อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๙๐.

๙๐.

ภารกิจ

“เวลาเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ที่จริงฉันไม่ได้เป็นคนกำหนด มันก็เหมือนกับที่ฉันเคยบอกไปแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเธอเป็นคนกำหนดเอง แต่ถ้าจะให้ฉันอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันก็พอจะอธิบายได้ว่า ครั้งหนึ่งจิตที่เป็นสายสัมพันธ์ของเธอเขาเคยพาเธอมา ณ ที่แห่งนี้ ในเวลานี้ และที่พิเศษกว่านั้นคือ วันนี้เป็นวันเดียวกัน เดือนเดียวกัน ของปีที่เธอเคยมาที่นี่ในความฝันด้วย มันอาจจะเป็นการจงใจให้เธอได้มาพบกับหล่อนในภาพที่เธอเคยเจอกันเป็นครั้งแรก เพื่อให้เธอรำลึกได้หรือจำเธอได้ ซึ่งเรื่องนี้ฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ฉันเป็นเพียงผู้ที่ทำตามความประสงค์ของเธอเท่านั้น”

“ส่วนเรื่องที่ให้เธอมาพบกับฉัน ณ ที่แห่งนี้คือความประสงค์ของฉันแบบเฉพาะเจาะจงกับเธอ มันเป็นความปรารถนาที่จะได้พบกับเธอ”

“อ้าว! ทำไมอันนี้ถึงเป็นความประสงค์ของท่านล่ะครับ”

“เธอเปรียบเสมือนเป็นคนที่พลัดพรากจากฉันไปอยู่ยังที่ไหนสักแห่งเป็นเวลานานแสนนาน และวันนี้เธอกลับมาหา เธอคิดว่าฉันควรจะดีใจไหมล่ะที่ได้พบกันอีกครั้ง”

“ดีใจครับ”

“นั่นล่ะ ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอย่างนั้นอยู่”

“ท่านกับผมน่ะหรือครับ”

“ใช่ เธออาจจะไม่รู้สึกตื่นเต้นดีใจกับการได้พบกันในครั้งนี้สักเท่าไหร่เพราะเธอยังไม่พ้นจากสภาวะแห่งการลืม แต่สำหรับฉัน ฉันไม่เคยลืมมันเลย ฉันยังจำวันเวลาที่เธอจากไปได้อย่างแม่นยำทั้งๆ ที่วันเวลาดังกล่าวได้ผ่านมานานกว่า 8 หมื่นปีแล้ว”

“8 หมื่นปี!!”

“ใช่ ฉันนับวันนับคืนเฝ้ารอคอยการกลับมาของเธอ และตอนนี้ฉันก็รู้สึกยินดีเป็นที่สุด มันเป็นวันที่พวกเราต้องร่วมกันฉลอง ที่จริงผู้คนในเมืองที่อยู่ด้านล่าง คนทั้งโลกทึงร่าใบนี้ รวมทั้งทั่วจักรวาลนี้เขาก็กำลังเฉลิมฉลองกันเนื่องจากการมาของเธออยู่”

“อย่างนั้นเลยหรือครับ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ไม่ได้รู้จักผมเป็นการส่วนตัวน่ะหรือครับ” ผมพูด

“เรื่องนี้อาจจะค่อนข้างยากที่เธอจะทำความเข้าใจ ถึงแม้ว่าดวงจิตทุกดวงในโลกนี้จะมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบที่พวกเธอเป็นกันบนโลกของเธอ ที่ฉันพูดว่าฉันตั้งตานับวันนับคืนรอเธอมานั้น คนทั้งเมือง คนทั้งโลก จนถึงทั้งจักรวาลก็รู้สึกเช่นเดียวกับฉัน เพราะพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกับฉัน”

“แต่ช่างเถอะ วันหนึ่งที่สภาวะการจำได้ของเธอกลับคืนมา เธอจะเข้าใจมันเอง”

“แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องที่เธอเพิ่งจะตื่นขึ้นมาค้นพบความหมายของชีวิต หลังจากที่เธอหลับใหลมาเป็นเวลานานแสนนานนี่สิ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง”

