อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๗๖.

๗๖.

พระเจ้า

“อีกเรื่องหนึ่งที่คุณควรรู้คือการจะเป็นรูปธรรมชั้นสูงได้นั้นทุกคนจะต้องวิวัฒน์ตัวเองไปสู่เป้าหมายสูงสุดให้ได้ และเป้าหมายสูงสุดคือการกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับแหล่งต้นกำเนิด” เขาพูดเสริม

“การจะกลับไปยังต้นกำเนิดได้คุณก็ต้องรู้จักกับต้นกำเนิดนั้นก่อน ไม่เช่นนั้นคุณก็จะไปยังตำแหน่งนั้นไม่ถูก ในสังคมโลกของคุณเรียกสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน พวกคุณเรียกแตกต่างกันไปตามมุมมองและความเชื่อ เช่น เรียกว่าฟ้าดินบ้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง พ่อซื้อแม่ซื้อบ้าง อาตมันบ้าง พระธรรมบ้าง พระบิดาบ้าง พระผู้สร้างบ้าง พระยูไลบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่า “พระเจ้า” ไม่ว่าพวกคุณจะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร ทุกชื่อนั้นล้วนหมายถึงสิ่งเดียวกันนั่นคือ พระเจ้า พวกเขาเรียกกันจนติดปากในชีวิต แต่มีคนเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่จะสำเหนียกรู้ถึงความมีอยู่จริงๆ ของสิ่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นับถือศาสนาฝั่งที่คุณกำหนดตัวเองว่าเป็นอเทวนิยมคือไม่นับถือเทพเจ้า”

“ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้องอยู่นะที่ไม่นับถือเทพเจ้า ถ้าเทพเจ้าเหล่านั้นหมายถึงรูปธรรมอย่างพวกผม ในอดีตพวกผมได้ลงไปสำแดงสิ่งต่างๆ ให้คุณได้ประจักษ์ในความมีอยู่จริงของพวกผม แต่ที่จริงพวกคุณก็มีพลังอำนาจไม่ต่างกันเลย แถมพวกคุณยังมีความกล้าหาญและมีความเสียสละ ดังนั้นจึงไม่สมควรจะมาพึ่งพาหรืออ้อนวอนร้องขออะไรจากพวกผม เพราะนั่นเท่ากับคุณได้สูญเสียพลังอำนาจของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง และยกเอาอำนาจของคุณให้กับคนที่คุณนับถือแทน”

“แต่…คำว่าพระเจ้ากับเทพเจ้านั้นแตกต่างกัน พระเจ้าคือผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง สร้างแม้กระทั่งเทพเจ้าที่พวกคุณนับถือ แต่ในทำนองเดียวกันศาสนาที่นับถือเทพเจ้า (เทวนิยม) โดยมีพระเจ้าเป็นหนึ่งในนั้น ศาสนาประเภทนี้ก็ยิ่งทำให้คุณอ่อนแอไร้ซึ่งพลังอำนาจในตัวเอง”

“ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้านี้ ทางฝ่ายอเทวนิยมก็ดูถูกเหยียดหยามคนที่นับถือเทพเจ้า (พระเจ้า) ว่าเป็นพวกงมงายไร้ตรรกะเหตุผล ส่วนคนที่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าก็มองพระเจ้าเป็นเพียงเทพเจ้าที่เขาสามารถร้องขอและพึ่งพาให้มีความสุขสมหวังเท่านั้น”

“สรุปคือคนทั้งสองกลุ่มในโลกของคุณทั้ง “เทวนิยม” และ “อเทวนิยม” ไม่มีใครเลยที่จะสัมผัสถึงความมีอยู่ของพระเจ้าในความหมายที่แท้จริงได้”

“แล้วพระเจ้าที่แท้จริงเป็นอย่างไรล่ะครับ” ผมถาม

“สมมุติว่าคุณสร้างห้องขึ้นมาห้องหนึ่ง แล้วคุณก็สร้างหุ่นยนต์ตัวเล็กเข้าไปอยู่ในห้องนั้นเต็มไปหมด วันดีคืนดีมีคนไปถามหุ่นยนต์พวกนั้นว่า รู้ไหมว่าคนที่สร้างพวกเจ้าเป็นอย่างไร หุ่นยนต์พวกนั้นก็จะจินตนาการรูปแบบของคนที่สร้างพวกเขาจากสิ่งที่เขาเป็น ซึ่งภาพที่ออกมาคือ จะมีหุ่นยนต์ตัวเล็กๆ อีกตัวหนึ่งสวมชุดคลุมสีขาวลอยลงมาจากเบื้องบนแล้วก็พูดกับพวกเขาว่า “ข้านี้แหละคือผู้สร้างพวกเจ้า” เขาทำเสียงพระเจ้าเป็นเสียงเล็กๆ

