๒๕.
บ้านญี่ปุ่น
“อ่า…ถึงแล้ว บ้านโยชิดะยินดีต้อนรับ” เขากล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ
เมื่อเราเดินทางมาถึง
เมื่อมองจากภายนอก บ้านหลังนี้สร้างแบบญี่ปุ่นโบราณแท้ๆ เป็นบ้านชั้นเดียว หลังคามุงด้วยหญ้าเรียงซ้อนกันจนหนา ตัวบ้านมีหน้าต่างและประตูบานเลื่อนทำจากไม้และกระดาษสา เมื่อเดินเข้าไปภายในก็พบกับชานเรียบๆ เป็นที่สำหรับถอดรองเท้า จากนั้นก็ยกพื้นสูงขึ้นมาประมาณ 1 ฟุต เป็นพื้นไม้กระดานที่ถูกขัดจนเงาเป็นมันตรงกลางบ้านมีการเว้นพื้นบ้านเป็นช่องสี่เหลี่ยมและก่อปูนขึ้นมาเพื่อทำเป็นเตาไฟเหมือนกับบ้านของมีนที่เตามีคานเหล็กตั้งเป็นขาเอาไว้แขวนหม้อใบใหญ่สำหรับปรุงอาหารข้างๆ เตาไฟมีหญิงสาวที่มีความงามไม่แพ้กับนาพานั่งอยู่สองคน ดูจากวัยแล้วทั้งคู่น่าจะอายุแค่ 15-16 ปีเท่านั้น
“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับค่ะ” ทั้งสองกล่าวทักทายพร้อมๆ กัน
“สวัสดีครับ” ผมตอบขณะที่ก้าวขึ้นไปนั่งบนพื้นกระดาน
“ขอแนะนำให้รู้จัก คนทางซ้ายคือซูด้า ภรรยาของฉัน” โยชิดะแนะนำหญิง
สาวคนแรกที่มีผิวพรรณและหน้าตาสวยงามราวกับนางฟ้า
“และอีกคนคือโคฮารุ ลูกสาวของฉัน” โยชิดะแนะนำ
“ฉันเป็นคนตั้งชื่อให้เธอเอง” เขาเสริม
ทั้งสองคนนั่งอยู่กับพื้นบ้าน โค้งคำนับผมตามธรรมเนียมแบบญี่ปุ่น ผมจึงโค้งคำนับแบบเดียวกันตอบ ถึงตอนนี้ผมเริ่มรู้แล้วว่าทำไมโยชิดะถึงได้อยู่ที่นี่เพลินจนลืมความแก่ เพราะเขามีภรรยาเป็นเด็กสาวแรกรุ่นขนาดนี้นี่เอง
ที่ผมคิด
“เธออายุมากกว่าฉันเกือบสองแสนปีแน่ะ” โยชิดะพูดกับผมเหมือนได้ยินสิ่ง
“แต่โคฮารุลูกสาวฉันมีอายุแค่ 30 ปี” เขาอธิบายเพิ่ม
ผมมองไปยังโคฮารุอีกครั้งเพื่อจะได้เห็นหน้าเธอชัดๆ เธอมีหน้าตาคล้ายกับ แม่ของเธอมาก ดูแล้วน่าจะเรียกว่าเป็นฝาแฝดกันเลย จะผิดกันก็ตรงที่ผมของเธอนั้นเป็นลอนสลวยสีดำสนิท ผมเดาว่าน่าจะได้มาจากพ่อเพราะโยชิดะมีผมหยิก ส่วนแม่ของเธอนั้นมีผมเหยียดตรง
“เอ่อ…ผมชื่อทิมครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะครับ” ผมแนะนำตัวเองบ้าง “พวกเราก็ยินดีและดีใจที่ได้พบคุณค่ะ” เสียงใสๆ ของโคฮารุพูดขึ้นมา หลังจากนั้นครอบครัวของโยชิดะก็เชิญผมรับประทานอาหารค่ำกับพวกเขา มื้อค่ำวันนี้เป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่นแบบประยุกต์ คือเป็นอาหารญี่ปุ่นมังสวิรัติ มีข้าวสวยโรยหน้าด้วยสมุนไพรบดแห้งหลายชนิด มีซุปหัวหอมใส่เต้าหู้ มีผักดองและมีผลไม้สด หลังอาหารมื้อค่ำผมกับโยชิดะจึงนั่งสนทนากันต่อ
“คุณโยชิดะครับ คุณคิดถึงบ้านบ้างไหมครับ เอ่อ…ผมหมายถึงที่โลกเดิมของ เราน่ะครับ” ผมเริ่มบทสนทนาทันทีที่เราทานอาหารค่ำเสร็จ
“บอกตรงๆ นะ ไม่เคยคิดอยากจะกลับไปเลย” เขาตอบ
“เพราะอะไรหรือครับ ผมว่าที่นี่ไม่เห็นมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลย แม้แต่ไฟฟ้าที่จะให้แสงสว่างในตอนกลางคืนก็ยังไม่มี แล้วผมจะบอกอะไรให้นะครับ ตอนนี้ที่โลกของเราเจริญก้าวหน้ามากแล้ว พวกเราทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ มี อินเทอร์เน็ตไร้สายที่ใช้สื่อสารกันแบบทุกที่ทุกเวลา มีรถยนต์ที่สะดวกสบายกว่าสมัยที่คุณเคยอยู่หลายเท่าเลยนะครับ” ผมอธิบาย