“สมมุติว่าที่ผ่านมาเธอหลับสนิทอยู่ เธอลองนึกภาพว่าหลังจากนั้นเธอก็ตื่นขึ้น แล้วเธอก็พบว่าทุกคนที่อยู่รอบกายเธอยังหลับกันอยู่ เพื่อนๆ พ่อแม่พี่น้อง คนรักของเธอยังหลับสนิท และเธอก็ยังพบอีกว่า สิ่งแวดล้อมด้านหนึ่งของเธอนั้นกำลังมีอันตราย ไฟกำลังไหม้ลามเข้ามาเรื่อยๆ มีเหล่าแมลงและสัตว์ร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาทำร้ายพวกเขา ซึ่งเธอก็ยังเห็นว่าอีกฟากหนึ่งนั้นมีแผ่นดินที่ปลอดภัย มีผืนดินที่เขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพียงแค่เธอเดินข้ามสะพานเล็กๆ ไปเท่านั้น เธอคิดว่าเธอจะทำอย่างไร”

“ปลุกพวกเขาครับ”

“ใช่ ถ้าเธอรักพวกเขา เธอต้องรีบปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นจากการหลับโดยเร็ว ตอนนี้ที่โลกของเธอกำลังเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครสักคนเลยที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร และจะต้องไปที่ไหนเป็นที่สุดท้าย ทุกคนล้วนกำลังตกอยู่ในสภาวะของความไม่รู้ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ขณะนี้โลกของเธอกำลังตกอยู่ในอันตรายที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของจักรวาล เพราะมันคือปฏิบัติการการปรับเปลี่ยนโครงข่ายแม่เหล็กโลกครั้งใหญ่ สรุปง่ายๆ คือ ใครก็ตามที่ไม่สามารถยกระดับจิตสำนึกให้สูงขึ้นก่อนการปรับโครงสร้างครั้งนี้ เขาคนนั้นจะถูกลืม ซึ่งการถูกลืมครั้งนี้หมายความว่าเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับออกมาจากที่นั่นอีกเลย”

“เพราะว่าโลกยุคพลังงานใหม่นี้จะเป็นยุคที่มีค่าโครงข่ายของสนามแม่เหล็กใหม่ ทุกคนที่มาเกิดบนโลกจะต้องมีจิตสำนึกที่สูงขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นระดับของจิตสำนึกเท่าเดิมจะไม่สามารถดำรงอยู่ที่นั่นได้อีกต่อไป รูปธรรมที่จะมาเกิดใหม่ที่นี่จะต้องเป็นผู้ที่ขันอาสามาใหม่ทั้งหมด หรือไม่ก็เป็นผู้ที่สามารถยกระดับจิตสำนึกให้ได้ก่อนการปิดยุคพลังงานเก่า และก็ต้องเป็นผู้ที่รอดชีวิตจากการปรับโครงข่ายครั้งนี้ด้วย”

“และนี่คือเรื่องสำคัญที่ฉันต้องการจะร้องขอต่อเธอ”

“ครับ บอกมาได้เลยครับ”

“จำนวนมนุษย์ที่จะเหลืออยู่บนโลกในยุคพลังงานใหม่นี้จะมีมากหรือน้อย จะขึ้นอยู่กับการเลือกของเธอในครั้งนี้”

“หา! อย่างไรนะครับ มันเกี่ยวอะไรกับผมครับ”

“60 เปอร์เซ็นต์ของมนุษย์ทั้งหมดเป็นมนุษย์ที่ไม่เคยใส่ใจประพฤติปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนาบนโลกเลย คนเหล่านี้คือคนที่ได้ชื่อว่าหลับสนิท เขาไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะทำอย่างไรกับการหลับที่ว่านี้ ที่จริงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังหลับ ส่วนคนอีก 39 เปอร์เซ็นต์ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่อยู่ในศีลในธรรม เป็นผู้ที่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในความหลับและพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองตื่นอยู่ แต่เขากลับเข้าใจในบทบัญญัติต่างๆ ของศาสนาคลาดเคลื่อน จึงทำให้เขาก็ยังคงได้ชื่อว่าเป็นผู้หลับอยู่เหมือนกัน ดังนั้นขณะนี้บนโลกของเธอจึงมีคนที่กำลังตื่นอยู่เพียงน้อยนิดไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์”

