๗๒.
จบบริบูรณ์
๗๒. จบบริบูรณ์
“นั่นแหละ ความรู้สึกคือภาษาของจิตวิญญาณที่กำลังพยายามแสดงภาพที่คุณสามารถเข้าใจได้ สถานที่แห่งนี้คือที่ที่จิตวิญญาณของคุณปรารถนาจะมา มันเป็นที่ที่จะทำให้คุณพ้นจากเรื่องราวทั้งปวง มันเป็นที่สุดท้ายที่เราทุกคนจะได้มาเจอกัน บอกเล่าประสบการณ์ของกันและกัน ชื่นชมกันและกัน กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งอย่างมีความสุข และผู้ที่กำหนดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็คือจิตวิญญาณของคุณเอง”
“คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า “และแล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุข…ตลอดไป” ไหม” เขาถาม
“เคยครับ เคยได้ยินบ่อยในตอนจบของนิทานตอนเด็กๆ ทำไมหรือครับ” ผมถาม
“คุณฟังประโยคนี้แล้วคุณรู้สึกอย่างไร”
“อืม…รู้สึกปลอดโปร่ง รู้สึกว่าต่อไปนี้ทั้งคู่จะไม่ต้องเผชิญกับเรื่องราวร้ายๆ อะไรอีกแล้ว” ผมตอบ
“คุณคิดว่าในความเป็นจริงที่โลกของคุณมันเป็นไปได้ไหม”
“อืม!! ไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ เพราะเมื่อเขาแต่งงานกัน การมีชีวิตคู่ร่วมกันก็ย่อมจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายใจอีกอยู่ดี”
“ถูกต้อง บนโลกของคุณไม่มีคำว่าจบบริบูรณ์ ไม่มีคำว่า “และแล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุข…ตลอดไป” แต่สำหรับที่นี่มันเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า ตลอดไป มันมีความหมายเช่นนั้นจริงๆ นั่นคือ ความเป็นนิรันดร์”
“ที่ผมพูดถึงประโยคนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า แท้ที่จริงแล้วดวงจิตวิญญาณทุกๆ ดวงนั้นปรารถนาการจบบริบูรณ์ การจบแบบมีความสุข และความสุขนั้นจะต้องคงอยู่เป็นนิรันดร์ด้วย นี่คือความรู้สึกจากจิตใต้สำนึกของนักวรรณศิลป์ทั่วโลกที่ถ่ายทอดออกมาเหมือนกันอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาใส่ประโยคนี้ไว้ในทุกๆ เรื่องที่เขาแต่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกความหมายอะไรบางอย่าง มันอาจจะเป็นประโยคคลาสสิกที่บางคนฟังแล้วเฉยๆ อาจจะเป็นเพราะความเคยชินหรือไม่เคยใส่ใจมันก็ตาม แต่คุณเชื่อผมเถอะว่าความรู้สึกนี้คือที่สุดของที่สุดของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีความปรารถนาอื่นใดอีกแล้วที่มากไปกว่านี้ มันเป็นเป้าหมายสูงสุดของดวงจิตทุกดวงบนโลกของคุณ” เขาอธิบาย
“โอ้โห! คำพูดของคุณทำให้ผมรู้สึกตื้นตันขึ้นมาทันที แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมาจากประโยคที่ผมเคยฟังมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยครั้งในชีวิต” ผมพูด
“ไม่ว่าคุณจะพยายามแสวงหาความหมายของชีวิตจากแหล่งข้อมูลใด คุณจะสามารถพบมันได้จากทุกทุกที่หากคุณเข้าใจกระบวนการของมัน” เขาพูด
“เข้าใจกระบวนการ!! กระบวนการอะไรอีกหรือครับ”
“กระบวนการของมันทั้งหมดก็คือ การที่พวกเราทุกคน (ทุกดวงจิต) นั้นมาจากที่เดียวกัน มาจากดินแดนที่ไร้รูปธรรม มีแต่ดวงจิตล้วนๆ มีแต่ความรู้สึกถึงตัวตนล้วนๆ เป็นที่อยู่ของผู้ที่ให้กำเนิด หรือดวงจิตดวงใหญ่ หรือพระเจ้า ตำแหน่งพิกัดของดินแดนแห่งนี้คือนอกเอกภพ มันอยู่นอกกฎเกณฑ์ของพื้นที่และเวลา หรือที่คุณเรียกว่า แดนสุญญตา
