”
“ก็ลงโทษอีกครับ” ผมตอบ
“ก็ในเมื่อการลงโทษมันใช้ไม่ได้ผล คุณยังจะใช้วิธีการเดิมๆ อยู่อีกหรือครับ”
“อืม…นั่นสิ แล้วต้องทำอย่างไรครับ?
“การจะทำให้เขาเกิดสำนึกได้ว่าการขโมยของของคนอื่นนั้นไม่ดีอย่างไร คุณจะต้องให้เขามีประสบการณ์การถูกขโมยดูบ้าง ดังนั้นพ่อที่รักลูก มุ่งหวังอยากให้ลูกเป็นคนดี จึงจำเป็นต้องทำให้เขาได้เจอกับสถานการณ์การถูกขโมยดูบ้าง พ่อคนนั้นอาจจะไปนัดแนะกับเพื่อนหรือคนรู้จักคนอื่นๆ เพื่อวางแผนการนั้น และเมื่อถึงวันที่ทุกอย่างพร้อม พวกเขาจึงช่วยกันลงมือ ดังนั้นผลที่เกิดกับลูกของคุณจึงต้องออกมาเป็นความสูญเสีย ความเศร้า ความเสียดาย เป็นต้น ซึ่งแน่นอนคนที่เป็นลูกย่อมรู้สึกเป็นทุกข์อย่างแน่นอน”
“และเมื่อลูกคนนั้นเริ่มเกิดการสำนึกผิดอย่างแท้จริง ไม่ว่าเขาจะสำนึกมันด้วยสถานการณ์ใดก็ตาม สถานการณ์นั้นก็จะไม่เกิดขึ้นกับเขาอีกต่อไป เพราะพ่อได้เห็นแล้วว่าเขาสำนึกผิด ผมมีความลับจะบอกกับคุณข้อหนึ่ง คือทันทีที่ลูกคนนั้นทำผิด เขาอาจจะไม่จำเป็นต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ (กรรม) ตามที่พ่อของเขาวางแผนไว้เลยก็ได้ หากการสำนึกในความผิดนั้นเกิดขึ้นมาได้ก่อนและเขาก็ยอมสารภาพความผิดนั้นกับพ่อแล้วสัญญาว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีก ซึ่งจะทำให้แผนการที่วางไว้นั้นถูกยกเลิกไปในทันที”
“ก็ดีสิครับ เท่ากับทำผิดแล้วไม่ต้องรับผลกรรม” ผมพูด
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนคนนั้นก็ต้องได้รับการพิสูจน์ว่าเขาสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจแล้วจริงๆ”
“การพิสูจน์คือเขาต้องเจอกับสถานการณ์ล่อใจให้ต้องขโมยเงินซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าพ่อจะแน่ใจว่าเขาไม่ทำอีกแล้ว”
“แต่น่าเสียดายที่คนส่วนมากสำนึกผิดแค่เพียงปาก เมื่อเขาเจอกับสถานการณ์แห่งการพิสูจน์ตัวเอง เขาก็มักจะกลับไปทำผิดอีก และแผนการต่างๆ ก็จะต้องถูกนำกลับมาใช้อีกอยู่ดี”
“จากการสมมุติเหตุการณ์นี้ คุณพอจะนึกออกหรือยังว่า จิตวิญญาณของคุณได้ทำอะไรกับพวกคุณ และที่พวกเขาทำนั้นทำเพื่ออะไร ในเหตุการณ์เกือบจะทั้งหมดในชีวิตของพวกคุณล้วนแล้วแต่มีจิตวิญญาณของคุณเองเป็นผู้กำหนดและชักนำอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น”
“อ้าว! แล้วเหตุการณ์ประเภทความสมหวังต่างๆ ในชีวิตที่เกิดขึ้นปนอยู่กับความผิดหวังล่ะครับ มันก็มีอยู่เหมือนกันนี่”
“ใช่ มันจะแทรกอยู่ทุกช่วงเวลาแห่งการดำเนินชีวิตคุณ เหตุการณ์ความสมหวังนี้จิตวิญญาณของคุณแค่สร้างมันขึ้นมาเพื่อให้คุณได้ลิ้มลองรสชาติว่าความรู้สึกดีนั้นมันดีขนาดไหนเท่านั้น ถ้าคุณลองสังเกตดีๆ ความสมหวังเหล่านั้นไม่ได้ยั่งยืนอะไรเลย มันเกิดขึ้นเพื่อรอเวลาที่จะได้พบกับความผิดหวังรอบใหม่ มันเป็นเพียงการทำให้มีประสบการณ์ทั้งสองด้านด้วยตัวเองมากกว่า ซึ่งผิดกับที่นี่ที่ทุกอย่างจะเป็นอย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดไป”
“ในโลกของคุณเรียกสถานการณ์ที่สมหวังนี้ว่า “ผลบุญ” ซึ่งเหมือนกับการได้รับรางวัลแบบชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่ใช่การรับแบบถาวร เพราะเขารู้ดีว่าจิตสำนึกของทุกคนบนโลกยังมีผลกรรมต้องชำระกันอีกมากมาย” รุทอนพูด
“ผมจะบอกความจริงอีกอย่างหนึ่งคือ ที่ดาวโลกทึงร่าแห่งนี้ไม่มีมนุษย์คนไหนมาที่นี่เพื่อมารับ “ผลบุญ” เพราะคำว่าผลบุญนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของยังคงต้องการผลของมันอยู่ ซึ่งมันก็ยังมีเศษเสี้ยวของน้ำหนักมวลทางพลังงานติดกับดวงจิตวิญญาณนั้นอยู่ดี การได้รับผลบุญจึงมีเฉพาะที่ดาวโลกไกอาและโลกสวรรค์ที่พวกคุณจำลองขึ้นมาเท่านั้น ผู้ที่จะมาดาวโลกทึงร่านี้ได้ ดวงจิตวิญญาณจะต้องใสสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากอณูทางพลังงานใดๆ นั่นหมายความว่าทุกสิ่งที่เขาทำ เขาจะต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ไม่หวังแม้กระทั่งการได้รับผลบุญ การทำความดีของเขาจะต้องทำด้วยจิตสำนึกที่ตระหนักรู้อยู่เสมอว่า ทำเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ทำเพราะว่ามันสมควรทำ ทำเพราะมันคือคุณสมบัติที่ดีของตัวเอง”