๗๑.
กลุ่มดาวโอเรียน
“คุณน่าจะพอเข้าใจสาเหตุของการสร้างประตูเชื่อมระหว่างดาวแล้วใช่ไหมครับ” เขาถาม
“ครับ พอเข้าใจแล้วครับ”
“เอ่อ…คุณรุทอนครับ ผมมีข้อสงสัยอยู่นิดหน่อยเกี่ยวกับมหาปิรามิดทั้งสามแห่งเมืองกิซ่าบนโลกของผม ซึ่งเราได้ตั้งข้อสังเกตว่ามันมีการจงใจจัดวางให้มีตำแหน่งคล้ายกับตำแหน่งของดวงดาว 3 ดวงที่ส่องสว่างที่สุดในกลุ่มดาวโอเรียนหรือกลุ่มดาวเข็มขัดนายพราน มีปริศนาอะไรซ่อนอยู่ในเรื่องนี้เป็นพิเศษรึเปล่าครับ” ผมถาม
“มีแน่นอน แต่มันเป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกอะไรบางอย่างน่ะ” เขาตอบ
“สัญลักษณ์อะไรหรือครับ”
“มันเป็นสัญลักษณ์บอกให้พวกคุณรู้ว่า พิกัดของโลกคู่ขนานของพวกเรานั้นอยู่ตำแหน่งไหน”
“หมายความว่าดาวทึงร่าอยู่ในกลุ่มดาวโอเรียนนี้ใช่ไหมครับ”
“ใช่ แต่ที่คุณเห็นเป็นดวงดาวสว่างสามดวงเรียงกันนั้น ที่จริงมันไม่ใช่ดวงดาวนะครับ มันคือระบบสุริยจักรวาลหรือดาราจักร คุณไม่สามารถมองเห็นดาวทึงร่าได้หรอก เพราะมันไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ตำแหน่งของปิรามิดทั้งสามแห่งกิซ่านี้มีไว้เตือนใจให้พวกคุณสามารถระลึกได้ว่านี่คือตำแหน่งของเรา”
“แล้วดาวทึงร่าอยู่ในดาราจักรไหนในสามดวงนี้ครับ”
“ดวงที่สว่างที่สุดและอยู่ตรงกลางระหว่างสามดวงของเข็มขัดพรานอย่างที่คุณเรียกกันครับ”
“ผมมีคำถามอีกนิดหนึ่งครับ อย่างนี้ชาวอียีปต์โบราณก็มีความเกี่ยวข้องกับพวกคุณใช่ไหมครับ”
“แน่นอน” เขาตอบ
“หลังจากที่พวกเรามีมติให้สร้างประตูทางเชื่อมให้ครบ 360 ประตูนั้น มันคือช่วงเวลาที่ต้องส่งรูปธรรมของเราไปเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างในแต่ละจุดทั่วโลก และพื้นที่ในประเทศอียิปต์ที่คุณพูดถึงนี้คือหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกเลือกให้สร้างประตูมากที่สุด เพราะว่ามันเป็นที่โล่งกว้าง ไม่มีป่าไม้ขึ้นปกคลุม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเราก็ยังสามารถเห็นประตูเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน”
“เมื่อเราส่งคนมาเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง พวกเราจึงจำเป็นต้องมาอยู่ร่วมกันกับคนบนโลกเพื่อหาผู้ช่วย ถึงแม้ว่าวิธีการสร้างจะไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญอย่างที่พวกคุณเข้าใจ แต่มันก็ไม่ได้ง่ายดายเสียจนสามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว การที่จะให้คนเหล่านั้นมาช่วย เราต้องมีกุศโลบาย วิธีการคือเราจะส่งคนของเราไปเป็นผู้ปกครองมนุษย์โลก ทำคล้ายๆ กับที่เดอกูร่าทำนั่นแหละ แต่พวกเราจะทำด้วยความรัก ดังนั้นเหล่าประชาชนที่มาเป็นผู้ช่วยจึงรักและเทิดทูนพวกเราดุจดั่งเทพเจ้าที่คอยปกปักรักษาพวกเขา และหนึ่งในรูปธรรมที่ถูกส่งไปในดินแดนแถบนี้เป็นคนแรกๆ คือ โอซิริส เขามีความเป็นรูปธรรมลักษณะเดียวกันกับเดอกูร่า คือมีความเป็นกายภาพไม่ใช่กึ่งพลังงาน”
“มีการก่อสร้างประตูทั้งหมดในพื้นที่แห่งนี้ถึง 80 แห่ง โดยมีโอซิริสเป็นคนแรกก่อนที่จะมีคนอื่นๆ เข้าไปสลับสับเปลี่ยนกันตามวาระ ซึ่งขณะนั้นพวกเราตั้งวาระกันไว้ที่คนละ 100 ปี ซึ่งดูสมเหตุสมผลสำหรับคนบนโลกของคุณ”
