อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๖๙.

๖๙.

เดอกูร่า

“ผมขอเล่าตั้งแต่เริ่มต้นเลยก็แล้วกันนะครับ”

“ครับ”

“คุณคงรู้มาบ้างแล้วใช่ไหมครับว่า ดาวโลกทึงร่านั้นถูกสร้างขึ้นมาก่อนดาวโลกไกอาโดยพระผู้สร้าง”

“คิดว่ารู้แล้วครับ” ผมตอบ

“แรกเริ่มเดิมทีระหว่างการสร้างดาวไกอาของคุณนั้น พระผู้สร้างได้กำหนดให้มีประตูทางเชื่อมอยู่แค่ประตูเดียว ดังที่บอกไปแล้วว่า ดูเหมือนมันเป็นประตูธรรมชาติหรือประตูที่ไม่ได้ถูกสร้างจากน้ำมือมนุษย์ ลักษณะของมันนั้นเป็นเหมือนภูเขาหิตขนาดใหญ่มีสัณฐานคล้ายกับปิรามิด มีขนาดของฐานยาวถึง 1,095 เมตร กับมุมลาดเอียงที่ 60 องศา ซึ่งพวกเราจะเรียกประตูนี้ว่า ประตูหมายเลข 1 ปัจจุบันแทบจะมองไม่ออกแล้วว่าเป็นรูปทรงปิรามิดเพราะถูกปกคลุมด้วยป่าจนเกือบหมดแล้ว แต่มันยังคงใช้งานได้ดีอยู่ ส่วนที่ดาวโลกทึงร่า ปิรามิดอันนี้สภาพจะดีกว่ากันมากแต่ก็ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้เช่นกัน”

“ประตูนี้เราใช้ในการขนย้ายเมล็ดพันธุ์และพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ รวมทั้งสัตว์ทุกชนิดเพื่อให้ไปเจริญงอกงามอยู่ที่นั่น แต่เนื่องจากประตูนี้จะเปิดออกทุกๆ 3,600 ปี การลำเลียงสิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงต้องแบ่งออกเป็นช่วงๆ ซึ่งตามบันทึกในคัมภีร์โบราณของพวกคุณก็บอกไว้เหมือนกันว่าช่วงไหนมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกบ้าง โดยได้มีการแบ่งออกเป็น 7 ช่วงหรือ 7 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3,600 ปี เช่น พวกเราเอาพืชพันธุ์ไปหว่านปลูกก็ปล่อยให้มันเจริญงอกงามก่อน โดยใช้เวลา 3,600 ปี ในคัมภีร์ของพวกคุณได้บันทึกไว้ว่าใช้เวลาแค่ 7 วัน ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะหนึ่งวันของจักรวาลก็เท่ากับ 3,600 ปี”

“ทำไมถึงต้องเป็น 3,600 ปีด้วยล่ะครับ” ผมถาม

“มันคือวัฏจักรการโคจรของระบบสุริยจักรวาลของเราทั้งสองที่มันหมุนวนกลับมาเริ่มต้นใหม่พอดี”

“แล้วปิรามิดทำให้เราเดินทางได้อย่างไรครับ”

“คุณสมบัติภายในที่เกิดจากเหลี่ยมมุมทั้ง 4 ด้านของปิรามิดนั้นจะทำให้เกิดคลื่นอนุภาคชนิดหนึ่งที่มีสภาวะแรงเหนี่ยวนำซึ่งกันและกันถ้ามันอยู่ในพิกัดที่ตรงกัน โดยจะต้องมีสภาวะรูหนอนหรือที่คุณเรียกว่าหลุมดำอยู่ตรงกลางด้วยถึงจะทำให้เกิดการย้ายที่กันได้อย่างไร้กฎเกณฑ์ เพราะมันตัดผ่านพื้นที่กึ่งกลางกาแล็กซี่ที่ไม่สามารถมีสิ่งใดอยู่ได้แม้กระทั่งเวลา ลักษณะนี้ไม่ใช่การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ไม่ใช่การพุ่งทะยานไป เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็ยังต้องอาศัยเวลาอยู่ดี ประตูลักษณะนี้มีปรากฏเฉพาะพิกัดรอบขอบโค้งด้านในของรูหนอน และจะต้องเป็นแกนกลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือกนี้เท่านั้น กาแล็กซี่อื่นๆ ในเอกภพนี้ไม่มี”

“ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ปิรามิดซึ่งตั้งอยู่บนโลกของเราทั้งสองหันหัวมาอยู่ในพิกัดที่ตัดผ่านกึ่งกลางรูหนอนนี้พอดี ประตูมันถึงจะเปิดออก ซึ่งจังหวะที่มันจะตรงกันพอดีนั้นจะเกิดขึ้นในทุกๆ 3,600 ปีเท่านั้น”

“และอย่างที่บอกไป อีกฝั่งหนึ่งของพื้นผิวโลกก็จะมีสภาวะไร้กาลเวลาด้วยเช่นกัน เพราะมันเป็นเส้นระนาบเดียวกัน หรือที่เราเรียกว่าประตูรองนั่นเอง”

“หลังจากผ่านไป 7 วันในความหมายของคุณ หรือประมาณ 25,200 ปี ตามเวลาจริงๆ แห่งการขนย้ายทุกสิ่งทุกอย่าง โลกของคุณก็มีมนุษย์มาดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมบูรณ์

ในยุคต้นๆ ของการไปอยู่ที่ดาวโลกไกอานั้นไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างราบรื่นปรกติดี จะไม่ดีอยู่อย่างเดียวก็คือรูปธรรมจากดาวทึงร่าของเราที่อาสาไปดูแลหรือไปเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่นั่น หากไปแล้วกว่าจะได้กลับมาอีกครั้งก็ต้องรอถึง 3,600 ปี ซึ่งมันเป็นเวลาที่นานเกินไป เราจึงมีประชามติไปขออนุญาตจากพระเจ้าสร้างประตูเพิ่มอีกหนึ่งประตู เพื่อซอยช่วงเวลาให้สั้นลงจาก 3,600 ปีให้เหลือครึ่งหนึ่งคือ 1,800 ปี ซึ่งครั้งแรกที่มีการเปิดใช้งาน ทุกคนที่มีหน้าที่ไปประจำการอยู่ที่ดาวไกอาต่างดีอกดีใจกันยกใหญ่ เพราะทำให้พวกเขาสามารถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องรอถึง 3,600 ปีอีกแล้ว

ปิรามิดอันแรกที่พวกเราสร้างขึ้นนี้ทำจากหินแกรนิตขนาดใหญ่เรียงซ้อนๆ กันเป็นเหมือนขั้นบันได ปิรามิดอันนี้จึงมีรูปร่างไม่เหมือนอันที่สร้างในช่วงหลังๆ ที่มีผิวหน้าเรียบ วิธีการสร้างก็ใช้หลักการทำงานของจิตล้วนๆ ตั้งแต่คำนวณ ตัดหิน เคลื่อนย้าย และยกประกอบ

พวกเราใช้ประตูที่ 2 นี้นานมาก ใช้จนผ่านยุคที่น้ำท่วมใหญ่และยังอีกหลายยุคหลังจากนั้น จนกระทั่งมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น” เขาหยุดพูด

“เรื่องอะไรหรือครับ” ผมถามขึ้นหลังจากรู้สึกว่ารุทอนหยุดพูดนานเกินไป

“ผมกำลังคิดว่าคุณจำเป็นต้องรู้เรื่องราวพวกนี้ด้วยหรือเปล่าน่ะครับ” เขาพูด

“ผมว่าเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับโลกของเราทั้งสองนี้ล้วนแล้วแต่น่าสนใจและทำให้ผมตื่นเต้นได้ทั้งสิ้น ได้โปรดเล่าเถอะครับ” ผมพูดขอร้อง

“มันเป็นเรื่องของบุคคลๆ หนึ่งที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งบนโลกของผมและบนโลกของคุณ และความเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นยังส่งผลยาวนานมาจนถึงปัจจุบันนี้ด้วย”

“ขนาดนั้นเลยหรือครับ น่าสนใจครับ” ผมพูด

“ผมคิดว่ายังไงก็ต้องเล่าให้คุณฟัง เพราะมันก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้คุณเข้าใจอะไรๆ ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น”