“เธอมีสองทางเลือกซึ่งฉันไม่ได้บังคับ คือ 1.) ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้กับภรรยาที่แสนน่ารักและลูกของเธอที่กำลังจะมาเกิดอย่างมีความสุขตลอดไป หรือ 2.) กลับไปบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอรู้ให้กับคนที่โลกเดิมของเธอ เพื่อที่เขาทั้งหลายจะได้รู้วิธีมาที่นี่ หรือเพื่อที่จะสามารถเป็นพลเมืองของโลกยุคพลังงานใหม่ของเธอให้ได้”

“ท่าน…” ผมรู้สึกอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันผมนั้นกระตือรือร้นที่จะกลับบ้านมากที่สุด ผมอยากจะกลับไปพบกับเพื่อนกับสังคมที่ผมคุ้นเคย แต่พอมาเวลานี้ผมกลับรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ เมื่อคิดว่าจะต้องกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกเดิม ผมต้องกลับไปดิ้นรนหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ ผมต้องกลับไปพยายามสร้างสถานภาพทางสังคมเพื่อทำให้คนรอบข้างยอมรับ ผมต้องกลับไปเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่างๆ ในชีวิต มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ถ้าถามความรู้สึกตอนนี้ผมคิดว่าผมไม่อยากกลับไปอย่างแน่นอน ผมเจอสถานที่ในอุดมคติของผมแล้ว

“ท่านมีความประสงค์จะให้ผมกลับไปบอกอะไรกับพวกเขาหรือครับ” ผมถาม

“จากประสบการณ์ตลอด 6 วันที่ผ่านมา ฉันคิดว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องกลับไปบอกอะไร แต่ที่เธอถามฉันเพียงเพราะเธอต้องการการยืนยันจากปากของฉันเท่านั้น ที่จริงบัดนี้เธอได้เข้าสู่สภาวะการเข้าถึงองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะการที่เธอสามารถสื่อสารกับฉัน เธอได้ยินและโต้ตอบกับฉันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เธอรู้ว่าฉันนั้นมีอยู่จริง มันคือกระบวนการของผู้ที่พวกเธอเรียกกันแบบสวยหรูว่า “ผู้เข้าถึงปัญญาญาณ” เพราะที่จริงวิหารและห้องนอนที่เธอเห็นอยู่ทั้งหมดนี้เป็นแค่ภาพลวงตา มันไม่ได้มีอยู่จริง ณ สถานที่แห่งนี้หรอก มันมีเฉพาะต่อสายตาของเธอเท่านั้น ดังนั้นหากเมื่อไหร่ที่เธอต้องการจะสื่อสารกับฉัน ไม่ว่าจะที่โลกนี้หรือว่าโลกไหนๆ เธอก็สามารถทำได้ตลอดเวลา”

“ที่ผ่านมาเธอเปรียบเสมือนคนที่เคยเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง ที่น่าตกใจก็คือเมื่อเธอหันไปทางไหนก็เจอแต่คนที่เป็นโรคเดียวกันกับเธอ และที่น่าตกใจมากที่สุดก็คือ ไม่มีใครสักคนที่ตระหนักรู้ว่าตัวเองนั้นเป็นโรคร้ายชนิดนี้ โรคนี้ได้กัดกินพวกเธอมานานแสนนานแล้ววันหนึ่งเธอก็ค้นพบวิธีรักษามัน ที่น่าตื่นเต้นก็คือ การรักษาโรคนี้สามารถรักษามันได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการรักษาจากหมอหรือยาใดๆ ทั้งสิ้น”

“เพียงแค่เธอรู้หลักการบางอย่างก็สามารถหายขาดจากโรคร้ายนี้ได้ในทันที เท่ากับตอนนี้เธอเป็นคนเดียวที่รู้วิธีการรักษาโรค ความหวังเดียวของคนเหล่านั้นก็คือเธอ!”

