อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๑๐.

๑๐.

นางฟ้า

“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับค่ะ” เสียงเธอกล่าวต้อนรับพร้อมกับการปรากฏกายของเธอ

วินาทีแรกที่ผมเห็นเธอ มันทำให้ผมถึงกับตะลึงในความงาม ผมไม่เคยเห็นหญิงสาวคนใดในโลกมีความงดงามเหมือนอย่างเธอมาก่อน ถ้าเอาผู้หญิงที่ได้ชื่อว่างามที่สุดในโลกมายืนเทียบกับเธอ หญิงคนนั้นก็คงเป็นแค่คนขี้เหร่ๆ คนหนึ่ง มันเทียบไม่ได้เลยกับเธอ ผมเพิ่งจะเข้าใจนิยามของคำว่า “งามอย่างกับนางฟ้า” เมื่อได้เจอกับเธอคนนี้ สิ่งแรกที่ตรึงผมไว้คือผิวพรรณที่ขาวสะอาดเปล่งประกายเหมือนมีแสงสว่างจากภายใน มันเป็นความเปล่งปลั่งขาวใสราวกับผิวของเด็กแรกเกิด ใบหน้าของเธอเป็นรูปไข่ ดวงตากลมโต จมูกไม่โด่งมากแต่ดูเหมาะสมรับกับใบหน้า ริมฝีปากเป็นสีชมพูเรื่อๆ แบบธรรมชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่งใดๆ รูปร่างสัดทัดผอมเพรียวสมส่วน เมื่อประเมินจากที่เห็น เธอน่าจะเป็นเพียงแค่สาวแรกรุ่นคืออายุประมาณ 15-16 ปีเท่านั้น

การแต่งกายเป็นแบบง่ายๆ คล้ายกับมีนคือเป็นผ้าทอมือ แต่ดูเนื้อผ้ามีความละเอียดประณีต การตัดเย็บเป็นแบบทับไปทับมาจากผ้าหลายๆ ชั้น ที่คอและบนศีรษะของเธอมีเครื่องประดับที่ทำจากวัสดุคล้ายทองคำ ห้อยเป็นระย้าเล็กน้อยพองาม

“สวัสดีครับ” ผมตอบเธอพร้อมกับโน้มศรีษะไปข้างหน้าคล้ายกับการคำนับ ที่จริงผมไม่รู้ธรรมเนียมการทักทายของพวกเขาหรอก แค่ทำตามความเหมาะสมเท่าที่จะคิดออกเวลานั้น

“ฉันชื่อ “นาพา” ค่ะ” เธอแนะนำตัวเอง

“ใช่หรือ มันน่าจะออกเสียงว่า “นัพฟา” ไม่ใช่หรือ” มีนหันไปขัดนาพาพร้อมกับอมยิ้ม

“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ สมองฉันให้ออกเสียงประมาณนี้นี่นา” เธอพูดพร้อมกับแสดงอาการเขินๆ

“ขออภัยนะครับ พวกเราไม่ค่อยคุ้นเคยกับการเปล่งเสียงออกมาทางลำคอสักเท่าไหร่” มีนออกตัว

“ผมว่าชื่อ “นาพา” นั้นออกเสียงง่ายดีนะครับ แล้วก็มีความหมายดีด้วย ในภาษาของผม “นาพา” หรือ “นภา” แปลว่าท้องฟ้าครับ” ผมแสดงความเห็นเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น

“ดีจังเลยค่ะ ความหมายนี้ฉันชอบ” นาพาพูดพร้อมกับยิ้ม

“แล้วชื่อของเธอล่ะออกเสียงอย่างไร ไหนออกเสียงให้ฉันฟังหน่อยสิ” นาพาหันไปถามมีนทำนองอยากจะรู้ว่า มีนจะออกเสียงได้ดีกว่าเธอไหม

“เอ่อ…เอ่อ…” มีนไม่กล้าเปล่งเสียงออกมาต่อหน้าเธอ

“มีนครับ” ผมตอบแทนเขา

“ฮึ…ฮ่าๆๆๆ” นาพาเอามือปิดปากพร้อมหัวเราะออกมา โดยไม่ได้คำนึงว่าตอนนี้เธอกำลังต้อนรับแขกที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงนาทีอยู่

“ขอโทษค่ะที่เสียมารยาท” นาพาเหมือนจะคิดได้จึงรีบหยุดอาการขำนั้น

“ผมชื่อ ทิมครับ” ผมแนะนำตัวเอง

“ผมลืมไปเสียสนิทเลยว่า ผมจะต้องแนะนำตัวเองให้คุณได้รู้จักบ้าง ทั้งๆ ที่คุยกันมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว” ผมหันไปพูดกับมีน

“พวกเรารู้แล้วครับ พวกเรารู้แล้วค่ะ” มีนและนาพาพูดขึ้นพร้อมกัน

“คุณรู้ได้อย่างไร ว่าผม…” ผมกำลังจะถาม แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า พวกเขาทั้งสองเข้าใจภาษาจิตกัน

“คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ” มีนพูดตอบกลับมาจากความคิดที่ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ในตอนท้าย

ผมคิดในใจว่า นี่ถ้าผมเข้าใจภาษาจิตได้แบบเขาบ้างก็คงจะดี วันๆ เราคงไม่ต้องพูดอะไรกันสักคำอย่างที่เขาว่า