“ฉันรู้…ฉันรู้ทุกอย่าง” เขาตอบ
“หลังจากที่ฉันมาอยู่ที่นี่ได้สิบปี ฉันได้ฝึกฝนวิธีการเข้าใจภาษาจิตและฝึกฝน วิธีใช้กลไกการเข้าถึงข้อมูลความรู้จากจักรวาล จนทำให้สามารถล่วงรู้ความเป็นไปทุกอย่างบนโลกของเราได้ไม่ว่าจะเป็นความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และการดัดแปลงพันธุกรรม ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ทำสงคราม รวมทั้งทำให้ฉันสามารถล่วงรู้ถึง ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของโลกเราด้วย ซึ่งนั่นทำให้ฉันเกิดความเศร้าใจมากยิ่งขึ้นไป
อีก ฉันเพิ่งได้รู้ว่าภารกิจหลักในการคุ้มกันกองกำลังก่อนที่ฉันจะมาที่โลกแห่งนี้คืออะไร เธอเคยเรียนประวัติศาสตร์มา เธอพอจะเดาได้มั้ยว่าช่วงเวลานั้นเกิดอะไรขึ้น” เขาถาม
“เอ่อ…ไม่รู้ครับ พอดีผมไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์เท่าไหร่” ผมตอบแบบไม่อาย
“หลังจากวันนั้น วันที่ฉันจากมาเพียงแค่ 3 วัน กองกำลังญี่ปุ่นนำเครื่องบิน ทิ้งระเบิดถล่มฐานทัพเรือเพิร์ลฮาเบอร์ของฝ่ายอเมริกาแบบย่อยยับ ฝ่ายอเมริกาสูญเสียทหารไปกว่า 2,400 นาย เรือรบพิฆาตสามลำเรือลาดตระเวนสามลำ และระบบ ทุกอย่างพังพินาศเกือบทั้งหมด”
“และนั่นคือชนวนที่ทำให้อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ จนท้ายที่สุดทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชาติญี่ปุ่น นั่นคือการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ทำให้มีคนตายนับแสนๆ คนและมีผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกเป็นล้านๆ คน”
“ฉันเป็นทหารก็จริง แต่ฉันไม่ชอบสงคราม” เขาสรุป
“แต่ตอนนี้ไม่มีสงครามแล้วนะครับ” ผมพูด
“ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีสงครามเพียงแต่เธอไม่รู้เท่านั้น ถ้าเธอเข้าใจกลไกยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เธอจะเห็นว่าสงครามในตะวันออกกลางและในแอฟริกาที่ผ่านมามีคนตายไปแล้วเป็นล้านคน”
“เธอยังจะคิดว่าฉันอยากจะกลับไปอยู่ในสถานที่ที่กำลังเดินทางสู่หายนะอย่างนั้นอีกหรือ” เขาย้ำ
“ที่นี่ถึงแม้จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลย แต่เธอลองคิดดูดีๆ นะ การพยายามสร้างสรรค์เครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกนั้นเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับหลักการใช้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง การที่เธอมีสิ่งอำนวยความสะดวกก็เพื่อทำให้เธอไม่ต้อง ออกแรงใช่ไหม แต่แล้วสุดท้ายเธอก็ต้องหาเวลาเพื่อการออกแรงอีกอยู่ดี นั่นคือต้องไปออกกำลังกาย ไม่งั้นเธอจะไม่แข็งแรง มิหนำซ้ำยังต้องเสียเงินที่หามาได้เพื่อกิจกรรมนี้อีกต่างหาก แล้วทำไมเราไม่ทำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้เป็นสิ่งเดียวกันไปเลย ไม่ต้องแยกว่าอันนี้เป็นงานต้องใช้เครื่องทุ่นแรง อันนี้เป็นการออกกำลังกายต้องมีเครื่องช่วยให้ออกแรง มันตลกดีไหมล่ะเธอว่า” เขาพูด