เนื่องจากดาวโลก (ไกอา) คือห้องเครื่องของการขับเคลื่อนจักรวาลและเอกภพทั้งระบบ พวกคุณทุกคนจึงขันอาสาลงไปทำงานที่นั่น ซึ่งการทำงานจะต้องมีแผนการที่วางไว้ร่วมกัน เพราะการกำเนิดพลังในการขับเคลื่อนจักรวาลจะต้องอาศัยจิตสำนึกของมนุษย์ที่อยู่ที่นั่นช่วยกันขับเคลื่อน แต่ถ้าคนที่ลงไปอยู่ในนั้นรู้ว่าตัวเองว่าเป็นใคร ไปทำอะไร เพื่ออะไร ทุกอย่างก็จะเป็นโมฆะ จะไม่เกิดพลังงานจากจิตสำนึกที่แท้จริง การวางแผนร่วมกันจึงเกิดขึ้น ซึ่งในการวางแผนนี้เองที่เป็นบทบาทสำหรับทุกคนที่จะต้องมาแสดงต่อกัน แล้วก็ต้องแสดงให้สมจริงด้วยมันถึงจะเกิดพลังงาน แต่เมื่อทุกคนลงไปทำงานและอยู่ในสภาวะแห่งการลืม ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกันว่าจะรักกันให้ได้แม้ว่าบทบาทนั้นจะยากเย็นสักเพียงใด”
“เดี๋ยวนะครับๆ ที่คุณพูดมาทั้งหมดไม่เห็นจะเกี่ยวกับอะไรกับเรื่องของกระบวนการเลยครับ” ผมถามแทรกเพราะกลัวจะไปไกล
“เกี่ยวสิ นี่แหละคือกระบวนการ แต่ว่าคุณต้องเข้าใจมันตั้งแต่ต้นก่อน ใจเย็นๆ ครับ”
“ครับ”
“เมื่อทุกคนอยู่ในสภาวะแห่งการลืมและปฏิบัติต่อกันด้วยความชัง ไม่สามารถทำตามบทบาทที่เคยตกลงกันได้ มันจึงเกิดเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ทับซ้อนของเก่าเข้าไป ผลที่ออกมาคือ เงื่อนไขเก่าก็ไม่บรรลุผลแถมยังมีเงื่อนไขใหม่ผูกเข้ามาอีก จิตวิญญาณก็เลยต้องเวียนตายเวียนเกิดกันอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องนี้ได้สักที จะมีบ้างก็บางคนซึ่งมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณทั้งหมดของคนที่ขันอาสา และเมื่อเขากลับขึ้นมาได้ สภาวะแห่งการจำได้จึงจะกลับมา และสถานที่ที่กลับออกมาเพื่อรอคอยคนอื่นๆ ก็คือที่นี่”
“เอาล่ะ และนี่คือสิ่งที่ผมกำลังต้องการจะบอกกับคุณ เมื่อเราเข้าใจกระบวนทั้งหมดแล้ว ในบรรดาคนที่รอคอยการกลับมาของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อยู่นั้น ทุกคนต่างส่งแรงใจ แรงความคิดที่พวกคุณเรียกมันว่า การดลใจบ้าง การบันดาลใจบ้าง ไปยังคนที่เคยเป็นกลุ่มเงื่อนไขเดียวกัน เพื่อจะบอกเล่าหรือย้ำเตือนให้รีบกลับออกมา และนี่คือที่มาของข้อมูลแห่งความหมายของชีวิตที่มักจะถูกส่งไปให้กับทุกๆ คน ไม่จำกัดเฉพาะกับนักบวชหรือผู้นำทางจิตวิญญาณ มันถูกส่งไปยังทุกๆ คนอย่างเท่าเทียมกันไม่เว้นแม้กระทั่งยาจกขอทาน หากคุณตั้งใจฟังและพยายามตีความจากมุมมองของคนที่กำลังรอคอยคุณอยู่ในที่ห่างไกล คุณจะพบว่ามันแฝงอยู่ในทุกเรื่องราวของชีวิตคุณ”
