๑๐๒.
กลับบ้าน
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ผมอยู่ส่วนไหนของประเทศ อากาศที่นี่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว ผมเดินวนไปวนมาอยู่ตรงนั้นสักพักหนึ่งจึงคิดว่าคงต้องเลือกเดินไปทางใดทางหนึ่งได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคืนนี้มีหวังต้องนอนกลางป่าแน่ๆ ถ้าโชคดีเดินไปเจอบ้านคนหรือเจอถนนก็จะได้ขออาศัยนอนหรือขอเข้าเมืองไปด้วย ที่ที่ผมยืนอยู่ตรงนี้มีลักษณะเป็นป่าดิบแล้ง ดูจากสภาพแล้วแถวนี้ไม่น่าจะมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ได้ ถ้ามีมันคงอดตายกันหมดเพราะดูแห้งแล้งเสียจนต้นไม้ยังแทบจะยืนต้นตาย ดินที่นี่แห้งและแข็งเหมือนกับหิน ไม่มีร่องรอยความชุ่มชื้นปรากฏอยู่ตรงไหนเลยสักแห่ง
ผมไม่รู้เลยว่าต้องเดินไปทิศทางใด รู้อย่างเดียวคือกำลังเดินลงเขาเพราะมันง่ายกว่าเดินขึ้น มีจังหวะหนึ่งขณะที่ผมกระโดดลงจากเนินดินเตี้ยๆ และหยุดนิ่งอยู่กับที่ ความเงียบก็ปรากฏขึ้น ผมได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งอยู่ไกลๆ จึงลองกำหนดทิศทางว่ามันอยู่ทางไหน เมื่อแน่ใจแล้วผมก็รีบเดินมุ่งหน้าไปทางนั้นทันที ผมเดินตรงไปเรื่อยๆ ราวครึ่งชั่วโมงแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของถนนสักที ผมหยุดเดินเพื่อฟังเสียงอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว
“หรือว่า…เราจะเดินมาผิดทาง” ผมพูดออกมา
พอสิ้นเสียงของผม เสียงในความคิดก็ตอบกลับมาทันทีว่า “ไม่ผิดหรอก เดินพ้นแนวป่าข้างหน้านี้ก็เจอแล้ว” เมื่อได้ยินดังนั้นผมจึงรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปตามความคิดที่ผุดขึ้นทันที
และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทันทีที่เดินตัดพ้นจากทิวไม้ตรงหน้าออกมา ผมก็เจอถนนลาดยางขนาดสองเลนสวนกัน ถนนเส้นนี้น่าจะเป็นถนนสายรอง ไม่น่าจะมีรถวิ่งสัญจรกันบ่อยเท่าไหร่ เพราะสังเกตจากวัชพืชริมทางที่ขึ้นลามเข้าไปจนเกือบกลางถนน ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกมันจะแห้งตายกันไปหมดแล้ว
ผมคิดว่าก็ยังดีที่เจอถนน อย่างน้อยถ้าเราเดินตามถนนนี้ไปเรื่อยๆ ก็ต้องเจอรถยนต์หรือชุมชนสักแห่งอย่างแน่นอน ระหว่างรอรถยนต์ผ่านมา ผมก็เดินตามถนนไปเรื่อยๆ ด้วยตรรกะเดิมคือเดินลงเขา ผมเดินบนถนนนั้นอยู่หลายชั่วโมงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีรถยนต์ผ่านมาสักคัน
ขณะนี้ผมรู้สึกหิวมากๆ เพราะน่าจะสัก 7-8 ชั่วโมงแล้วที่ไม่ได้กินอาหารและน้ำ ผมหันซ้ายหันขวา ไม่มีอะไรที่จะพอบรรเทาความหิวได้เลย มีแต่ใบไม้แห้งๆ กับวัชพืชที่มีหนามขึ้นอยู่ข้างทาง ผมคิดในใจว่านี่ถ้าต้องติดอยู่แถวนี้นานๆ คงอดตายแน่
ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงรถยนต์กำลังขับขึ้นเขามา มันเป็นเสียงเร่งเครื่องด้วยเกียร์ต่ำ ผมเดาว่าข้างล่างคงจะชันพอสมควรเพราะเสียงมันค่อนข้างดัง เวลาผ่านไปสักพักหนึ่งก็ปรากฏเป็นรถยนต์นั่งประเภทแวนกำลังเร่งเครื่องขึ้นเนินสุดท้ายมา ผมรีบชูมือทั้งสองข้างโบกไปมาเหนือศีรษะให้เขาเห็นได้แต่ไกล ทันทีที่เขาเห็นผม เสียงเครื่องยนต์ก็ชะลอลงทันที แล้วความเร็วของรถก็ค่อยๆ ช้าลงๆ ผมเอามือโบกข้างลำตัวช้าๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความจำนงว่าจะขออาศัยไปด้วยอย่างชัดเจน
แต่ในขณะที่รถยนต์คันนั้นใกล้จะถึงผมเพียงไม่กี่เมตร เขากลับเร่งเครื่องขับผ่านหน้าผมไปอย่างไม่คิดจะจอดอีกเลย
“อ้าว! ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ” ผมอุทานเสียงดังกับตัวเอง
