๓๖.
มีด
เมื่อเดินไปถึงบ้าน ผมก็เห็นซูด้าเตรียมของจำนวนหนึ่งไว้สำหรับการเดินทาง มีผ้าผืนเล็กๆ คล้ายผ้าเช็ดหน้าสองผืนกับมีดขนาดไม่ใหญ่นักใส่อยู่ในปลอกไม้และห่อด้วยผ้าผืนเล็กๆ อย่างเรียบร้อย การเดินทางครั้งนี้ผมคิดว่าจะไม่เอาเป้ของผมไปด้วยเพราะมีกระดาษม้วนเขื่องอยู่ที่หลังผมแล้ว ถ้าดูจากการแต่งตัวของผมตอนนี้มีแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียวเท่านั้นที่เป็นของที่มาจากโลกเก่าของผม ผมดูเป็นคนที่นี่เกือบสมบูรณ์แบบแล้ว
ซูด้าเอาผ้าผืนหนึ่งมามอบให้ผมและเอาอีกผืนโพกที่หัวให้กับโคฮารุ จากนั้นก็เอามีดเล่มนั้นเหน็บที่เอวให้กับเธอด้วย
“ทำไมผู้หญิงต้องพกมีดด้วยล่ะครับ” ผมสงสัย
“ยังไม่มีใครเล่าเรื่องมีดให้เธอฟังใช่ไหม” โยชิดะพูดขึ้น
“ครับ ยังเลยครับ” ผมเริ่มคิดว่ามันคงต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ เพราะการพกมีดนี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา อาจจะเป็นสัตว์ร้ายหรือแย่กว่านั้นก็ได้
“อย่าห่วงไปเลย โลกนี้ไม่มีอันตรายหรอก” โยชิดะพูดพร้อมกับอมยิ้ม
“เดี๋ยวระหว่างทางที่เข้าไปในเมือง เธอจะพบว่าทุกคนทั้งผู้หญิงผู้ชายจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทุกคนจะมีมีดเหน็บอยู่ที่เอวหนึ่งเล่ม หรือบางคนที่มีภารกิจพิเศษกว่าก็จะมีอีกเล่มที่ใหญ่กว่าด้วย” โยชิดะอธิบาย
“โอ้โห! ดูเหมือนเป็นเมืองคนดุที่พกอาวุธกันทั้งเมืองเลยนะครับ”
“ที่นี่เราไม่ได้ใช้มีดเป็นอาวุธหรอก แต่เราจะใช้เพื่อทำกิจกรรมเกือบทุกอย่างในการดำรงชีพของเรา ตัดแต่งตัดกิ่งไม้ เก็บพืชผล ปอกผลไม้ ทำงานในบ้าน เช่น เหลากิ่งไม้มาทำเครื่องมือ ใช้ขุดดิน ใช้ตัดเถาวัลย์ และอื่นๆ อีกมากมาย” เขาตอบ
“เดี๋ยวตอนที่เดินทาง เธอก็จะรู้คุณประโยชน์ของมันเอง เอ่อ คุณตาของโคฮารุเป็นช่างตีมีดฝีมือเยี่ยมคนหนึ่งเลยนะ บ้านของท่านอยู่ระหว่างทาง วันนี้ถ้าไม่ตรงเข้าเมืองให้โคฮารุพาไปค้างที่นั่นสักคืนสิ เผื่อจะได้ให้เธอไปเลือกมีดไว้ติดตัวสักเล่มด้วย” โยชิดะพูด
“ครับ” ผมตอบ
พอโยชิดะพูดถึงเรื่องมีด ผมก็เพิ่งสังเกตว่าทั้งคู่ก็มีมีดเหน็บอยู่ที่เอวเหมือนกัน เพียงแต่ของซูด้าจะมีขนาดจะเล็กและเรียวกว่าของโยชิดะเท่านั้น
“เราออกเดินทางกันเลยดีกว่า เผื่อไปถึงที่บ้านคุณตาทันอาหารกลางวัน” โคฮารุพูดขึ้น ดูเหมือนว่าเธอจะตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ
“ดีจ้ะลูก ดูแลทิมด้วยนะลูก” ซูด้าพูดแปลกๆ ให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ดูแลผู้ชายอย่างผม
“ไม่ต้องห่วงครับ” ผมรีบบอกซูด้า
โคฮารุกอดพ่อกับแม่คนละครั้งแล้วหันมายกม้วนกระดาษขึ้นหลัง
“ไปแล้วนะคะ” โคฮารุกล่าวลา
“ไปก่อนนะครับ แล้วเจอกันใหม่ครับ คุณโยชิดะ คุณซูด้า” ผมกล่าวลาทั้งสองคน
เราเดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือเช่นเดียวกับเมื่อวาน ที่จริงมันก็ไม่มีทางอื่นให้เดินอีกแล้ว ผมสังเกตว่าทางเดินช่วงนี้เป็นทางที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและดูกว้างขวางกว่าทางที่ผมเดินมาเมื่อวาน เส้นทางนี้แทรกตัวอยู่ในป่าที่ค่อนข้างหนาทึบ มีต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ตลอดทาง
ความรู้สึกในการเดินทางของผมเมื่อวานกับวันนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อวานนี้ผมเดินทางด้วยความไม่รู้และเต็มไปด้วยความกลัว แต่วันนี้ผมรู้ว่าจะไปไหน ไปหาใคร และที่พิเศษที่สุดคือวันนี้ผมมีคนรักร่วมทางไปด้วย การเดินทางในวันนี้จึงเป็นความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก
“ผมชักจะชอบโลกใบนี้แล้วสิครับ” ผมพูดกับโคฮารุหลังจากเดินมาได้สักพัก
“ที่ผ่านมาเธอไม่ชอบหรือ” เธอถาม
“ก็ไม่เชิงนะครับ คือมันมีความเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหันจนผมไม่ทันได้ตั้งตัว ประกอบกับมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่รู้เกี่ยวกับที่นี่จึงทำให้ผมไม่คุ้นเคยและกลัว” ผมตอบ
“แล้วอะไรที่ทำให้เธอชอบที่นี่ล่ะ” เธอถามต่อ
“คุณไงล่ะครับ ผมรู้สึกว่าชีวิตผมมีความหมายเมื่อมีคุณ” ผมตอบจากใจจริง
“คุณทำให้ผมไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ถึงแม้ที่ผ่านมาผมจะมีโอกาสได้คุยกับมีนที่เขาพยายามให้ความกระจ่างทุกอย่างกับผม ได้คุยกับโยชิดะพ่อของคุณที่เขาเป็นคนที่มาจากโลกเดียวกันกับผม แต่มันก็ไม่สามารถทำให้ผมอุ่นใจได้เท่ากับการมีคุณ” ผมอธิบาย
“ขอบคุณนะคะที่คิดอย่างนั้น ฉันจะทำทุกอย่างให้คุณรู้สึกดีกับที่นี่นะคะ” เธอตอบ
เราเดินมาได้สักพักใหญ่ๆ ผมเริ่มสังเกตว่าโคฮารุนั้นแข็งแรงกว่าผมมากเมื่อเทียบจากการเดินของเราสองคน ในขณะที่ผมต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีทั้งแบกน้ำหนักของม้วนกระดาษและเร่งฝีเท้าเพื่อให้ทันกับเธอ แต่เธอกลับเดินแบบสบายๆ และดูเหมือนจะต้องรอผมด้วยในบางช่วง ทั้งๆ ที่เธอก็มีสัมภาระที่หนักเท่ากับผม
“คุณเดินได้เร็วกว่าผมมาก” ผมพูดขึ้นขณะพยายามเร่งฝีเท้าเพื่อให้ทัน
“ค่ะ ฉันเดินจนชินแล้ว โดยเฉพาะทางนี้ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของครอบครัวฉัน ฉันยิ่งมีความชำนาญจนแทบจะหลับตาเดินได้เลย” เธอตอบ
“พวกคุณรับผิดชอบอะไรบ้างครับ”
“นี่ไง ฉันจะทำให้ดู”
พอดีเราเดินมาใกล้จะถึงจุดที่มีกิ่งไม้ขนาดใหญ่ยาวประมาณ 3 เมตรหักลงมาที่พื้นทางเดินจนเกือบจะขวางทาง เธอวางม้วนกระดาษลงและดึงมีดที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาตัดกิ่งไม้เหล่านั้นให้เป็นท่อนๆ เธอใช้มีดได้อย่างคล่องแคล่วมาก ไม่นานกิ่งไม้พวกนั้นก็ถูกตัดเป็นท่อนๆ กองเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเหมือนเตรียมพร้อมที่จะเอาไปทำฟืนได้ทันที