“เวลาที่พวกเราส่งความคิดไปยังพวกคุณ เนื่องจากภาษาที่เราส่งไปคือภาษาจิต หรือภาษาทางความรู้สึก สิ่งที่พวกคุณได้รับจึงต้องทำความเข้าใจด้วยความรู้สึกเช่นกัน บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกเสียวๆ แปลบๆ ในใจ รู้สึกหดหู่ รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ รู้สึกเดียวดายอ้างว้าง รู้สึกเสียดาย รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนโดนทอดทิ้ง บางครั้งอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า นี่เราเกิดมาทำไม เรามาทำอะไร รู้สึกไร้ค่า รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย เป็นต้น บางคนคิดว่าตัวเองเป็นโรคจึงไปปรึกษาหมอ ซึ่งหมอเองก็ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงเหมือนกัน จึงมักสรุปว่าเป็นภาวะทางจิตหรือเป็นโรคซึมเศร้า”
“อาการของความรู้สึกเหล่านี้ล้วนเกิดจากการส่งกระแสความคิดไปจากพวกเรา ไม่ต้องกังวลใดๆ มันไม่ใช่โรคที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายของคุณ ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอหรือกินยาให้ร่างกายได้รับสารพิษใดๆ เพิ่มขึ้นอีก คุณเพียงรับรู้ไว้เท่านั้นว่า นี่คือกระแสความคิดที่เร่งเร้าส่งตรงไปหาพวกคุณแต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจงเท่านั้น มันคือความต้องการจะพบเจอกันของคนที่รอคอยจากที่ที่ห่างไกล”
“เอ่อ..แล้วเราต้องทำอย่างไรครับถึงจะ….” ผมหยุด
ขณะที่ผมกำลังจะถามคำถามต่อไปกับรุทอน ผมก็เห็นแสงสว่างจ้าอยู่ด้านนอกหน้าต่าง
“เกิดอะไรขึ้นครับ” ผมตกใจเล็กน้อยกับแสงนั้น
“อ้อ! ไม่มีอะไร ยานของพวกเขาทั้งสองกลับมาแล้ว” รุทอนตอบ
“ผม…ขอออกไปดูหน่อยได้ไหมครับ” ผมพูดด้วยความตื่นเต้น
“ไปสิ”
ผมรีบเดินนำหน้ารุทอนมาที่ประตูทันที ตอนนี้ที่ด้านนอกสว่างจ้าไปด้วยแสงสีขาวจนผมต้องหรี่ตา มันสว่างอยู่นานหลายนาทีจึงค่อยๆ หรี่ลงจนปรากฏเป็นวัตถุรูปทรงจานบินสองลำจอดอยู่ห่างจากผมไปเพียงไม่กี่สิบเมตร แสงของมันค่อยๆ หรี่ลงมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีเหลืองทองสุกปลั่ง ก่อนที่จะเหลือแต่สีของเนื้อทองคำที่เงาเป็นมันในที่สุด
“พวกเขาทำได้ดีทีเดียว” รุทอนหันมาพูดกับผมหลังจากที่เห็นยานทั้งสองลำลงจอดเรียบร้อย
“ไหนคุณบอกว่าจะต้องมีผู้ช่วยสำหรับการลงจอดไงล่ะครับ” ผมถาม
“ใช่ แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว ผมให้พวกเขาลองฝึกลงจอดโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยดู และตอนนี้เขาก็ทำได้แล้ว”
“ตอนแรกผมคิดว่ายานของพวกคุณจะใหญ่กว่านี้เสียอีกนะครับ” ผมเทียบความรู้สึกที่เห็นจากระยะไกล
“ทำไมหรือ ที่คุณคิดไว้มันเป็นอย่างไร”
“อ้อ! ผมแค่คิดว่าตัวยานมันน่าจะใหญ่สักหน่อย อย่างน้อยก็สัก 5 เมตรหรือ 10 เมตร แต่นี้มันน่าจะแค่ 2 เมตรกว่าๆ เท่านั้นเอง” ผมตอบ
“ถูกต้อง ยานบินของพวกเราจะไม่ใหญ่ ที่พวกคุณเคยเห็นบางลำที่ใหญ่มากๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นยานของรูปธรรมจากกาแล็กซี่อื่น”
“แนวคิดการทำยานบินของเราคือ สร้างให้เล็กที่สุดในการใช้งานที่มากที่สุด” เขาอธิบาย
“ยังไงครับ คุณตั้งใจพูดให้ฟังดูสับสนใช่ไหมครับ”