“อย่างนี้ที่ผมเคยเข้าใจว่า ปิรามิดคือสุสานของเหล่าฟาโรห์ ก็เข้าใจผิดมาตลอดเลยน่ะสิครับ” ผมถามแทรก
“พวกคุณเข้าใจไม่ผิดหรอก เพราะนั่นคือกุศโลบายที่เราตั้งใจทำให้มนุษย์โลกเข้าใจเช่นนั้น เพื่อให้มันดูมีเหตุมีผลสำหรับการก่อสร้างปิรามิด พวกเราไม่อาจจะบอกความจริงให้มนุษย์โลกรู้ได้ว่าสิ่งที่พวกเขาช่วยกันสร้างนั้นคืออะไร ใช้ทำอะไร เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครนำมันไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ถึงแม้ว่าเราจะรู้อยู่เต็มอกว่าพวกเขาไม่มีทางไขปริศนาช่วงเวลาการเปิดของประตูต่างๆ ได้ก็ตาม แต่การปิดเป็นความลับย่อมดีกว่าใช่ไหม”
“แผนการของเราคือ เมื่อมีการสร้างประตูเสร็จแล้ว ซึ่งจะมีการแบ่งเป็นช่วงเวลาตามที่แต่ละคนรับผิดชอบ คนคนนั้นจะต้องทำเหมือนว่าเขาตาย โดยเรื่องราวการตายและการทำศพจะถูกปิดเป็นความลับทั้งหมด ที่จริงเขาเหล่านั้นไม่ได้ตายจริงๆ หรอก มีการนำเอาศพที่ตายมานานแล้วซึ่งพวกเราได้ใช้กระบวนการทำให้มันคงสภาพด้วยกรรมวิธีพิเศษมาเป็นวัตถุดิบในการตบตาประชาชน ในช่วงต้นๆ ของกุศโลบายนี้ก็มีคนสงสัยอยู่บ้างเหมือนกันว่า กษัตริย์ของพวกเขานั้นเป็นอะไรตายทั้งที่ร่างกายยังหนุ่มยังสาว หรือเริ่มสังเกตเห็นว่า ทำไมร่างกายและหน้าตาของพวกเราถึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ในช่วงหลังๆ เราจึงใช้วิธีให้พวกเขาครอบศีรษะเป็นรูปสัตว์ต่างๆ แทน จะได้ไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงว่าพวกเรามีอายุเท่าไหร่”
“ด้วยกุศโลบายนี้ทำให้ไม่เคยมีใครสงสัยเกี่ยวกับเหตุผลของการสร้างปิรามิดเหล่านี้เลย แต่ก็มีผลเสียอยู่บ้างคือทำให้พวกเขาหันมาบูชาความเป็นเทพเจ้าของพวกเราแทน ซึ่งแนวคิดหรือวัฒนธรรมการนับถือเทพเจ้าก็ยังคงสืบทอดและแพร่กระจายไปในหลายๆ อารยธรรมทั่วโลกตราบจนทุกวันนี้”
“เมื่อกี้คุณพูดว่ามนุษย์ไม่มีทางไขปริศนาช่วงเวลาการเปิดของประตูระหว่างดาวได้ แสดงว่ามันก็ต้องมีส่วนไหนที่บอกช่วงเวลาการเปิดใช่ไหมครับ”
“มีสิ ปิรามิดส่วนใหญ่หรือที่จริงเกือบทั้งหมดเลยที่เราสร้างขึ้น ยกเว้นอันเดียวคือประตูหมายเลข 1 ซึ่งเราก็ได้ถือเอาวันเวลาของการเปิดประตูแรกนี้เป็นเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของนาฬิกาจักรวาลอีกด้วย โดยวันเวลาที่ว่านี้ก็เพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นาน นั่นคือวันที่ 21 เดือน 12 ค.ศ. 2012 ของดาวโลกของคุณ”
“นอกนั้นประตูทั้งหมดพวกเราจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะเปิดเมื่อไหร่ โดยเราได้ใช้วิธีการคำนวณจากปริมาตรของปิรามิดซึ่งจะมีการคำนวณบนฐานเลข 12 กับข้อมูลแนวระนาบการโคจรของปิรามิดบนดาวโลกของเราว่าเมื่อไหร่มันถึงจะหันยอดมาตรงกัน รวมถึงข้อมูลจำเพาะจากดาวโลกของเราอีกหลายอย่างซึ่งล้วนต้องคำนวณจากหลักการคณิตศาสตร์ขั้นสูง เมื่อรูปธรรมของเราต้องการจะรู้ว่าประตูไหนเปิดเมื่อไหร่เขาก็จะเอาค่าต่างๆ เหล่านี้มาใส่ลงไปในเครื่องคำนวณซึ่งเป็นเครื่องมือเฉพาะที่เราสร้างขึ้น เครื่องมือชิ้นนี้คือชิ้นเดียวกันกับที่คุณเรียกมันว่า เครื่องจักรกลแห่งแอนติคิเทอร่า ที่เราเหลือไว้ที่เกาะแอนติคิเทอร่านั่นแหละ คนบนโลกของคุณไม่มีทางไขปริศนาเหล่านี้ได้เด็ดขาด เพราะนอกจากคุณจะต้องรู้ข้อมูลจำเพาะแล้ว คุณยังต้องมีเครื่องมือชิ้นนี้อีกด้วย”