“มันเป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ชื่อของเขาออกเสียงว่า “เดอกูระ” หรือ “เดอกูร่า” เขาคนนี้เป็นคนที่เกิดบนดาวโลกทึงร่านี่แหละ เป็นมนุษย์รูปธรรมแบบเดียวกับพวกคุณ ไม่ใช่เป็นแบบกึ่งพลังงานแบบผม เขาเป็นคนที่มีจิตใจดี มีความมุมานะ เขามีความประสงค์ที่จะมาช่วยงานพวกเราทุกอย่าง ทีแรกเขาขอมาทำงานดูแลความเรียบร้อยที่นี่ เช่น ช่วยดูแลเด็กๆ ที่มาเรียน ดูแลสวนป่าบริเวณทางขึ้น รวมทั้งบริเวณลานจอดนี้ด้วย ความมุ่งมั่นของเขาคือประสงค์จะเป็นรูปธรรมอาสาไปปฎิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของจักรวาลบ้าง เขาขอฝึกหัดขับยานบิน และด้วยความตั้งใจจริงผนวกกับความฉลาดที่มีอยู่เป็นทุน เขาเรียนรู้และประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว พวกเราจึงสอนวิธีการใช้พลังจิตอื่นๆ อีกจนครบหลักสูตร เขาไม่ใช่คนแรกที่เป็นรูปธรรมอาสา ในอดีตก่อนหน้านั้นก็เคยมี และหลังจากเขาก็ยังมี เพราะทักษะเหล่านี้สามารถฝึกได้”

“เหมือนกับสองคนที่กำลังไปฝึกบินอยู่ตอนนี้ เขาก็มาจากรูปธรรมแบบเดียวกัน” รุทอนยกตัวอย่าง

“เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีตามปรกติ หลังจากที่เขาฝึกฝนจนชำนาญเป็นที่ไว้วางใจแล้ว วันหนึ่งเขาก็ขอไปปฏิบัติงานจริงยังโลกไกอา เราจึงได้มอบหมายให้เขาไปสลับกับรูปธรรมอีกกลุ่มหนึ่งที่ประจำการบนดาวโลกไกอามาครบวาระ 1,800 ปีแล้ว เราส่งรูปธรรมไปครั้งนี้ทั้งสิ้น 9 รูปธรรม เมื่อไปถึงทุกคนก็แยกย้ายกันไปประจำในพิกัดต่างๆ ทั่วโลก เดอกูร่าเลือกบริเวณหนึ่งที่ปัจจุบันคือมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ในสมัยนั้นมันยังเป็นแผ่นดินอยู่ มันมีชื่อว่าทวีป “เลมูเรีย”

“เนื่องจากเขาเป็นรูปธรรมที่เป็นกายภาพที่ยังต้องกินต้องขับถ่ายอยู่ เขาจึงสามารถแฝงตัวเข้าไปอยู่กับมนุษย์โลกไกอาได้อย่างกลมกลืน เมื่อเขาเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนบนโลก ผู้ที่อยู่แวดล้อมเขาต่างได้เห็นความสามารถทางด้านการใช้พลังจิตที่คนบนโลกไม่มี จึงทำให้ผู้คนยกย่องเขาเป็นประดุจเทพเจ้า เขาได้รับการเทิดทูนไว้เหนือสิ่งอื่นใด ให้เป็นผู้ปกครองเมือง เป็นพระราชา และเมืองของเขาก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงแค่ 200 ปี เมืองของเขาก็กลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานอาณาจักรของเขาก็แผ่ขยายอำนาจจนกลายเป็นจักรวรรดิที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งโลก เนื่องจากเขานั้นยังคงมีรหัสการเป็นมนุษย์ที่มีอายุขัยยืนยาว เขาจึงปกครองอาณาจักรของเขาได้อย่างต่อเนื่องมาตลอด”

“ด้วยอำนาจของอาณาจักรที่เขาสร้างขึ้นขณะนั้น จึงทำให้เขาเปรียบเหมือนเป็นผู้ครอบครองโลกทั้งใบไว้แต่เพียงผู้เดียว เหล่ารูปธรรมทั้ง 8 ที่มาด้วยกันเคยเข้าไปพบเพื่อขอร้องให้เขาหยุดการกระทำนี้ แต่ก็ไม่เป็นผลอะไร ทางดาวโลกของเราก็สื่อสารโดยตรงไปถึงเขาเพื่อตักเตือนและห้ามปราม แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น สุดท้ายเมื่อครบวาระของการกลับคืนสู่ดาวโลกทึงร่า เดอกูร่าก็ไม่ยอมกลับ”