“ภาษาจิตเป็นภาษาสากล เป็นภาษาที่เราใช้กันทั่วทั้งจักรวาลครับ ภาษาที่มีศักยภาพในการสื่อสารด้อยที่สุดก็คือภาษาที่ต้องใช้การเปล่งเสียงออกมาจากลำคอแบบที่พวกคุณใช้กันอยู่นี่แหละครับ ผมจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในการสื่อสาร ความคลาดเคลื่อนนั้นมีสูงมาก มันมีทั้งอุปสรรคเรื่องทักษะการออกเสียง ทักษะในการตีความหรือความเชื่อที่มีต่อสิ่งนั้นของผู้ฟังคนนั้น อุปสรรคเรื่องความสามารถในการได้ยินของอีกฝ่าย และความแตกต่างของภาษา ในโลกของพวกคุณปัญหาต่างๆ ราว 90 เปอร์เซ็นต์ ก็เกิดจากการสื่อสารนี่แหละครับ” มีนออกความเห็นสนับสนุนสิ่งที่ผมคิดเมื่อสักครู่

พวกเรายืนคุยกันเพลินจนตอนนี้พระอาทิตย์ได้คล้อยต่ำลงจนใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ผมสังเกตว่า ดวงอาทิตย์ที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าที่โลกของผมมาก ประเมินดูแล้วมันน่าจะใหญ่กว่าถึงเกือบหนึ่งเท่าตัว และแสงของมันก็นวลตามากกว่า ผมเริ่มสงสัยอีกครั้งว่า ตำแหน่งที่ตั้งของโลกที่ผมยืนอยู่นี้มันคือที่ไหนกันแน่

“ใช่ครับ ดวงอาทิตย์ของเราจะใหญ่กว่าของคุณประมาณ 7 ใน 10 ส่วนครับ แต่กำลังการปลดปล่อยพลังงานของมันก็น้อยกว่าดวงอาทิตย์ของคุณประมาณ 7 ใน 10 ส่วนเช่นกัน” มีนรับรู้ความคิดของผม และตอบด้วยการเปล่งเสียงออกมา

“ขอเชิญเข้าในบ้านก่อนค่ะ เริ่มมืดแล้ว” นาพากล่าวเชิญผมด้วยท่าทีเป็นกันเอง

จริงๆ ผมยังอยากจะยืนดูพระอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนต่ำลงจนสิ้นแสงลับตาไปเลย เพราะผมรู้สึกว่ามันสวยงามแปลกตามาก แต่ด้วยการกล่าวเชื้อเชิญของเธอ จึงทำให้ผมต้องละสายตาจากภาพที่มหัศจรรย์นี้ไปก่อน

“ครับผม ได้ครับ” ผมรับคำเชิญ

เมื่อผมก้าวผ่านประตูบ้านเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือเตาไฟ เตานี้ตั้งอยู่เกือบจะกลางบ้าน มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านข้างทั้งสี่ด้านมีการก่ออิฐล้อมรอบเป็นปล่องสูงขึ้นไปจนจรดเพดานคล้ายกับเตาผิง แต่จะต่างกันก็ตรงที่มีช่องสำหรับใส่ฟืนอยู่ด้านล่างหนึ่งช่อง และมีช่องทรงโค้งสำหรับประกอบอาหารที่ด้านบนทั้ง 4 ด้าน เตานี้ใช้ประโยชน์หลายอย่าง อย่างแรกคือใช้ปรุงอาหาร เพราะผมเห็นว่าตรงกลางเตามีหม้อเหล็กขนาดใหญ่แขวนอยู่หนึ่งใบ อย่างที่สองคือให้แสงสว่าง และอย่างที่สามคือให้ความอบอุ่นภายในบ้าน

อีกด้านหนึ่งของตัวบ้าน ที่ริมหน้าต่างมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่อยู่หนึ่งตัว โต๊ะตัวนี้น่าจะใช้เป็นโต๊ะอเนกประสงค์ คือใช้สำหรับทานอาหารและใช้นั่งทำงานฝีมือไปด้วย เพราะผมสังเกตเห็นตะกร้าอุปกรณ์งานผ้าที่ถูกเลื่อนไปเก็บด้านในสุด ส่วนด้านหลังของเตาไฟก็เป็นผนังห้อง 2 ห้องติดกัน ผมเดาว่าน่าจะเป็นห้องนอน

“เชิญนั่งก่อนค่ะ” นาพาเชิญผมนั่งที่โต๊ะ หลังจากนั้นเธอก็เดินกลับไปที่เตาเพื่อเตรียมอาหาร

มีนเดินมานั่งที่โต๊ะ เขาดึงเอามีดที่เอวออกมาวาง แล้วก็ผลักมันให้เลื่อนไปชิดด้านในใกล้ๆ กับตระกร้างานผ้าของนาพา ผมนั่งลงที่โต๊ะพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้ง

“เป็นอย่างไรบ้างครับ บ้านของผมพอจะอยู่ได้ไหม” มีนถามแบบถ่อมตัว

“น่าอยู่มากครับ ดูอบอุ่นดีครับ” ผมตอบ ในขณะที่สายตาก็ยังสำรวจไปเรื่อยๆ ในผนังอีกด้านหนึ่งของตัวบ้านมีเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้และการเกษตรหลายชิ้นแขวนอยู่ ส่วนใหญ่ผมรู้จักดี เช่น เลื่อย ขวาน จอบ เสียม พลั่ว และคราด แต่ก็ไม่เห็นมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับล่าสัตว์เลยสักชิ้น