“ท่านทำให้ผม…ลำบากใจมากที่สุดในชีวิตเลยรู้ไหมครับ” ผมพูด

“ฉันเข้าใจดี”

“สมมุตินะครับ สมมุติว่าผมตอบตกลงกับท่านว่าผมจะกลับไปบอกกับทุกคนบนโลก แล้วครอบครัวที่ผมเพิ่งจะเริ่มมีความสัมพันธ์ที่นี่เขาจะรู้สึกอย่างไรหากผมทิ้งเขาไป”

“ที่นี่ไม่มีสมการอะไรเลยที่เหมือนกับที่เธอเคยเป็น เธอไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น เด็กที่เกิดที่นี่ทุกคนบนโลกพร้อมที่จะเลี้ยงดูเขา ที่จริงต้องบอกว่าทุกคนรักเด็กคนนี้มากพอๆ กับที่เธอรักเขา”

“แล้วภรรยา…”

“ส่วนเรื่องภรรยาของเธอ ที่จริงหล่อนรู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้นแล้ว หล่อนรู้ว่าเธอจะต้องมาที่นี่เพื่อมาเลือก ถ้าถามหล่อนว่ารักเธอไหม หล่อนก็จะตอบว่ารักเธอจนหมดหัวใจ แต่หล่อนก็มีความรักต่อดวงจิตวิญญาณทุกดวงที่กำลังจะตกค้างอยู่บนโลกของเธอมากพอๆ กัน ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ดวงจิตที่เป็นสายสัมพันธ์ของใครต่อใครก็อาจจะไม่สมบูรณ์ตลอดไป หล่อนจะรู้สึกยินดีเป็นที่สุดถ้าเธอจะเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือคนพวกนั้น”

“แล้วชีวิตของผมล่ะครับ จะเป็นอย่างไร” ผมถาม

“ฉันถึงต้องให้เธอเลือกนี่ไง ฉันขอบอกเธอเลยว่า ภารกิจครั้งนี้ยากลำบากมากเพราะเธอต้องเผชิญกับทิฐิมานะของคนทุกระดับชั้น โดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่ามีความรู้มากในสังคมโลกของเธอ เธอจะต้องเผชิญกับความกดดันที่อาจจะถึงขั้นเกิดความรุนแรง เพราะยุคนี้เป็นยุคที่คนถูกกิเลสตัณหาครอบงำ เป็นยุคที่มีแต่คนถือตัวและอวดดี และสุดท้ายเธออาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางกายภาพของโลกที่เข้าขั้นวิกฤติ โลกของเธอกำลังสั่นสะเทือนอย่างหนักเพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากรอบด้าน ภัยอันตรายทุกอย่างจะรุมเร้าเธออย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ทั้งความอดอยากหิวโหย ทั้งโรคระบาดที่รุนแรง ทั้งภูมิอากาศที่วิปริตแปรปรวน ทั้งแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ทั้งพายุคลื่นยักษ์จากท้องทะเล ทั้งภัยจากสัตว์ร้ายต่างๆ ที่พากันหนีตายและดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด เป็นต้น”

“แล้วอย่างนี้ ท่านยังจะส่งผมกลับไปอีกหรือครับ” ผมถาม

“เธอไม่ต้องห่วง ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา และก็จะมีเหล่าช่างเทคนิคที่เขาทำหน้าที่ในปฏิบัติการครั้งนี้คอยช่วยเหลือและนำพาเธอไปอยู่ในพิกัดที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน หรือถ้าหากเธอจำเป็นต้องเผชิญหรือต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้นจริงๆ เธอและคนอื่นๆ ที่ตื่นเหมือนกันกับเธอจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ขอให้เธอวางใจ”

“แล้วสมมุติอีกนะครับ สมมุติว่าเสร็จภารกิจแล้ว โลกเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่แล้ว ผมยังสามารถกลับมาที่นี่ได้อีกไหมครับ”

“แน่นอน เธอจะเลือกอยู่ที่นั่นจนหมดอายุขัยหรือจะเลือกกลับมาที่นี่ทันทีก็ได้เพราะมันเป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ของเธอ เธอเพียงแค่แจ้งความประสงค์ว่าจะกลับมาเท่านั้น”