“ฉันชอบที่นี่ เพราะที่นี่ไม่มีทหาร ไม่มีกองทัพ ไม่มีการรุกรานกันและกัน ไม่มีประเทศ ไม่มีการแบ่งแยก ทุกคนมีแต่ความรักและความปรารถนาดีต่อกัน ทุกคนล้วนคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งกับชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ตามพื้นดิน”
“ที่นี่ไม่มีประเทศหรือครับ หรือว่ามีประเทศเดียว” ผมถาม
“จะพูดอย่างนั้นก็ได้ แต่จริงๆ แล้วคนที่นี่ก็มีเชื้อชาติและสีผิวที่แตกต่างกัน เหมือนกับโลกของเรามีระบบการปกครองแบ่งเป็นเมืองๆ คล้ายกับที่โลกของเรา มีผู้ปกครองที่ประจำในแต่ละเมือง แต่ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงคือการแบ่งพื้นที่นั้นไม่ใช่เพื่อการครอบครองเป็นของตัวเอง แต่เป็นการครอบครองเพื่อรับผิดชอบดูแลมันมากกว่า”
“ส่วนระบอบการปกครองนั้นจะไม่ใช่ระบอบการปกครองแบบที่พวกเราใช้กัน รูปแบบของมันคือระบอบที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์การใช้ชีวิต หลักเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน หลักเกณฑ์การรู้จักหน้าที่ หลักเกณฑ์การเข้าใจกลไกและผลกระทบเมื่อเกิดการ ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เป็นต้น ซึ่งการปกครองนี้ก็จะเน้นไปที่การปลูกฝังจิตสำนึกของคนในสังคมมากกว่าการสร้างกฎหมายมาบังคับ”
“ในบรรดาผู้ปกครองแต่ละเขตจะมีการนัดหมายเพื่อประชุมกันอยู่บ้าง แต่เนื้อหาของการประชุมส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโลกของเรามากกว่า”
“เรื่องของโลกเรา??” ผมถาม
“บรรดาผู้ปกครองทุกคนต่างตระหนักรู้ดีว่าโลกของเราและโลกของเขาเป็นเสมือนศูนย์กลางการขับเคลื่อนของเอกภพ ดังนั้นหากระดับความสมดุลทางพลังงานมีการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อทั้งระบบได้”
“ดังนั้นในบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายจึงมีการรวมตัวกันและเรียกตัวเองว่าสมาพันธ์กาแล็กติค พวกเขามีสมาชิกจำนวนมากทั้งจากในโลกนี้และจากทั่วทั้งจักรวาล ภารกิจสำคัญและเป็นมติร่วมกันคือการช่วยกันรักษาสมดุลให้กับดาวโลกของเรา ถ้า เธอเข้าใจภาษาจิตและรับรู้ถึงข้อมูลสากลที่พวกเขาส่งถึงกันอยู่ตอนนี้ เธอจะรู้ว่าทุกๆ รูปธรรมที่เป็นระดับผู้ปกครองทั่วทั้งเอกภพต่างกำลังมุ่งหน้าไปที่โลกของเราบางกลุ่ม
บางรูปธรรมก็อยู่ที่นั่นมาแล้วหลายร้อยปี บางกลุ่มก็เดินทางเข้าออกที่นั่นแทบทุกเดือน ประตูที่ฉันเข้ามากับอีกฟากหนึ่งของโลกที่อยู่กลางทะเล หรือที่เราเรียกกันว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า คือทางเข้าออกที่ใช้กันเป็นประจำ เพราะใต้ทะเลนั้นมีประตู ซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก”
