อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๒๓.

๒๓.

การเดินทาง

“ภารกิจของคุณตอนนี้คือต้องเดินทางไปพบรูปธรรมชั้นสูง ซึ่งจากที่นี่จะต้องใช้เวลาเดินทางไปอีก 3 วันเป็นอย่างน้อย ที่จริงผมประเมินว่า ผมจะต้องใช้เวลาในการบอกเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับที่นี่ให้คุณเข้าใจอีกสักวันสองวัน แต่ผิดคาดมากๆ คุณใช้เวลาแค่วันเดียว ดังนั้นวันนี้คุณน่าจะออกเดินทางได้เลย” มีนอธิบายภารกิจให้ผมฟัง

“ผมต้องเดินทาง ไปทางไหน ไปอย่างไร ไปกับใครครับ” ผมถาม

“ไปคนเดียว โดยมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือครับ ไม่ต้องกลัวนะครับ เส้นทางที่ใช้เดินไปนั้นจะเป็นทางที่ชัดเจนอยู่แล้ว รับรองว่าคุณไม่หลงแน่นอน”

“เอ่อ…ผมต้องเดินทางในป่าคนเดียวตั้ง 3 วัน ผมรู้สึกกลัวนะครับ ถึงแม้คุณจะบอกผมว่าไม่หลงแน่นอน ผมก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดีครับ”

“คุณไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น คุณมาที่นี่ได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สิ่งที่นำพาคุณมาที่นี่เขาได้เตรียมทุกอย่างไว้สำหรับคุณแล้ว”

ถึงแม้ว่ามีนจะรับประกันว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมลดความวิตกลงเลยแม้แต่น้อย การไปกินไปนอนในป่าคนเดียว อุปกรณ์ยังชีพก็ไม่มี มีแค่กระติกน้ำกับเป้ใบเดียว ไหนจะสัตว์ป่า เสือ สิงห์ งู แมลงมีพิษ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

“แล้วคุณมียานพาหนะที่ใช้เดินทางไหมครับ” ผมบ่ายเบี่ยง

“ที่โลกของเรามียานพาหนะที่ใช้นำคนจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่งเพียงอย่างเดียวคือ “ยานบิน” แต่เราจะใช้ในกรณีต้องเดินทางไกลๆ เท่านั้น ยานพาหนะอื่นๆ ก็มีเช่น เกวียนรถลาก เราก็จะมีไว้สำหรับขนสิ่งของ เราไม่มีไว้สำหรับเดินทางครับ” มีนตอบ

“ยานบิน? พวกคุณมียานบินด้วยหรือ” ผมถามด้วยความแปลกใจ

“มีครับ” เขาตอบ

“แล้วทำไมไม่เอามาใช้เดินทางในชีวิตประจำวันล่ะครับ เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อย” ผมถาม

“ประการแรก ยานบินเหล่านี้มีไว้สำหรับภารกิจสำคัญที่จะต้องเดินทางไกลมากๆ คือต้องไกลขนาดข้ามดวงดาวเท่านั้นครับ ประการที่สอง พวกเราทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไหน ถ้าจะต้องไปก็ไม่ต้องรีบร้อน ทุกคนจะมีหน้าที่ทำงานประจำเขตที่ตัวเองรับผิดชอบเท่านั้น”

“เทคโนโลยีของพวกคุณก้าวหน้าถึงขนาดเดินทางข้ามดวงดาวกันแล้วหรือครับ” ผมสงสัย

“ถ้าเปรียบเทียบความก้าวหน้าของเรากับโลกของคุณ ผมว่าเราก้าวหน้ากว่ามากครับ เราจะสามารถเคลื่อนที่ไปไหนก็ได้ในอัตราความเร็วที่สุดเท่าที่รูปธรรมกายภาพจะเคลื่อนที่ได้ ความก้าวหน้านี้เทียบไม่ได้เลยกับเทคโนโลยีที่พวกคุณใช้กันอยู่ในปัจจุบัน” มีนอธิบาย

“ผมก็แปลกใจอยู่ดีแหละครับว่า ทำไมไม่เอามาใช้ในชีวิตประจำวัน” ผมถาม

“เรื่องนี้มีความแตกต่างด้านระบบการคิดของคนในสังคมโลกของคุณกับสังคมโลกของผมอยู่มากพอสมควร การสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ที่อยู่บนโลกของคุณโดยมากไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาแบบรอบด้าน พวกคุณแค่คิดว่ามันได้ตอบสนองความต้องการของคุณเท่านั้น แต่ในพื้นฐานระบบคิดของสังคมโลกผมนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การจะสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาเราต้องคิดให้รอบด้านมากที่สุดว่า มันจะไปสร้างผลกระทบกับสิ่งอื่นด้วยหรือไม่ เอาล่ะ อีกหน่อยคุณจะรู้เองว่าอะไรเป็นอะไร” มีนอธิบาย