“ฮ่าๆๆๆ คุณนี่มีอารมณ์ขันดีนะครับ”

“ตลกดีใช่ไหมล่ะ คนทุกยุคทุกสมัยของพวกคุณสร้างรูปแบบของพระเจ้าตามสิ่งที่ตัวเองเป็น”

“และเมื่อภาพที่เกิดจากความเขลานี้ถูกนำมาพูดต่อสาธารณชนก็จะมีคนที่เชื่อกับคนที่ไม่เชื่อเกิดขึ้นในสังคม และสุดท้ายก็ไม่มีใครเลยที่เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งนี้”

“คุณเคยได้ยินคำว่า พระเจ้าสถิตอยู่ทุกๆ ที่ ไหม” เขาถาม

“เคยครับ”

“คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับคำพูดนี้” เขาถามต่อ

“บอกตามตรงนะครับ ไม่เคยคิดเลย” ผมสารภาพ

“แต่ถ้าจะให้คิดตอนนี้ก็คงคิดว่า มีวิญญาณของพระเจ้าคอยจ้องมองพวกเราอยู่จากทุกๆ ที่ใช่หรือเปล่าครับ” ผมตอบ

“ใช่เลย ถ้าคุณคิดตามแบบที่มีคนสร้างภาพของพระเจ้าไว้ว่าเป็นใครสักคน พระเจ้าก็จะสามารถแบ่งภาคออกมาคอยติดตามพวกคุณทุกคน คอยจ้องจับผิดทุกคน และคอยจดบันทึกความผิดเหล่านั้นไว้คิดบัญชีตอนที่คุณตายไปแล้ว”

“พอภาพเป็นเช่นนี้ขึ้นมา พระเจ้าก็ต้องมีสมุดกับปากกาไว้คอยจดด้วยนะ ไม่งั้นพระเจ้าอาจจะลืมได้เพราะวันๆ ท่านต้องจ้องดูคนเป็นล้านๆ คนเลยทีเดียว อ๋อ..ใช่ พระเจ้าต้องมีสมุดแบบนี้เป็นล้านๆ เล่มด้วย พระองค์คงต้องสร้างห้องเก็บ”

“คุณรุทอนครับ คุณกำลังพูดแบบประชดใช่ไหมครับ” ผมขัดจังหวะ

“ผมแค่คิดสนุกๆ เพื่อจำลองให้คุณเห็นภาพว่า เมื่อคุณมีแนวคิดที่ผิดตั้งแต่แรก คุณก็จะสร้างภาพเหล่านั้นต่อไปเรื่อยๆ และมันก็ล้วนเป็นภาพที่น่าตลกขบขันทั้งสิ้นในสายตาของผม”

“ผมชักอยากรู้แล้วสิว่า แท้ที่จริงแล้วพระเจ้าเป็นอย่างไร”

“ผมขอตอบคำถามที่ผมคิดว่าคุณควรจะถามผมก่อนดีกว่า” เขาพูด

“คำถามอะไรครับ ผมไม่คิดว่าผมจะมีคำถามอะไรนะครับ” ผมพูด

“มีสิ คุณยังจำภาพของสสารเริ่มต้นที่มันมีแกนกลางเป็นอณูบวกและลบยึดเกาะกัน และมีอณูเล็กๆ หมุนวนรอบๆ มันได้ไหม”

“ได้ครับ”

“คุณคิดว่าพลังที่ขับเคลื่อนอณูที่มีการหมุนวนรอบตัวเองของสสารเริ่มต้นเหล่านั้นมาจากไหน”

“โอ้! ไม่นะ คุณคงไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าอยู่ในนั้นนะครับ” ผมพูด

“ไม่ใช่ว่าพระเจ้าอยู่ในนั้น พระเจ้าเป็นสิ่งนั้นต่างหาก”

“อย่างนี้ที่ผมเคยจินตนาการว่าพระเจ้าคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ผิดน่ะสิครับ เพราะพระองค์เล็กนิดเดียว” ผมพูด