“โอ้โห! คุณทำได้คล่องมากครับ” ผมชมเธอ
“ค่ะ หน้าที่ของเราคือจัดการให้ทางเส้นนี้พร้อมใช้งานตลอดเวลา ดูแลสองข้างทางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย รวมทั้งการตัดแต่งกิ่งไม้ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตในบางกรณีด้วย” เธอตอบ
“เราต้องทำอย่างนี้ตลอดเส้นทางที่เรารับผิดชอบเลยหรือครับ” ผมถาม
“ที่จริงพวกเราจะทำอย่างนี้ในทุกๆ ที่ที่เราเดินผ่านมากกว่าค่ะ ส่วนพื้นที่ที่เรารับผิดชอบนั้นมันจะเป็นแค่อาณาเขตที่เราตกลงกันว่าจะรับผิดชอบจากไหนถึงไหนเพื่อใช้เป็นแค่ชื่อเรียกเท่านั้น คล้ายๆ กับการเรียกชื่อถนนหรือเรียกชื่อตำบลของคุณนั่นแหละ โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคนแต่ละครอบครัวก็จะต้องดูแลพื้นที่ประมาณ 10-20 ตารางกิโลเมตรค่ะ” เธอตอบ
“ใครเป็นคนกำหนดล่ะครับว่าเราจะรับผิดชอบแค่ไหน” ผมถาม
“ไม่มีใครเป็นผู้กำหนด พวกเรากำหนดกันขึ้นมาเอง” เธอตอบ
“ถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีใครมาลงโทษเราใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องกำหนดก็ได้สิ คือผมหมายความว่าเราไม่ต้องทำก็ได้ใช่ไหม” ผมแสดงความเห็น
“พวกเราทุกคนเลือกที่จะทำมากกว่าเลือกที่จะไม่ทำ”
“แล้วเราจะได้อะไรครับ” ผมถามต่อ
“ไม่ได้อะไร” เธอตอบพร้อมกับดึงม้วนกระดาษขึ้นสะพายที่ไหล่แล้วออกเดินทางต่อ
“ไม่ได้อะไรด้วย!! ถ้าอย่างนี้ยิ่งไม่จำเป็นต้องทำเลยสิครับ” ผมสรุปและรีบแบกม้วนกระดาษเดินตามเธอ
“พวกเราทำทุกอย่างด้วยความรัก” เธอหันมาตอบ
“ผมไม่เข้าใจ มันเกี่ยวอะไรกับความรัก” ผมถาม
“สังคมที่นี่ถึงแม้จะมีลักษณะทางกายภาพเหมือนกับโลกเก่าของคุณ แต่ด้านทัศนคติเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเรานั้นกลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราทุกคนที่นี่มีทัศนคติต่อหน้าที่ของตัวเองว่า การกระทำทุกอย่างในชีวิตหากเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นมันคือสิ่งที่สมควรทำ ไม่ใช่เห็นว่าต้องทำเพราะมีคนออกกฎมาให้ทำหรือทำเพื่อหวังสิ่งตอบแทน”
“ทัศนคตินี้เป็นพื้นฐานของทุกๆ คนในสังคม ไม่มีใครสักคนเดียวที่ไม่คิดแบบนี้” เธอตอบ
“แล้วถ้ามีใครไม่ทำล่ะครับจะเกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นก็ต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ดีกว่าที่เขาจะไม่ทำ”
“ผมพยายามทำความเข้าใจอยู่นะครับแต่มันยากจริงๆ” ผมพูด
“เรื่องนี้คุณอาจจะต้องทำความเข้าใจที่ต้นตอของมันก่อน”
“ต้นตอ!! อะไรครับ” ผมถามพร้อมกับเร่งฝีเท้าเพื่อตามเธออีก