เราทั้งสามเดินไปคุยไปไม่นานก็กลับมาถึงบ้าน ผมเห็นนาพาเดินแยกตัวเข้าไปหยิบของบางอย่างใส่ในห่อผ้ามาให้ผมหนึ่งห่อ

“นี่ค่ะอาหารกลางวัน จริงๆ เราไม่ต้องพกพาอาหารไปก็ได้ เพราะตลอดทางคุณสามารถทานผลไม้ที่มีอยู่ในป่าได้ทุกอย่างอยู่แล้ว” เธอพูด

“ผมมีเป้และก็ขวดน้ำดื่มด้วยครับ” ผมนึกถึงเป้ของผม

“ไม่ต้องเอาไปเยอะก็ได้ค่ะ คุณสามารถดื่มน้ำได้จากทุกๆ ลำธารเช่นกัน มันสะอาดมากพอ”

“คงได้เวลาที่เราต้องจากกันแล้ว ผมยินดีที่ได้เจอคุณนะครับ” มีนพูดขึ้นขณะกำลังเดินมาหาผม

“เช่นกันครับ คุณช่วยอวยพรให้ผมด้วยได้ไหมครับ ผมรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก” ผมพูด

“ผมไม่มีคำอวยพรหรอกครับ เพราะการอวยพรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะมีเรื่องร้ายๆ กับคุณหรือไม่ แต่นี่ผมรู้ทั้งรู้ว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน ฉันจึงไม่จำเป็นต้องอวยพร” มีนพูด

จากนั้นผมก็ลามีนและนาพา มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตามที่เขาบอก นี่เป็นการเดินทางครั้งแรกของผมบนโลกคู่ขนาน ผมหันกลับไปมองเขาทั้งคู่ที่ยืนโบกมือลาผมอยู่ตลอด แม้ว่าผมจะเดินห่างออกมาไกลมากแล้วก็ตาม

การเดินทางของผมเริ่มต้นขึ้นด้วยความวิตกกังวลต่างๆ นานา แต่ด้วยทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจจึงทำให้ผมนั้นลืมความกลัวไปได้ชั่วขณะ ความงามของภูมิประเทศที่นี่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนดั่งกำลังท่องเที่ยวในโลกของเทพนิยายแฟนตาซีในหนังฮอลลีวู้ด ผมมองไปทางไหนก็มีแต่ความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ทุ่งหญ้า ลำธาร ก้อนหิน ดอกไม้ พืชพันธุ์ ท้องฟ้า ก้อนเมฆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลากหลายของสัตว์ป่า

สัตว์ป่าที่นี่มีจำนวนมากมายเหลือคณานับ บางตัวดูเหมือนจะเป็นสัตว์ในเทพนิยายปรัมปรา เช่นตัวที่เพิ่งวิ่งผ่านหน้าไปนั้น ผมรู้จักมันในชื่อว่า ยูนิคอร์น ผมตกใจมากที่ได้เห็นมัน ผมแทบไม่เชื่อสายตาว่ามันจะมีอยู่จริง ตลอดเวลาผมคิดว่ามันเป็นแค่จินตนาการของศิลปินที่สร้างมันขึ้นมาเท่านั้น แต่เมื่อผมได้เห็นตัวจริงๆ มันกลับไม่เหมือนที่ผมเคยรู้จักเลย มีอย่างเดียวที่ทำให้ผมรู้ว่ามันเป็นม้ายูนิคอร์นก็คือเขาแหลมๆ ที่ขึ้นอยู่กลางหน้าผากเท่านั้น

อันดับแรกคือตัวมันใหญ่มาก ถ้าเอาม้าแข่งที่กำยำที่สุดบนโลกของเรามาเทียบกับยูนิคอร์น ม้าแข่งตัวนั้นจะดูเป็นม้าแคระไปเลย ผมรู้สึกว่ามันน่าตัวใหญ่กว่าม้าปรกติถึงเกือบหนึ่งเท่าตัว ถึงแม้ว่าจะตัวใหญ่ แต่การเคลื่อนไหวของมันกลับคล่องแคล่วว่องไวมาก มันมีขนยาวที่แผงคอและหน้าผากตรงบริเวณที่เขาของมันโผล่ขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีขนที่บริเวณปลายขาอีก ขนยาวปกคลุมกีบเท้าเหมือนว่ามันใส่กางเกงขาบาน เวลาที่มันวิ่งจึงดูพลิ้วไหวสวยงามมาก