“เนื่องจากเรามีภารกิจแค่พาตัวเราไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้น ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องขนสัมภาระอะไรติดตัวไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่ต้องขนอาหาร ไม่ต้องขนเครื่องมือใดๆ เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถสร้างยานที่เล็กที่สุดได้ ที่จริงถ้ามันสามารถเล็กกว่านี้ได้เราก็จะทำ นี่จึงเป็นที่มาของคำว่าการใช้งานที่มากที่สุด นั่นคือการสร้างขนาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการย้ายคนแค่จำนวน 1 คนหรือมากที่สุดแค่ 2 คนไปยังที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น”
“ข้อดีของการมียานลำเล็กคือสามารถเล็ดลอดสายตาของผู้คนได้ง่าย หรือเมื่อจอดที่ไหนก็หาที่หลบซ่อนกำบังได้ง่าย การขึ้นลงก็ง่าย” เขาพูดขณะที่พาผมเดินเข้าไปใกล้ยานลำแรก
พอรุทอนพูดจบ ผมก็เห็นที่ด้านข้างของยานลำหนึ่งมีช่องเล็กๆ เปิดออก ลักษณะคล้ายกับการเปิดของประตูลิฟท์ แต่ว่าไม่เหมือนเสียทีเดียวเพราะมันแทบจะไม่มีรอยต่อของประตูให้เห็นเลย คือมันเรียบสนิทเป็นเนื้อเดียวกับตัวยาน ชนิดที่ว่าหากมองด้วยตาเปล่าไม่น่าจะหาประตูเจอ ผู้ที่เดินออกมาจากยานเป็นชายหนุ่มรูปงามเหมือนกับทุกๆ คนที่ผมเคยเห็นมา ผิดกันนิดหน่อยก็คือชายคนนี้มีผิวสีเข้มดำแดง เมื่อประกอบกับโครงหน้าที่คมสัน เขาคนนี้จัดว่าหล่อคล้ายพวกอินเดียแดงในหนังคาวบอย ส่วนอีกคนซึ่งกำลังเดินตามมาจากยานอีกลำก็รูปร่างหน้าตาหล่อไม่แพ้กันแต่มีผิวขาว ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกหลังจากที่ได้เห็นพวกเขาทั้งสอง
“ผมขอแนะนำให้คุณรู้จัก ท่านนี้คือเฮปเฟครับ” รุทอนผายมือไปทางคนที่มีผิวสีเข้ม
“และท่านนี้คือฟีทัช” เขาผายมือไปทางคนผิวขาว
“สวัสดีครับทุกท่าน ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมชื่อทิมครับ”
“สวัสดีครับ พวกเราก็ยินดีที่ได้เจอคุณครับ” เฮปเฟและฟีทัชตอบขึ้นพร้อมกัน
“เราเข้าไปนั่งคุยกันข้างในดีกว่าครับ” รุทอนเชิญทุกคน
พวกเราจึงเดินเข้าไปในอาคารเช่นเดิม ชุดที่ทั้งสองคนสวมใส่อยู่นั้นเหมือนกับที่รุทอนใส่ทุกอย่าง มีหมวกทรงกรวย มีเสื้อคลุมยาวเกือบถึงพื้น แต่ที่ทั้งสองคนมีไม่เหมือนรุทอนคือเขาถือแท่งโลหะยาวประมาณหนึ่งฟุต ตรงปลายด้านหนึ่งมีรูปทรงอิสระลักษณะเป็นคลื่นๆ คล้ายตัวที เหนือขึ้นไปมีห่วงกลมรูปหยดน้ำคนละหนึ่งแท่ง ดูเผินๆ คล้ายกับไม้คทา
“สิ่งนั้นมีไว้ทำอะไรครับ” ผมถามขึ้นขณะที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวอาคาร
“อันนี้หรือครับ มันเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจิตกับกลไกการทำงานของยานครับ” เขาพูดพร้อมกับยกแท่งคทานั้นขึ้นมา
“วัตถุชิ้นนี้ทำจากโลหะทองคำบริสุทธิ์ เราจะใช้ปลายด้านหนึ่งสอดลงไปในจุดเชื่อมต่อของยานบิน และอีกด้านหนึ่งคือจุดสัมผัสที่มีลายพิมพ์จากมือของแต่ละคน ซึ่งไม่อาจใช้สลับกันได้เพราะจะทำให้การเชื่อมต่อทางจิตของเรากับกลไกในยานบินนั้นไม่สมบูรณ์”
“มันคือคันบังคับยานน่ะสิครับ” ผมพูด
“จะพูดอย่างนั้นก็ได้ แต่มันก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่ในการบังคับยาน เมื่อมันเชื่อมต่อกับยานแล้วมันก็ไม่สามารถขยับได้ การบังคับจะอยู่ที่กระแสจิตของเรามากกว่า เพียงแต่ว่าถ้าขาดแท่งคทาอันนี้เราจะไม่สามารถบังคับยานได้ก็เท่านั้น” เฮปเฟอธิบาย