“รูปธรรมที่ไปจากโลกใบนี้จะมีความเหมือนมนุษย์มากที่สุด ถ้าพวกเขาลงไปเดินปะปนกับคนที่โลกของเรา แทบไม่มีใครรู้เลยว่ามาจากโลกอื่น จะมีความผิดปรกติอยู่บ้างก็แค่ว่ารูปธรรมพวกนี้จะงดงามมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเท่านั้น ส่วนรูปธรรม ที่มาจากกาแล็กซี่อื่นที่ไม่ใช่โลกใบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปธรรมที่คล้ายมนุษย์ ที่เรียกว่า คล้ายคือ มีมือ มีเท้า มีหัว และยืนด้วยสองขาเหมือนกัน แต่ลักษณะและสัดส่วนจะ แตกต่างกันไป บางทีก็หัวโตตัวเล็ก บางทีก็มีผิวเป็นสีเทา สีเขียว สีแดง บางทีก็ดูเหมือน ลิงคือมีขนยาวทั้งตัว ในโลกของเราเคยมีการบันทึกเรื่องราวการพบเห็นพวกเขาไว้เหมือนกัน แต่ก็ยังถือว่าเป็นความลึกลับอยู่”
“รูปธรรมที่มาจากโลกคู่ขนานนี้ ในจักรวาลจะถือว่าเป็นรูปธรรมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากที่สุด เพราะว่าในบรรดายานบินในจักรวาลทั้งหมด ยานบินที่มาจากโลกนี้จะได้ชื่อว่าทันสมัยที่สุด บินได้เร็วที่สุด มันเป็นยานที่ไม่ใช้พลังงาน การขับเคลื่อนจากภายใน แต่มันเป็นการใช้พลังจิตไปเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์บางอย่าง ของจักรวาลแทน หลักการคือ ใช้จิตเป็นตัวกำหนดให้สนามแม่เหล็กที่อยู่รอบตัวมัน เกิดการถ่างออก ให้เหมือนกับสภาวะของหลุมดำแบบชั่วคราว”
“โอ้โห! คุณเคยเห็นยานบินพวกนั้นไหมครับ” ผมถาม
“เคยสิ ฉันเป็นคนที่สนใจเรื่องการบินอยู่แล้วเพราะเป็นนักบิน เมื่อรู้ว่ามีเทคโนโลยีการบินแบบนี้ฉันจึงรีบเดินทางไปขอดู แต่ฉันอยากไปขอลองขับมากกว่า เขาบอกว่า ถ้าฉันขับได้จะให้เป็นสมาชิกสมาพันธ์ด้วย แต่ฉันไปจับๆ ลูบๆ คลำๆ แล้ว ไม่มีปุ่มไม่มีจุดไหนเลยที่จะทำให้ฉันขับเคลื่อนมันได้ มีแต่ที่นั่งกับคันบังคับที่ใช้มือกำไว้ แค่อันเดียว”
“เขาอธิบายหลักการการทำงานเหมือนที่ฉันเล่าให้ฟังเมื่อกี้ และก็ยังต้องมีคุณสมบัติของผู้ขับอีก คือผู้ขับจะต้องมีทักษะการใช้อำนาจจิตขั้นสูง จะต้องมีสมาธิที่เข้มแข็งมากๆ คือจะต้องจดจ่อแน่วแน่ หากเผลอแม้แค่เสี้ยววินาทีเดียว ยานทั้งลำอาจจะละเอียดเป็นผงทันที เพราะมันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก ดังนั้นฉันจึงล้มเลิกความคิดที่จะขับมันไป”
“แล้วคุณรู้ไหมครับว่า รูปธรรมพวกนี้เขาไปทำอะไรที่โลกของเรากันบ้าง” ผมถาม
“รูปธรรมเหล่านี้ต้องไปช่วยกันรักษาสมดุลให้กับโลกของเรา ความสมดุลที่ว่านี้คืออัตราการหมุนของโลกและความสมดุลของน้ำหนักมวล การรักษาจึงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการไปเติมในส่วนที่ขาด หมายความว่าช่วงเวลาใดที่โลกมีทีท่าว่า จะหมุนช้าลง เพราะตอนนั้นคนบนโลกผลิตคลื่นความถี่ด้านบวกได้น้อย แต่ไม่ใช่พวกเขาจะเป็นคนช่วยเติมพลังบวกให้ตรงๆ ด้วยตัวเองนะ เขาจะไปช่วยเรื่องการสร้าง เงื่อนไขให้มนุษย์ผลิตคลื่นความถี่ด้านบวกออกมาแทน เช่น การสร้างโศกนาฏกรรม ภัยธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุอะไรสักอย่าง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้คนอื่นๆ แสดงความ รักต่อกัน ซึ่งช่วงเวลานั้นเองที่คลื่นความถี่ด้านบวกจะถูกผลิตออกมาได้มาก แล้วมันก็จะไปทำปฏิกิริยากับแกนโลก เธอรู้เรื่องคลื่นความถี่ด้านบวกและการระเบิดที่แกนโลกนี้แล้วใช่ไหม ฉันจะได้ไม่ต้องเล่า”