อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๗๗.

๗๗.

กำหนดการ

“เอาล่ะ เมื่อคุณรู้จักความเป็นตัวตนของพระเจ้าแล้ว คืนนี้คุณมีกำหนดการต้องไปพบกับพระองค์ตอนสามนาฬิกา” เขาบอกกำหนดการแบบที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

“พบกับพระเจ้า!! ไหนคุณบอกว่าพระเจ้าไม่มีตัวตนไงล่ะ” ผมถาม

“ผมก็ไม่ได้บอกนี่ครับว่า คุณจะได้ไปพบกับตัวตนของพระองค์ คุณไปตามที่ผมบอกก็แล้วกันเดี๋ยวคุณก็รู้เอง พระองค์จะรอคุณอยู่บนยอดเขา”

“เอ่อ…ผมเริ่มรู้สึกสับสนนิดหน่อยแล้วว่า ไม่ใช่คุณหรอกหรือครับที่ผมต้องมาพบ เพราะคนที่ต้อนรับผมเขาบอกว่าผมต้องมาพบกับ “รูปธรรมผู้ปกครอง” ที่บนเขานี้ และตอนนี้ก็มีเพียงคุณคนเดียวที่น่าจะเป็นคนคนนั้น แต่คุณกลับบอกว่าผมต้องไปพบกับพระเจ้าอีก” ผมถาม

“ผมว่าคุณอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนสำหรับเรื่องนี้ การที่เขาเรียกพระเจ้าว่าผู้ปกครองก็ถูกต้องแล้ว เพราะเราเรียกจากบทบาทการเป็นผู้ปกครองจักรวาลและเอกภพทั้งหมด”

“พระเจ้านั้นมีหลากหลายบทบาท ถ้าเราจะนิยามพระองค์ในบทบาทของผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง เราก็จะเรียกพระองค์ว่า พระผู้สร้าง ถ้าจะนิยามในบทบาทของความเป็นองค์ความรู้ทั้งมวล เราก็อาจจะเรียกพระองค์ว่า พระธรรม และถ้าเราจะนิยามบทบาทของการเป็นผู้ที่ครอบครองจักรวาลและเอกภพทั้งหมด เราก็สามารถเรียกพระองค์ว่า พระผู้ปกครอง ก็ได้”

“ทำไมต้องไปตอนตีสามด้วยล่ะครับ ไปตอนนี้เลยได้ไหมครับ ผมกลัวความมืด”

“สิ่งนี้เป็นพระประสงค์ของพระองค์ ผมไม่สามารถบอกได้ว่าทำไม แต่ผมคิดว่ามันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่นอน” เขาตอบ

“ผมมีภารกิจที่ยังติดค้างคุณไว้อีกอย่างหนึ่งนะครับ เดี๋ยวคุณจะต้องมาเรียนรู้กันในช่วงเย็นวันนี้” รุทอนพูด

“เรื่องอะไรหรือครับ”

“มันเป็นเรื่องของคุณสมบัติที่รูปธรรมชั้นสูงจะต้องมี”

“แต่ตอนนี้ได้เวลาอาหารกลางวันสำหรับพวกคุณทั้งสามคนแล้ว ไปทานก่อนแล้วค่อยกลับมานั่งคุยกันต่อ” รุทอนบอก

“ไปทานที่ไหนครับ” ผมถาม

“จะมีคนจากเมืองข้างล่างนำมันขึ้นมาให้พวกเราวันละสองเวลาคือเวลาเช้ากับบ่าย ที่ห้องโถงรับรองในชั้นแรก” ฟีทัชตอบ

“อ๋อครับ”

ฟีทัชเดินนำหน้าผมเพื่อตรงลงไปยังห้องโถงที่ผมเพิ่งผ่านมาในช่วงสาย ส่วนเฮปเฟเดินขนาบมากับผม

“พวกคุณกินอาหารกันแค่สองมื้อหรือครับ” ผมถามระหว่างที่เรากำลังเดินมาด้วยกัน

“ใช่ครับ”

“เหมือนพวกนักบวชที่อยู่บนโลกของผมเลยครับ เขากินกันแค่สองมื้อเหมือนกัน” ผมแสดงความเห็น

“ที่เรากินสองมื้อก็เพราะว่าไม่อยากให้คนที่นำอาหารขึ้นมาส่งให้เราต้องลำบากมากครับ ลำพังขึ้นมาวันละสองเวลาก็ลำบากมากเกินพอแล้ว ถ้าพวกเขาต้องเอาขึ้นมาตอนเย็นด้วย การเดินลงจากเขาในช่วงค่ำมืดจะลำบากมากกว่า พวกเราจึงกำหนดให้ขึ้นมาเฉพาะเช้ากับบ่ายเท่านั้น”

“เขาต้องเดินขึ้นมาวันละสองรอบเลยหรือครับ ลำบากแย่เลยนะครับ”

“ใช่ครับ แต่มันเป็นความสมัครใจที่พวกเขาตั้งใจทำ เป็นสิ่งที่เขามีข้อตกลงกันเองว่าใครจะรับผิดชอบวันไหนและเวลาใด ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่งหรอก มันเป็นเรื่องของคนทั้งเมืองเลยทีเดียว”

“อ๋อครับ คล้ายที่โลกของผมเกี่ยวกับการที่ผู้คนเอาอาหารมาใส่บาตรให้พระทุกวันเลยครับ”