“มันจึงเกิดเป็นความขัดแย้งกันระหว่างพวกเรากับอาณาจักรของเดอกูร่า ช่วงเวลาของเหตุการณ์ความขัดแย้งนี้เองที่พวกคุณเรียกกันว่า สงครามของทวยเทพ มันคือการต่อสู้กันระหว่างพวกเรากับอาณาจักรเทพเจ้าของเดอกูร่า ในตำนานของพวกคุณได้มีการบันทึกไว้แต่ก็ถูกนำไปแต่งแต้มให้เป็นเรื่องที่มีสีสันเพื่อความสนุกสนานมากขึ้น ทุกๆ อารยธรรมได้ต่อเติมเรื่องราวนี้จากมุมมองของตัวเองแต่ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือเรื่องของการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้าด้วยกันเอง ซึ่งก็ไม่มีใครเคยรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่าเราสู้รบกันทำไม”

“สุดท้ายก็ไม่มีใครแพ้ชนะ เพราะพวกเราไม่ได้ใช้อาวุธและก็ไม่ประสงค์จะใช้มันด้วย มีแต่การป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยด้วยการสำแดงจิตเพื่อตอบโต้บ้างเท่านั้น ซึ่งการสำแดงตัวของรูปธรรมทั้ง 8 ในการสู้รบกับกองทัพเดอกูร่าครั้งนั้น เขาได้สำแดงให้คนบนโลกเห็นว่า เราเป็นเหมือนกองทัพของอสูรร้ายบ้าง เป็นยักษ์บ้าง เป็นสัตว์ประหลาดหลากหลายรูปแบบตามแต่ที่พวกเขาจะจินตนาการขึ้นมา จากสิ่งนี้นี่เองที่ฝ่ายของเดอกูร่ามองว่าพวกเราเป็นฝ่ายมาร ในบางตำนานบางอารยธรรมบนโลกของคุณได้มีการบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ว่า เป็นช่วงการกำเนิดของฝ่ายซาตานหรือฝ่ายมาร”

“สุดท้ายพวกเราได้ทำลายยานบินของเดอกูร่าทิ้ง เมื่อเห็นว่าเขาเป็นปฏิปักษ์กับเราอย่างแน่นอนแล้ว โดยที่ตั้งของยานบินที่ถูกทำลายนั้นอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งแต่เดิมมันเคยเป็นแผ่นดิน แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งหมดก็ได้จมลงสู่ก้นมหาสมุทร แต่พวกเรายังเหลือมันไว้เป็นเกาะเพื่อเป็นอนุสรณ์ของการต่อสู้ระหว่างพวกเรากับเดอกูร่า เกาะแห่งนั้นเราได้ตั้งชื่อไว้เป็นที่ระลึกว่า เกาะแอนติคิเทอร่า (Antikythera) ที่จริงชื่อเกาะแห่งนี้มีความหมายว่า “ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าแห่งดาวทึงร่า” หรือ Anti Christ Thong-ra แต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงมีการออกเสียงที่ผิดเพี้ยนจากเดิมไปบ้าง และตอนนี้พวกคุณได้ค้นพบชิ้นส่วนกลไกชิ้นหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ และมันยังถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์บนโลกของคุณ สิ่งที่พวกคุณเห็นอยู่นั้นคือเครื่องมือที่ใช้สำหรับคำนวณช่วงเวลาการเปิดและปิดของประตูทั้งหมดที่เราสร้างขึ้น หรือเครื่องมือคำนวณปฏิทินดาราศาสตร์ ซึ่งพวกคุณเรียกมันว่า เครื่องจักรกลแห่งแอนติคิเทอร่า (Antikythera Mechanism)”

“ด้วยสภาพแวดล้อม อากาศ น้ำ สนามแม่เหล็กที่ไม่เอื้ออำนวยให้เดอกูร่ามีชีวิตที่เป็นอมตะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพจิตใจที่ตกต่ำของเขา เมื่อเขาไปอยู่ที่นั่นได้แค่ 5 พันปี เขาก็พบว่าร่างกายของเขานั้นเสื่อมลงไปมากซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปรกติสำหรับเขา เขาได้พยายามดิ้นรนทุกวิถีทางให้ร่างกายกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มอีกครั้งด้วยการสร้างเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงเซลล์ในร่างกายให้สามารถฟื้นฟูได้ตลอดเวลา และเครื่องจักรแห่งการเป็นหนุ่มเป็นสาวจึงถือกำเนิดขึ้นมาในยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองสุดขีดของอาณาจักรเดอกูร่าก่อนที่จะล่มสลายลงในไม่กี่ปีถัดมา”

“เดอกูร่าคือผู้สร้างอารยธรรมแอตแลนติสขึ้นมาอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม

“ใช่” เขาตอบ