ผมเดินไปเรื่อยๆ ผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า และก็เป็นอย่างที่มีนเคยบอกไว้คือ ภูมิประเทศของโลกนี้ไม่มีส่วนไหนเลยที่เป็นรอยแยก รอยหัก รอยยุบ หรือดันตัวของแผ่นเปลือกโลก ลักษณะภูมิประเทศถึงแม้จะเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน แต่ก็คล้ายคลื่นสูงๆ ต่ำๆ สลับไปมาเท่านั้น จึงทำให้การเดินทางไม่ยากลำบากมากนัก ถ้าจะให้นิยามป่าที่นี่ว่าเป็นอย่างไร ผมอยากจะเรียกมันว่าเป็น “สวน” มากกว่า เพราะในความหมายของป่าตามที่ผมเคยรู้จัก มันจะต้องรกชัฏไม่เป็นระเบียบ แต่ป่าที่นี่เหมือนมีคนดูแลเป็นอย่างดี อาจจะไม่ใช่แค่ดูแลอย่างเดียว ผมว่าเหมือนกับมีการออกแบบจัดวางทุกสิ่งไว้อย่างตั้งใจตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ ภูมิประเทศแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพในตำนานโบราณที่มักจะกล่าวถึงป่าที่มีลักษณะเหมือนสวน ผมว่าคนโบราณคงเคยเห็นภาพทำนองนี้มาแน่นอน

ผมเดินมาได้ครึ่งวันแล้ว เวลานี้น่าจะเป็นเวลาสักบ่ายโมง ท้องผมเริ่มส่งสัญญาณว่าถึงเวลาอาหารแล้ว ทีแรกคิดว่าจะเอาอาหารที่นาพาเตรียมให้ออกมากิน แต่อีกใจก็คิดว่าหรือจะลองกินผลไม้ข้างทางดู เพราะตลอดทางที่ผ่านมา ผมเห็นผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยเห็น แต่ทั้งหมดล้วนมีสีสันและรูปร่างน่ากินทั้งสิ้น ผมจึงตัดสินใจไปยังต้นที่ดูแล้วน่าจะปลอดภัยที่สุด นั่นคือต้นแอปเปิ้ล มันเป็นต้นไม้ใหญ่ใบสีเขียวเข้ม มีผลสีแดงสดออกอยู่เต็มต้น ผมเอื้อมไปเด็ดมาหนึ่งลูก ลักษณะของมันก็ดูเป็นแอปเปิ้ลเหมือนทั่วๆ ไป แต่ผลของมันนั้นใหญ่มาก ผมขอสารภาพว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นต้นแอปเปิ้ลจริงๆ และเมื่อกัดไปคำแรก ผมก็รู้สึกได้ทันทีถึงความแตกต่าง มันมีรสชาติหวานจัด กลิ่นแอปเปิ้ลหอมแรงเนื้อกรอบแน่น และใกล้ๆ กับต้นแอปเปิ้ลต้นนี้ก็มีพุ่มไม้สูงท่วมหัวอยู่หนึ่งพุ่ม ภายใต้พุ่มปรากฏผลไม้ที่มีรูปทรงรีๆ ผลใหญ่ประมาณไข่ไก่ สีเขียวบ้าง ชมพูบ้าง ม่วงเข้มๆ บ้าง มีผิวเรียบมันและมีเนื้อใสๆ คล้ายองุ่น แต่มันไม่ได้ออกเป็นพวง มันออกเป็นผลเดี่ยวๆ อันนี้ยอมรับว่าไม่รู้จัก แต่คิดว่าน่าจะกินได้แน่นอน เมื่อลองชิมดูก็รู้ได้ทันทีว่าจะต้องเป็นตระกูลเดียวกันกับองุ่นเพราะรสชาติเหมือนกัน หลังจากนั้นผมก็ทดลองกินผลไม้อีกหลายสิบชนิดจนอิ่ม

การเดินทางของผมเป็นแบบไปเรื่อยๆ ไม่รู้จุดหมายปลายทาง ไม่รู้เลยว่าวันนี้จะไปถึงไหน ไปนอนที่ไหน คิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกหวั่นๆ ใจอยู่เหมือนกันที่ต้องมาเดินในป่าคนเดียวแบบนี้ ผมเดินและเดินจนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงๆ ทุกที ผมเริ่มรู้สึกว่าอาจจะต้องมองหาที่สำหรับใช้เป็นที่นอนพักค้างแรมคืนนี้ได้แล้ว แต่เท้ามันก็ยังไม่ยอมหยุดเดิน ความคิดบอกผมว่า ข้างหน้าน่าจะมีที่ที่เหมาะสำหรับการนอนพักมากกว่านี้ ผมจึงเดินต่อไปเรื่อยๆ