๒.
หินสี่ทิศ
ภาพนั้นเป็นภาพของป่าแห่งหนึ่ง ตรงกลางภาพมีก้อนหินทรงกลมขนาดใหญ่สูงราว 3-4 เมตร จำนวน 4 ก้อน ที่รู้เพราะคำนวณจากขนาดของคนที่ยืนถ่ายรูปคู่กับมัน รูปร่างของหินเหล่านี้ค่อนข้างกลมเท่ากันและแต่ละก้อนก็จัดเรียงกันเป็นมุมสี่ทิศ โดยมีระยะห่างเท่าๆ กันทั้งสี่มุม รายละเอียดของคอลัมน์นี้คือ แนะนำแหล่งท่องเที่ยวแบบ Unseen สำหรับวัยรุ่น ชื่อว่า “หินสี่ทิศ” ที่นี่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย จังหวัดเลย เนื้อหาหลักๆ ก็พูดถึงลักษณะทั่วไป เช่น มันตั้งอยู่ที่ไหน มีขนาดเท่าไหร่ เดินทางอย่างไร และมีความเชื่อของชาวบ้านเกี่ยวกับสิ่งนี้ว่าอย่างไร
เนื้อหาของมันไม่ได้สร้างความตื่นเต้นอะไรให้ผมหรอก แต่นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมเห็นภาพภาพนี้ มันกลับมีแรงดึงดูดและมีความคิดผุดขึ้นมาในหัวว่า ผมจะต้องไปเยือนสถานที่แห่งนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต ผมรีบหยิบโทรศัพท์มาพิมพ์ข้อความถามไปในกลุ่มเพื่อนที่จะไปเที่ยวว่า
“โอ๊ต ที่บอกว่าจะไปเที่ยว 5 อุทยานนั่นน่ะ มีอุทยานอะไรบ้างนะ”
“อุทยานภูหินร่องกล้า อุทยานชาติตระการ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย และอุทยานแห่งชาติศรีน่าน” โอ๊ตพิมพ์ตอบกลับมาทันที
“งั้นฉันไปด้วยนะ” ผมพิมพ์ตอบไปแบบไร้การตรึกตรองและเหตุผลใดๆ รวมทั้งลืมเรื่องความน่าเบื่อของการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ไปหมดเลย
“เย้ๆๆๆ” โอ๊ตพิมพ์ตอบกลับมา
“เยี่ยมเลยเพื่อน ต้องให้ได้อย่างนี้สิ” สันที่อยู่ในกรุ๊ปนี้ด้วยตอบสนับสนุน
“ดีจังเลย ก็ยังคิดอยู่เลยว่า ทริปนี้จะเป็นอย่างไรถ้าทิมไม่ไป ไปกันครบแก๊งแบบนี้สิถึงจะสนุก” เกดคอมเม้นท์ต่อ ตามมาด้วยสติ๊กเกอร์แสดงความอุ่นใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราทั้งสี่คนมาเจอกันตามที่นัดหมายโดยใช้รถยนต์ของสันเป็นพาหนะ ซึ่งก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะทั้งสี่คน สันเป็นคนเดียวที่มีรถยนต์ส่วนตัว วิธีการจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายของเราคือ เอาเงินมารวมกันไว้ที่กองกลางเป็นขั้นต่ำก่อน ครั้งนี้เราเริ่มต้นที่คนละ 2,000 บาท และให้เกดเป็นคนถือเงินไว้ เวลากินอะไรจ่ายอะไร เกดจะเป็นคนจ่าย เนื่องจากเกดเป็นคนละเอียด เธอจึงจดทุกอย่างที่จ่าย พวกเราเคยบอกเกดว่า ไม่ต้องจดทุกอย่างขนาดนั้นก็ได้ เงินหมดเมื่อไหร่เราก็เอามารวมเพิ่มอีก เธอบอกว่าทำอย่างนั้นไม่เป็น เธอจะอึดอัดและทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงลงความเห็นว่า ให้เธอจัดการเรื่องเงินนี้ดีที่สุด ซึ่งดูเธอก็มีความสุขกับการได้ทำเช่นนั้น
“นี่รู้ไหม วันก่อนฉันเข้าไปดูเพจของรีสอร์ทที่ปาย ที่พวกเราเคยไปพักปีที่แล้ว ตอนนี้เขาขึ้นราคาเป็นคืนละ 1,200 แล้วนะ ปีที่แล้วเรายังพักกันแค่ 800 เอง นี่ไงฉันจดไว้” เธอพูด
เกดเอาสมุดเล่มเล็กๆ เล่มเดิมที่เคยใช้ในทริปก่อนมาเปิดดู เท่าที่ผมดู ในนั้นจะประกอบด้วยชื่อของรายการ หากเป็นที่พักก็จะมีชื่อ ราคาค่าห้องพัก เบอร์โทรศัพท์ วันที่ไปพัก พร้อมความเห็นคล้ายๆ กับการให้คะแนน โดยมีการใส่ดาวเล็กๆ ด้วยปากกาอีกสีหนึ่ง ซึ่งน่าจะไม่ใช่ดาวของโรงแรม แต่เป็นดาวที่เกิดจากความพึงพอใจส่วนตัวของเธอเองมากกว่า
“ดูสิ ร้านส้มตำป้าที่เราไปกินกันตรงหัวมุมแยกเข้าวัดจันทร์ ถูกและอร่อยสุดๆ เลยว่าไหม วันนั้นเรากินกันเต็มโต๊ะ มีไก่ย่าง ส้มตำ 3 จาน ลาบน้ำตก คอหมูย่าง ข้าวเหนียว คิดตังค์มา 330 บาทเอง” เกดพูดถึงมันอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับข้อมูลที่เธอจดไว้ในสมุด