ผมมองตามหลังรถคันนั้นไปอย่างไม่ละสายตา โดยหวังว่าเขาอาจจะเปลี่ยนใจหยุดรับผม แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เขาขับห่างออกไปเรื่อยๆ จนลับสายตา
ผมยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่เดินไปไหนอยู่สักพักใหญ่ๆ ที่หยุดเพราะว่ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเดินลงเขาต่อหรือจะเดินขึ้นเขาตามรถคันนั้นไปดี ผมไม่แน่ใจว่าหากเดินลงเขาตามตรรกะเดิมมันจะยิ่งทำให้ผมห่างไกลเมืองไปเรื่อยๆ หรือเปล่า ปัญหาใหญ่ของผมคือตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นอยู่ตรงพิกัดไหนของประเทศและอยู่ใกล้อะไร
“ทำไมรถคันนั้นถึงไม่จอดรับเรานะ” ผมถามในใจพร้อมกับก้มมองดูสารรูปของตัวเองและผมก็รู้คำตอบทันที ตอนนี้ลักษณะการแต่งตัวของผมดูแล้วน่าจะเหมือนกับชาวเขาเผ่าใดเผ่าหนึ่ง คือใส่เสื้อที่มีลักษณะเป็นผ้าฝ้ายทอมือ ใส่กางเกงเอวหลวมขายาว ด้านหลังสะพายกระบอกไม้ที่บรรจุรูปของเดอวิ้นซ์ไว้ และที่สำคัญที่สุดคือที่ใต้ผ้ารัดเอวด้านหน้ามีมีดเล่มใหญ่เหน็บอยู่อีกหนึ่งเล่ม
“ต้องเป็นที่การแต่งตัวของเรากับเจ้ามีดเล่มนี้แน่ๆ เขาอาจจะคิดว่าเราเป็นโจรป่ามาดักปล้นเขามั้ง” ผมรำพึงกับตัวเอง
ผมเดินวนไปวนมาอยู่ตรงนั้นสักพักใหญ่ๆ มารู้ตัวอีกทีพระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำจวนเจียนจะลับขอบฟ้าเต็มที ผมจึงตัดสินใจรีบเดินลงเขาต่อดีกว่า ถึงอย่างไรก็ไม่รู้ทั้งสองทาง
ผมเดินลงมาตามทางมาได้ประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว อยู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงรถยนต์ขับลงมาจากเขา ผมจึงหยุดรอเพื่อเตรียมตัวโบกรถคันนั้นทันที คราวนี้ผมย้ายเอามีดที่เหน็บอยู่ด้านหน้ามาไว้ที่ด้านหลัง แล้วก็หันหน้าเพื่อไม่ให้เขาเห็นว่ามีอะไรเหน็บอยู่
ผมเห็นแสงไฟหน้ารถสาดลงมาตามทางที่โค้งไปโค้งมาขณะกำลังปล่อยตัวลงเขา เมื่อมาถึงตรงจุดที่ผมยืนอยู่ เหมือนกับว่าคนขับไม่ทันรู้ตัวว่าจะมีใครมายืนโบกอยู่ริมทางในเวลาค่ำมืดอย่างนี้ ประกอบกับจังหวะที่รถกำลังลงเขา จึงทำให้รถคันนี้ขับเลยผมไปหลายสิบเมตรก่อนจะเบรกอย่างแรงเพื่อจอดรอ ผมจึงรีบวิ่งตามไปทันที
รถยนต์คันนี้เป็นรถกระบะแบบมีแค็ป หลังกระบะมีสิ่งของบรรทุกอยู่บ้างเล็กน้อย
“ขออาศัยไปด้วยคนได้ไหมครับ” ผมแสดงความจำนงทันทีที่เขาเลื่อนกระจกลงมา
“จะไปไหนล่ะ” คนขับเป็นชายวัยกลางคนตะโกนออกมาจากที่นั่งของเขา
“ผมจะไปกรุงเทพครับ”
“นั่งกระบะท้ายได้หรือเปล่าล่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้ว เราก็จะเข้ากรุงเทพเหมือนกัน” ผู้หญิงคนที่นั่งข้างคนขับบอก
“ได้ๆๆ ครับ นั่งได้ครับ” ผมตอบ
“ได้ก็ขึ้นมาเลย” ผู้ชายคนขับพูดพร้อมกับโบกมือให้ขึ้นรถ
“ขอบคุณมากครับ” ผมรีบกระโดดขึ้นรถทันที บนกระบะท้ายนี้มีสิ่งของวางอยู่บ้างไม่มากนัก พอมีที่ให้ผมเหยียดนอนได้อย่างสบาย แถมยังมีกระเป๋าเสื้อผ้าสองสามใบและกระสอบบรรจุข้าวสารอีกหนึ่งกระสอบใหญ่ซึ่งเหมาะสำหรับให้ผมใช้หนุนนอนอีกต่างหาก ผมดึงกระบอกไม้และมีดออกมาวางไว้ข้างๆ ตัวก่อนจะเอนตัวลงนอนพิงมัน
เมื่อมองเข้าไปในแค็ปโดยสาร ผมเห็นเด็กผู้ชายที่โตเกือบเป็นหนุ่มนั่งอยู่หนึ่งคนและเด็กผู้หญิงที่เล็กกว่าอีกหนึ่งคน ทั้งสองกำลังขดตัวหลับกันอยู่ในนั้น
นี่แสดงว่าผมคิดถูกแล้วที่เดินลงเขามา เพราะเส้นทางนี้คือขาล่องเพื่อเข้ากรุงเทพจริงๆ ผมคิดในใจว่าดีแล้วที่รถคันแรกไม่จอดรับผม
รถวิ่งไปท่ามกลางความมืดมิดในช่วงค่ำคืน ไม่มีแสงไฟจากบ้านเรือนระหว่างทางแม้แต่หลังเดียวถึงแม้ว่าจะขับมาได้เกือบชั่วโมงแล้ว เส้นทางทั้งหมดเป็นป่าเขาคดเคี้ยว และด้วยความอ่อนเพลียผสมกับความหิวจึงทำให้ผมเผลอหลับไป