“มันจะต่างกันอย่างไรในเมื่อพระเจ้าเป็นสิ่งที่เล็กที่สุด และสิ่งที่เล็กที่สุดนั้นประกอบกันขึ้นมาเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุด”

“ไม่ใช่ว่าพระองค์เล็กที่สุดหรือใหญ่ที่สุดหรอก พระองค์คือทุกสิ่งต่างหาก”

“ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุธาตุที่เป็นสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ ล้วนแล้วแต่ประกอบจากพระองค์ทั้งสิ้น”

“ไม่มีสิ่งใดเลยในเอกภพที่ไม่ประกอบจากความเป็นพระองค์”

“และนี่ควรจะเป็นหลักการแท้จริงที่ใช้ในการทำความเข้าใจความเป็นตัวตนของพระเจ้า”

“ฟังดูเหมือนกับว่าพระองค์ไม่มีชีวิตจิตใจอย่างนั้นแหละครับ” ผมถาม

“คนมักจะคิดว่าอะไรก็ตามที่ทำหน้าที่แบบเป็นอัตโนมัติและฝังอยู่ในทุกสรรพสิ่งจะไม่มี จิตสำนึกรู้”

“คุณคิดว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลก สร้างจักรวาล สร้างสรรพสิ่ง จะไม่มีจิตสำนึกรู้ในตัวตนอย่างนั้นหรือ” เขาถามเพื่อเป็นการย้ำ

“พอคุณพูดถึงเรื่องการสร้างโลก สร้างจักรวาล สร้างมนุษย์ของพระเจ้า คุณจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไรครับ” ผมถาม

“ที่พวกคุณสร้างภาพของการสร้างโลก สร้างมนุษย์ และสร้างสรรพสิ่ง ในรูปแบบของการคิดแบบจิตมนุษย์นั้น นอกจากที่คุณจะจินตนาการว่าพระเจ้าคือคนคนหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนพวกคุณแล้ว พระองค์ยังมีเวทมนต์เสกให้โลกอุบัติขึ้นมาทั้งใบ “ปิ๊ง!” เนรมิตดวงดาวระยิบระยับมาประดับประดาเต็มท้องฟ้า เนรมิตจักรวาลและเอกภพ ปิ๊งๆๆ!! หยิบดินขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วปั้นมันให้เกิดเป็นชายหญิงคู่แรก”

“เพราะความคิดของพวกคุณเป็นแบบนี้จึงทำให้มีใครบางคนเกิดคำถามที่ท้าทายขึ้นมาว่า “ถ้าพระเจ้าสร้างโลก สร้างมนุษย์ แล้วใครกันล่ะที่สร้างพระเจ้า” ก็สมควรแล้วที่เขาไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าและเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าขันไปเสีย”

“ก่อนอื่นผมขอให้คุณสลัดภาพของพระเจ้าที่เป็นรูปธรรมแบบมนุษย์ออกไปจากสมองของคุณให้ได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นไม่ว่าคุณจะอธิบายเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไรก็จะออกมาเป็นเรื่องตลกทั้งสิ้น มันคือต้นเหตุที่ทำให้จินตภาพของพระเจ้านั้นผิดเพี้ยนไปอย่างมหาศาล ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะมีจิตสำนึกรู้แห่งการมีตัวตน แต่พระองค์ก็ไม่ได้มีรูปธรรมอะไรเลยที่แสดงว่าเป็นพระองค์ และในขณะเดียวกันก็ไม่มีรูปธรรมใดเลยอีกเช่นกันที่ไม่มีความเป็นพระองค์ ถ้าจะมีบางสิ่งที่เหมือนกับพวกเราก็เห็นจะเป็นเรื่องของอุปนิสัยเท่านั้น ดังนั้นการกำหนดสร้างทุกสรรพสิ่งจึงเกิดขึ้นจากการสั่นสะเทือนภายในตัวของพระองค์”