“ที่สำคัญตอนนั้นเรากินกันตั้ง 5 คนแน่ะ” เมื่อเธอพูดประโยคนี้จบ ทุกคนในรถต่างเงียบกริบราวกับปิดสวิตช์การพูดคุย
มันเป็นช่วงเวลาแห่งสุญญากาศที่ทุกคนดูมีสีหน้าอึดอัด ผมเดาว่าพวกเขาคงไม่รู้จะพูดอะไรต่อ หรือจะเลี่ยงอย่างไรที่จะไม่พูดถึงบุคคลที่ห้าคนนี้
“ทิม ฉันขอโทษ” และแล้วเกดก็ทนความอึดอัดนั้นไม่ไหว เธอยอมรับผิดด้วยการกล่าวคำขอโทษกับผม
“เฮ้ย! ไม่เป็นไรเกด ฉันไม่ได้คิดเรื่องเธอมานานแล้ว ที่จริงฉันลืมไปแล้วด้วยซ้ำ” ผมพยายามพูดกลบเกลื่อนเพื่อให้เกดรู้สึกว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผมแล้ว และก็ไม่ใช่ความผิดของเธอด้วยที่พูดขึ้นมา
บุคคลที่ห้าที่เกดพูดถึงนี้คือแฟนเก่าของผมเอง เธอชื่อ “แจง” เธอเป็นน้องใหม่ที่เข้ามาทำงานในออฟฟิศเมื่อสองปีก่อน เธออยู่ในสายงานของผม เธอเป็นคนน่ารัก ผิวขาว ร่างเล็ก ครั้งแรกที่เราพบกันก็ดูเหมือนอะไรๆ จะเกิดขึ้นทันทีแบบที่เขาเรียกว่า “บุพเพสันนิวาส” สายตาที่เรามองกันและกันนั้น ผมคิดว่าเรามีอะไรหลายอย่างที่ตรงกัน และแค่ยันแรกของการทำงาน ผมก็ได้นั่งกินข้าวกลางวันกับเธอสองต่อสอง ซึ่งนั่นเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า “คนนี้ผมจอง”
เราสนิทกันอย่างรวดเร็ว และเพียงแค่สองเดือนความสัมพันธ์แบบคู่รักก็พัฒนาไปอย่างสมบูรณ์ ผมรักเธอมาก และเราเคยสัญญาว่าจะแต่งงานกันเมื่อเก็บเงินซื้อบ้านได้แล้ว แต่หลังจากนั้นแค่ปีเดียว เธอก็มาบอกเลิกผมด้วยเหตุผลว่า จะไปทำงานกับเพื่อนที่ออฟฟิศใหม่ที่ได้เงินเดือนมากกว่า ซึ่งผมมารู้ความจริงหลังจากนั้นไม่กี่วันว่าเธอมีคนใหม่ ผมจำได้ว่าช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิต ไม่มีเวลาไหนที่สมองของผมจะไม่คิดเรื่องของเธอกับผู้ชายคนนั้นเลย จนกระทั่งในคืนวันหนึ่ง ด้วยความอ่อนเพลียหลังจากไม่ได้นอนมาหลายคืน ผมก็ฝันว่าเธอกลับมาคืนดีกับผม
“…..”
“ฉันเสียใจนะทิม ฉันผิดไปแล้ว ยกโทษให้ฉันด้วยนะ” เสียงแจงพูดกับผมด้วยน้ำตา
“ไม่เป็นไร แค่เธอกลับมาฉันก็ดีใจแล้ว ฉันรักเธอนะ” ผมโอบกอดเธอ
“……”
ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืดพร้อมกับความสุขใจของภาพสุดท้ายในความฝัน ผมคิดว่านี่คงเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของจิตใต้สำนึกที่จะปลอบประโลมดวงจิตของผมให้ยังคงมีชีวิตอยู่ได้
ผมยังนอนนิ่งไม่ยอมลืมตาเพียงเพื่อประวิงเวลาแห่งความรู้สึกดีนี้ให้เนิ่นนานที่สุด แต่แล้วอีกใจหนึ่งก็นึกถึงความเป็นจริงที่ยากจะห้ามไม่ให้มันคิดออกมาได้ ความจริงที่เธอไปมีคนใหม่แล้ว และในช่วงเวลานั้นเองที่ผมอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ผมรู้สึกเหมือนมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมายืนอยู่ใกล้ๆ เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมไม่ได้เห็นเธอหรอกเพราะผมไม่ได้ลืมตาด้วยซ้ำ มันเป็นแค่ความรู้สึกว่ามีเธออยู่ตรงนั้น เธอพูดกับผมว่า
“ความรู้สึกตกต่ำย่ำแย่มันเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ที่ทำให้อีกด้านหนึ่ง คือความรู้สึกดีและความสูงส่งของเธอยังดำรงอยู่ได้ สิ่งหนึ่งต้องมีเพื่อให้อีกสิ่งหนึ่งคงอยู่ เธอจะรู้อย่างไรว่าความสุขเป็นอย่างไรถ้าเธอไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความทุกข์”
เมื่อสิ้นเสียงนั้น ผมก็ลืมตาขึ้นทันที ผมคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมด ทั้งความฝันที่ทำให้รู้สึกดี ทั้งความจริงที่ต้องเผชิญ และเสียงที่เพิ่งจบไป