“ใช่ครับ น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน แต่คงไม่เหมือนกันตรงที่ว่าทุกๆ คนที่นี่มีการเข้าใจภาษาจิตจึงมีการตกลงกันว่าใครจะขึ้นมาเวลาใด และพวกเขาก็รู้ล่วงหน้าด้วยว่าจะมีรูปธรรมอยู่บนนี้กี่รูปธรรมเพื่อจะได้นำอาหารมาไม่น้อยเกินไปหรือมากเกินไปครับ”

เราใช้เวลาเดินลงมาจากชั้นบนประมาณ 10 กว่านาทีก็มาถึงห้องโถงใหญ่ที่ใช้สำหรับรับรองแขก ซึ่งตอนนี้มันได้เปลี่ยนเป็นที่รับประทานอาหารสำหรับเราสามคน พื้นที่ตรงนี้ดูโอ่อ่ากว้างขวาง เพดานที่สูงพอๆ กับตึกสัก 4-5 ชั้นนั้นทำให้โต๊ะอาหารของเราดูเล็กไปถนัด เมื่อผมไปถึงก็พบกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมายืนรอเราอยู่ก่อนแล้ว ผู้คนเหล่านี้ต่างแต่งเนื้อแต่งตัวกันราวกับว่าจะไปงานเลี้ยงที่ไหน ทุกคนมาพร้อมกับชุดที่ดูหรูหราที่สุด มันหรูหราเสียจนทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนยาจกไปเลย ทุกคนยืนเรียงแถวกันเหมือนบริกรที่กำลังคอยเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าในร้านอาหารหรูๆ

“เชิญครับ เชิญค่ะ” เสียงของชายและหญิงที่ยืนเรียงแถวกันกล่าวต้อนรับ

“ขอบคุณมากครับ” ผมกล่าวกับทุกคน

ผมนั่งลงที่โต๊ะซึ่งได้มีการจัดเตรียมไว้สำหรับสามที่พอดี บนโต๊ะมีการประดับประดาด้วยแจกันดอกไม้หลากสีสันอย่างสวยงาม ตรงหน้าของผมมีการจัดวางจานชามและช้อนไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูแล้วเหมือนเวลาที่เราไปกินอาหารในงานเลี้ยงสไตล์ผู้ดีที่จัดเลี้ยงเป็นธรรมเนียมการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

“นี่เขาจัดงานเลี้ยงต้อนรับอะไรหรือเปล่าครับ ผมว่ามันดูหรูหราเป็นพิธีรีตองมากเลยนะครับ”

“ไม่ครับ เป็นกิจวัตรของที่นี่” เฮปเฟหันมาบอกกับผม

หลังจากนั้นพวกเขาก็ผลัดกันมาเสิร์ฟเมนูแปลกๆ ที่ผมไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน เราใช้เวลาในการรับประทานอาหารมื้อนี้ได้ประมาณ 30 นาที ผมก็เริ่มรู้สึกอิ่ม

“ผมคิดว่าผมอิ่มแล้วครับ ขอบคุณทุกท่านสำหรับอาหารมื้อนี้นะครับ” ผมพูดขึ้น

“พวกเราก็รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้มาบริการคุณครับ” ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ยืนอยู่ในแถวพูดขึ้น

หลังจากที่ผมบอกว่าอิ่มแล้ว คนที่อยู่ในแถวคนสุดท้ายก็ยกกาน้ำขนาดไม่ใหญ่นักมารินบางสิ่งให้กับเราทั้งสามคน เมื่อได้ลองดื่มผมก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร

“นี่มันชาร้านคุณเหวิ้นนี่ครับ” ผมพูด

“ใช่แล้วครับ” เฮปเฟพูด “แถมเจ้าของต้นตำรับก็มาบริการด้วยตัวเองเลยนะ” เฮปเฟย้ำ

เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองคนที่นำชามาเสิร์ฟ ก็พบกับเด็กหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง

“คุณคือคุณเหวิ้นเจ้าของร้านชาหรือครับ ผมคิดว่าคุณจะต้องดูแก่กว่านี้เสียอีก” ผมถาม

“ดวงจิตของผมนั้นใช่ครับ แต่รูปธรรมผมได้รับการเปลี่ยนใหม่แล้ว” เขาตอบแบบยิ้มๆ

“ขอโทษครับ อย่างไรหรือครับ เปลี่ยนรูปธรรมใหม่” ผมถาม

“คุณเหวิ้นเป็นคนที่มาจากดาวโลกไกอาด้วยวิธีพิเศษแบบเดียวกับคุณ เขามีอายุอยู่บนดาวโลกของเราได้ 147 ปีก็เสียชีวิต หลังนั้นเขาก็ได้มาเกิดใหม่กับคนในกลุ่มสายสัมพันธ์ของเขา ซึ่งเราก็รู้ว่าเป็นคุณเหวิ้นกลับมาเกิด เราจึงเรียกชื่อเดิมของเขาครับ” เฮปเฟอธิบาย

“ยินดีที่ได้พบคุณครับ คุณเหวิ้น ขอบคุณสำหรับชาที่พิเศษสุดนี้ด้วยนะครับ” ผมกล่าวขอบคุณ

“ยินดีเช่นกัน ผมดีใจที่คุณชอบครับ” เขาตอบ

“เมื่อเช้านี้เพื่อนของผมได้นำมาให้ผมทดลองดื่มแล้ว ผมถึงจำได้ว่าเป็นชาของคุณ”

“หรือครับ รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ ครับ”

เราทั้งสามกล่าวคำขอบคุณต่อกลุ่มชายหญิงที่นำอาหารมื้อบ่ายมาบริการ แล้วจึงเดินกลับขึ้นไปยังห้องที่เราใช้คุยกันตามเดิม