“เดี๋ยวครับ คุณพอจะมีวิธีอธิบายที่มันง่ายกว่านี้หน่อยไหมครับ” ผมถาม

“ผมขออภัยนะครับที่ไม่อาจจะอธิบายเรื่องนี้ให้ง่ายกว่านี้ได้” เขาออกตัว

“เอาอย่างนี้นะ ที่ผมเคยให้ใครบางคนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องแรงสั่นสะเทือนที่ก่อให้เกิดเป็นคลื่นความถี่ชนิดหนึ่งที่ออกมาจาก “สสารเริ่มต้น” คลื่นที่ปลดปล่อยออกมานี้มีรหัสเป็นภาษาพูดว่า “การยึดโยงเหนี่ยวรั้ง” หรือที่คุณเรียกว่า “คลื่นรัก” หรือ “คลื่นบวก” นั่นเอง เมื่อปรากฏเป็นคลื่นออกมาแล้ว ในบรรดาคลื่นเหล่านี้ก็จะมีค่าของการสั่นสะเทือนที่ไม่เท่ากันในแต่ละขั้นของการวิวัฒน์เป็นสสาร มันเป็นคลื่นที่แยบยลจนทำให้ปรากฏเป็นสรรพสิ่งที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น คุณยังพอจะจำมันได้อยู่ไหมครับ” เขาถาม

“ครับ พอจะจำได้อยู่ครับ คุณมีนเป็นคนอธิบายให้ผมฟัง”

“แรงสั่นสะเทือนนี้เองได้มีการกำหนดค่าในแต่ละขั้นตอนให้มีความสลับซับซ้อน ทำให้มีความละเอียดแยบยลขึ้นเรื่อยๆ พอผมพูดว่ามีการ “กำหนดค่า” ผมหมายความถึงสิ่งที่จะมาทำหน้าที่กำหนดค่าต่างๆ เหล่านั้นในทุกๆ ขั้นตอนของการวิวัฒน์ให้มันอุบัติขึ้นเป็นสรรพสิ่ง การปรากฏเป็นวัตถุไร้ชีวิต ปรากฏเป็นพืช ปรากฏเป็นสัตว์เซลล์เดียว ปรากฏเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง ปรากฏเป็นสัตว์มีสมองมีจิตสำนึก จนกระทั่งปรากฏเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญา สิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นจากความ “จงใจ” ไม่ใช่เกิดขึ้นจากความ “บังเอิญ”

“กระบวนการอุบัตินี้มีการกำหนดค่าที่ตายตัว ค่าที่ตายตัวนี้คือสิ่งที่พวกคุณเรียกมันว่ารหัสพันธุกรรม หรือเรียกว่าโครงสร้างโมเลกุลสำหรับวัตถุที่ไม่มีชีวิต การวิวัฒน์นี้ไม่ได้หมายความว่า วิวัฒน์จากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เหมือนที่นักวิทยาศาสตร์และคนทั้งโลกของคุณเข้าใจนะ เพราะมันไม่มีทางที่ปลาจะวิวัฒน์ตัวเองให้กลายเป็นช้างม้าวัวควายได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากรหัสพันธุกรรมที่เกิดจากคลื่นความถี่ที่ถูกกำหนดให้เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ตั้งแต่แรกมันไม่เหมือนกัน รหัสนี้เป็นตัวกำกับอยู่ว่าอะไรจะเป็นอะไรตั้งแต่แรก”

“ถึงแม้ว่าคุณจะได้เซลล์ของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งมาเพียงแค่เซลล์เดียว แต่เมื่อนำมันมาปลูกถ่ายเพิ่มจำนวนขึ้นมาใหม่ มันก็จะสามารถสร้างตัวตนและคุณสมบัติอย่างที่มันเคยเป็นขึ้นมาได้อีก”

“เปรียบเสมือนว่า ถ้าคุณคิดจะปั้นก้อนดินก้อนหนึ่งให้เป็นม้า คุณก็ต้องตั้งต้นโครงสร้างของความเป็นม้าตั้งแต่แรก แล้วค่อยเติมรายละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ จนได้รูปปั้นม้าที่สมบูรณ์ คุณจะไม่มีทางปั้นปลาให้สมบูรณ์ มีเกล็ด มีครีบ มีทุกอย่างที่เป็นปลา แล้วค่อยเอารูปปั้นของปลาตัวนั้นมาพอกดินทับให้มันกลายเป็นม้าอีกแน่นอน ไม่มีใครทำแบบนั้น และพระเจ้าก็ไม่ทำแบบนั้นด้วย”

“และเพราะการกำหนดค่าหรือรหัสต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากความบังเอิญ สิ่งที่จะมาทำหน้าที่ “กำหนดค่า” นี้คือสิ่งที่ทรงภูมิปัญญา และจะเป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้นอกจาก “พระเจ้า” เพราะพระเจ้าเป็นสิ่งนั้น พระองค์จึงสามารถกำหนดในทุกๆ ขั้นตอนแห่งการสั่นสะเทือน กำหนดในทุกๆ ขั้นตอนของการสร้างสรรค์คุณสมบัติ กำหนดในทุกระดับขั้นของการอุบัติจากกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดเพื่อให้ได้สิ่งที่พระองค์ต้องการ”