“นอกจากปิรามิดที่อยู่บนดาวโลกของคุณแล้ว มันยังมีที่ดาวใกล้เคียงโลกของคุณอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวศุกร์ บนดวงจันทร์ของโลกไกอา และบนดวงจันทร์บางดวงของดาวพฤหัส พวกเราสร้างมันไว้เพื่อใช้สำหรับเดินทางตรงไปปฏิบัติหน้าที่ยังดาวนั้นๆ และเป็นตัวเลือกในการเดินทางไปยังโลกของคุณอีกทาง แต่มันจะต้องไปยังดาวดวงนั้นก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อไปยังโลกของคุณอีกที ซึ่งมันทำให้พวกเราไม่ต้องรอถึง 10 ปี ปิรามิดที่มีอยู่บนดาวดวงอื่นๆ นั้นมีมากพอที่จะทำให้เราสามารถเดินทางได้เกือบทุกปีเลยทีเดียว” รุทอนอธิบายเพิ่มเติม
“ความลับอีกอย่างหนึ่งที่พวกคุณยังไม่เคยรู้คือ เวลาที่จะเดินทางด้วยประตูระหว่างดาวเหล่านี้ คุณจะต้องเคลื่อนที่ไปพร้อมกับอัตราความเร็วของกระแสที่กำลังเกิดขึ้นเท่านั้น และอัตราความเร็วนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาตรของปิรามิดแต่ละอันด้วยซึ่งไม่มีอันไหนเลยที่เท่ากัน ยิ่งปิรามิดที่มีขนาดใหญ่ ความเร็วก็จะยิ่งมากตามไปด้วย ซึ่งอัตราการเคลื่อนที่นี้เองถ้าเป็นปิรามิดที่มีขนาดฐานปานกลางเกิน 60 เมตรขึ้นไปก็ยังไม่มียานชนิดไหนในโลกของคุณจะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วขนาดนั้น”
“โอ้โห! ยากเหมือนกันนะครับ” ผมพูด
“ใช่ ไม่มีใครสามารถบังเอิญผ่านเข้ามาได้ ยกเว้นเป็นการอนุญาตให้มาหรือจงใจให้มาเท่านั้น”
“เอ่อ…พอพูดถึงเรื่องนี้ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า ผมมีคำถามที่ค้างคาใจมาตั้งแต่วันที่ผมเริ่มเข้ามายังโลกใบนี้แล้ว แต่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบผมได้สักคน”
“ที่คุณบอกว่าไม่มีใครบังเอิญผ่านเข้ามาได้ ต้องเป็นการกำหนดจากตัวเอง ผมคิดว่าผมไม่ได้เป็นผู้กำหนดเองอย่างแน่นอน เพราะผมไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าจะต้องไปไหน และไม่รู้ว่าต้องไปทำอะไร” ผมถาม
“ผมจะบอกคุณว่า ทั้งหมดนี้คุณเป็นคนกำหนดเองอย่างแน่นอน” รุทอนตอบ
“จริงหรือครับ”
“คุณเคยมาที่นี่แล้วในความฝัน” เขาบอก
“เมื่อไหร่ครับ” ผมถาม
“คุณลองนึกดูดีๆ อีกทีสิ คุณเคยมากับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง”
“เด็กผู้หญิงหรือครับ”
“ภาพมันเลือนลางมากๆ เลยครับ พอจะจำได้ว่าผมไปที่ที่หนึ่งที่เป็นสวนสวยงาม ผมมีความสุขมาก”
“มีอะไรอีก ลองนึกดูดีๆ” เขาถามย้ำ
“นอกนั้นผมจำไม่ได้แล้วครับ”
“คุณมีความรู้สึกอย่างไรกับความฝันนี้บ้างล่ะครับ” เขาถามต่อ
“เอ่อ…ถ้าเป็นความรู้สึก ผมจำได้ดีครับ มันรู้สึกปลอดโปร่ง คล้ายกับการปลดเปลื้องพันธนาการทั้งปวงออกไปจนหมดสิ้น”