“พอเข้าใจไหมครับ”

“ครับ คิดว่าพอจะเข้าใจครับ” ผมตอบ

“เพราะพระเจ้าเป็นทุกสิ่งอยู่แล้ว พระองค์เป็นละอองธุลีที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วสนามพลังงานในเอกภพ การสร้างสิ่งต่างๆ จึงเป็นพระองค์เองเท่านั้นที่กำหนด ไม่มีใครมาสร้างพระองค์อีก พระองค์เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วอย่างเนิ่นนานภายใต้สนามพลังงานของพระองค์เอง ถ้ามีใครมาสร้างพระองค์ขึ้นมา พระองค์ก็จะไม่ใช่ผู้สร้าง พระองค์เป็นผู้อุบัติละอองธุลี (สสารเริ่มต้น) เหล่านั้นขึ้นมา มันยึดโยงกันอยู่ด้วยคลื่นความถี่ที่อยู่ระหว่างสสารเริ่มต้นเหล่านั้น ในอดีตอารยธรรมโบราณของคุณได้สร้างภาพของคลื่นความถี่ที่อยู่ระหว่างสสารเริ่มต้นเหล่านี้ให้เป็นเทพเจ้าตนหนึ่ง แต่อย่าไปสนใจเลยว่าเป็นใครชื่ออะไรเพราะมันถูกจินตนาการขึ้นจากแนวคิดแบบจิตมนุษย์”

 

“มีอีกคำถามหนึ่งที่คุณและทุกคนบนโลกของคุณสมควรต้องถาม” เขาพูดต่อ

“ยังมีอีกหรือครับ”

“มีครับ คุณน่าจะต้องถามว่า แล้วทำไมคุณหรือทุกๆ คนจะต้องรู้จักพระเจ้าด้วย”

“ถามก็ได้ครับ” ผมตอบ

“ผมจะตอบคุณว่า เนื่องจากคุณมีความเป็นพระเจ้าอยู่ในตัว คุณคือส่วนหนึ่งของพระองค์ คุณเกิดมาจากพระองค์ และท้ายที่สุดคุณก็จะต้องกลับไปรวมกับพระองค์ แต่ขณะนี้โดยเฉพาะมนุษย์ดาวโลกไกอาผู้ซึ่งขันอาสาไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องเครื่องจักรวาลได้ถูกตัดขาดจากพระองค์เกือบจะสิ้นเชิง ดังนั้นนอกจากภารกิจที่พวกคุณขันอาสาไปทำนั้นแล้ว ภารกิจอีกอย่างที่จะต้องทำให้สำเร็จก็คือการกลับออกมาจากห้องเครื่องนี้ให้จงได้เพื่อกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์อีกครั้ง”

“และนี่เป็นเหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดว่าทำไมเราทุกคนถึงต้องรู้จักพระองค์” เขาย้ำ

“……..”

“ผมมีคำถามบ้างครับ”

“เชิญถามได้เลยครับ” รุทอนพูด

“แล้วถ้าใครคนใดคนหนึ่งบนโลกของผมไม่สามารถกลับออกมาได้ หรือไม่เคยคิดจะกลับเลยล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นครับ”

“หน้าที่ของทุกคนต้องกลับ แต่ถ้ากลับไม่ได้ดวงจิตวิญญาณดวงนั้นก็จะตกค้างอยู่ที่นั่นตลอดไป ซึ่งจะมีผลทำให้ดวงจิตที่เป็นสมาชิกของเขาไม่สมบูรณ์ และทั้งหมดก็จะไม่สามารถกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าด้วยเช่นกัน พวกเขาเป็นสมาชิกเศษส่วนดวงจิตของคุณ พวกเขากำลังรอคอยการกลับมาประกอบเป็นดวงจิตที่สมบูรณ์จากคุณ และพวกเขาทั้งหมดก็กำลังดำรงชีวิตอยู่ที่ดาวทึงร่าที่คุณยืนอยู่นี้”

“ในอดีตพระเจ้าจึงต้องมีการส่งรูปธรรมชั้นสูงไปเกิดที่ดาวโลกไกอาเพื่อเป็นผู้ชี้ทางแก่พวกคุณในหลายยุคหลายสมัย แต่จนแล้วจนรอดพวกคุณก็ยังตกค้างกันอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก”