๔๖.
ความวางใจ
“เอาล่ะ สาระสำคัญที่ฉันกำลังพยายามอธิบายให้เธอเข้าใจคือ ในทุกๆ วินาทีที่คนบนโลกของเธอตัดสินใจกระทำอะไรลงไป ถ้ามันเกิดขึ้นจากความคิดมูลฐานด้าน ความกลัว มันก็จะก่อภาพของโลกในแบบของมันออกมา เธอรู้ไหมว่าถ้าวินาทีนั้นๆ ที่พวกเธอตัดสินใจ เปลี่ยนความกลัวให้เป็นความรัก ภาพที่เกิดขึ้นก็จะเปลี่ยนไปทันที โลกจะกลายเป็นคนละแบบอย่างสิ้นเชิง”
“แค่เปลี่ยนเป็นความรักเนี่ยนะถึงกับเปลี่ยนโลกเลย” ผมอุทาน
“โลกของฉันคือ ตัวอย่างภาพฉาย ที่เกิดจากความคิดมูลฐานด้านความรัก โลกที่เริ่มต้นทุกอย่างด้วยความรัก”
“แล้วในกรณีของการขุดทองนี้ล่ะครับ หากคนที่นี่ขุดมันขึ้นมาแล้วเขาจะทำอย่างไรกับมัน” ผมถาม
“ถ้าเปรียบเทียบกัน เราจะขุดขึ้นมาเพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์เท่านั้น เราจะไม่ขุดมันขึ้นมาเพื่อใช้เป็นหลักประกันความมั่งคั่งเหมือนที่โลกของเธอทำ ที่นี่มีการขุดสินแร่ทองคำมาเพื่อวัตถุประสงค์หลักคือเอาไปเพิ่มปฏิกิริยาทางจิตให้เข้มข้นมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เราจะใช้เป็นวัสดุทำยานบิน ใช้ทำเป็นชุดนักบิน และใช้เป็นส่วนประกอบอาคารของคนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้พลังจิต”
“คนที่มีหน้าที่ขุดแร่ทองคำนี้ก็ทำด้วยความรัก เวลาที่ขุดมันขึ้นมา เขาก็เอามากองไว้ข้างๆ บ่อนั่นแหละ ไม่เคยต้องเก็บในที่มิดชิดเลย ถึงเวลาก็รวบรวมมันมาไว้อีกที่หนึ่ง ถ้าเธอไปเห็นสถานที่ที่เขาใช้เก็บมัน เธอจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับที่เก็บปุ๋ยมูลสัตว์ที่ใช้ใส่ต้นไม้เลย เขาไม่กลัวที่จะสูญเสียมันไป และคนที่มีความต้องการใช้มันก็ไม่จำเป็นต้องมาแย่งชิงหรือขโมยด้วย เพราะเขาตั้งใจขุดขึ้นมา “ให้” อยู่แล้ว”
“ให้ฟรีๆ หรือครับ” ผมถาม
“ที่เธอพูดว่าฟรีนั้น เธอรู้ไหม มันแสดงให้เห็นว่าเธอมีทัศนคติต่อทรัพยากรที่ไม่ถูกต้องอยู่นะ เธออาจจะต้องลองคิดดูดีๆ ว่า แท้ที่จริงของพวกนี้มันเป็นของใครกันแน่ ทุกคนที่นี่ตระหนักรู้ดีว่าเขาไม่ได้เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา มันจึงเป็นสมบัติของโลก ไม่ใช่ของเขา เขาแค่เป็นคนทำหน้าที่ขุดมันขึ้นมา การตระหนักรู้นี้ครอบคลุมไปในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น อาหาร ของใช้ สิ่งประดิษฐ์ จนถึงเรื่องใหญ่ๆ คือ ผืนดิน โลก ดวงดาว และจักรวาล การตระหนักรู้เกี่ยวกับความจริงข้อนี้เป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตของคนที่นี่มาตั้งแต่กำเนิด”
“หากระหว่างทางก่อนที่เธอจะเข้าไปในเมือง ถ้าเธอเจอสวนผลไม้หรือพืชผักต่างๆ ถึงแม้จะเห็นว่าสวนเหล่านั้นมีเจ้าของ คือเขากำลังรดน้ำพรวนดินอยู่ เธอก็สามารถเข้าไปเก็บกินได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเลย” เขายกตัวอย่าง
“อย่างนี้ดูเป็นการเสียมารยาทหรือเปล่าครับ มันดูแปลกๆ นะ”
“ถ้าเธอไปขออนุญาตเขาว่าขอกินได้ไหม เขาต่างหากที่จะรู้สึกแปลกๆ กับคำพูดของเธอ” เขาพูด
“เพราะทุกคนต่างตระหนักรู้ในหน้าที่ของตัวเอง การมีคนเอาพืชผักที่เขาปลูกไปกิน เขาจะรู้สึกยินดีมากกว่า เพราะหน้าที่ของเขาได้สัมฤทธิ์ผลตามที่ตั้งใจแล้ว เขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีคุณค่ามีประโยชน์ต่อชีวิตผู้อื่น เขากลับจะต้องขอบคุณเธอเสียด้วยซ้ำ”
“ที่คุณพูดมานี่เป็นเรื่องจริงหรือครับ” ผมถาม
“ไม่นานเธอก็จะประจักษ์ด้วยตัวเอง” เขาตอบ
“ฉันอยากจะย้ำเกี่ยวกับเรื่องความกลัวนี้กับเธออีกครั้ง เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเธอไม่ยอมรับมัน เธอก็จะเป็นปฏิปักษ์กับทุกสิ่ง” เขาอธิบาย
“ทำอย่างไรเราถึงจะไม่มีความกลัวล่ะครับ” ผมถาม
“ความรู้ คือกลไกสำคัญ เราสามารถทำได้สองวิธีคือ หนึ่ง ทำให้เรา ((รู้)) ให้ได้ ถ้าเรารู้แล้วความกลัวจะหายไปเอง สำหรับคนบนดาวโลกทึงร่านี้ ทุกคนมีทักษะที่จะเข้าถึงความรู้ได้อยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับพวกเรา แต่ที่ดาวโลกไกอาของคุณ ผู้คนยังอยู่ในช่วงของการแสวงหาการ ((รู้)) ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีที่สอง” คลายเอินหยุดพูด
“คืออะไรครับ” ผมถามขึ้นระหว่างรอคำตอบ
“ฉันกำลังคิดคำอยู่ว่าจะใช้คำว่าอะไร” เขาตอบ
“ความวางใจ น่าจะพอใช้ได้” เขาพูดต่อ
“ความวางใจ!!!” ผมทวนคำด้วยความสงสัย
“แต่ ความวางใจ นี้ต้องมีส่วนผสมของความรักด้วยนะ ถ้ามีส่วนผสมจากความกลัวอีกก็จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมาคนบนดาวโลกของเธอใช้วิธีวางใจด้วยความกลัวกันอยู่น่ะ” เขาพยายามอธิบายแต่ผมก็ยิ่งงง
“เอ่อ…อธิบายเป็นรูปธรรมหน่อยได้ไหมครับ บอกตามตรงว่าไม่เข้าใจเลยสักนิด” ผมพูดแบบไม่อาย
“ฉันจะยกตัวอย่างเรื่องการใช้การวางใจผสมความกลัวให้เธอฟังก่อนก็แล้วกัน สมมุติว่ามีชุมชนชนบทแห่งหนึ่งที่ดาวโลกของเธอ ชุมชนนี้มีลำธารสายหนึ่งไหลผ่าน ทุกๆ ปีจะมีปลาฝูงใหญ่ว่ายทวนกระแสน้ำเพื่อขึ้นไปวางไข่ ณ แหล่งต้นน้ำบนภูเขา ชุมชนนี้มีผู้นำทางจิตวิญญาณอยู่คนหนึ่ง ท่านเป็นผู้ที่ทุกคนในชุมชนวางใจ ท่านได้ประกาศกับทุกคนว่าห้ามจับปลาที่กำลังว่ายทวนกระแสน้ำนี้เด็ดขาด โดยได้บอกกับชาวบ้านว่าถ้าใครจับไปกินในช่วงเวลานี้จะโชคร้าย ชีวิตจะมีแต่ความอัปมงคล ทุกคนในชุมชนก็เชื่อฟัง ไม่มีใครกล้าจับปลาเลยแม้แต่คนเดียว”
“วิธีการสร้างความกลัวเรื่องโชคร้ายเพื่อปกป้องชีวิตลูกปลาที่จะเกิดในอนาคตนี้ ถึงแม้ว่าจะได้ผลเป็นอย่างดีคือทำให้ไม่มีใครทำชั่วเลย น่าจะเป็นเรื่องที่ดีใช่ไหม?”
“แต่ถ้าเราวิเคราะห์กันให้ดีๆ ที่ชาวบ้านเหล่านั้นละเว้นความชั่วไม่ใช่เพราะ ความรัก แต่เป็นเพราะ ความกลัว คือกลัวว่าตัวเองจะโชคร้าย ซึ่งเขารับความกลัวนี้มาจากการวางใจในตัวผู้นำอีกทีหนึ่ง”
“เราจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ผลลัพธ์ทางกายภาพที่ออกมาจะเป็นเรื่องดีคือทำให้คนไม่ทำความชั่ว แต่ผลลัพธ์ทางพลังงานนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
“การที่คนบนดาวโลกของฉันไม่ทำชั่วนั้นเพราะความรู้บวกกับความรัก”
“ในขณะที่คนบนดาวโลกของเธอไม่ทำความชั่วเพราะความไม่รู้ (วางใจ) บวกกับความกลัว”
“คนที่นี่รู้ดีว่า การฆ่าสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ที่กำลังจะไปวางใข่นั้นสร้างผลกระทบต่อกลไกระบบนิเวศน์เป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะทำให้สิ่งแวดล้อมที่เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเขาเกิดการเสียสมดุล และเขาก็รู้ดีอีกว่า ความรักที่มีต่อสมาชิกร่วมโลกเดียวกัน ด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกนั้นจะอุดมไปด้วยกระแสคลื่นด้านบวกสูงสุดที่จะถูกปลดปล่อยออกมามอบให้แก่แกนของดาวโลกอีกที”
“ส่วนคนที่โลกของเธอไม่เข้าใจระบบกลไกการเชื่อมโยงทางนิเวศน์วิทยาที่สลับซับซ้อนนี้ ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำลงไปท้ายที่สุดมันก็จะย้อนกลับมาสร้างความหายนะให้กับเขาเองได้อย่างไร และสำคัญที่สุดคือไม่เข้าใจเรื่องคลื่นความถี่ด้านบวกที่โลกต้องการ การที่เขาไม่ทำความชั่วไม่ใช่เพราะมีความรักต่อสัตว์น้อยใหญ่เหล่านั้น การปลดปล่อยคลื่นความถี่ด้านบวกจากความรักจึงไม่มี นอกจากไม่เกิดคลื่นบวกแล้วยังปลดปล่อยคลื่นลบออกมาอีกต่างหาก เพราะความกลัวจะปล่อยคลื่นความถี่ด้านตรงข้ามกันออกมาแทน”
“คนที่เป็นผู้นำจึงต้องระมัดระวังการใช้ความวางใจที่ประชาชนมีต่อตนเองไปสร้างความกลัวให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะกลัวอะไร กลัวโชคร้าย กลัวการลงโทษ กลัวปีศาจ หรือแม้กระทั่งกลัวบาป ทุกความกลัวล้วนสร้างคลื่นความถี่ที่โลกนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ทั้งสิ้น”
“และวิธีการนำความกลัวมาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมนี้ คนบนโลกของเธอยังนำมาใช้กับการสร้างความรักหรือความดีอีกด้วย เช่น กลัวไม่ได้ขึ้นสวรรค์บ้าง กลัวไม่ได้ผลบุญบ้าง ถ้าเธอได้ยินผู้นำศาสนาของเธอมีแนวคิดแบบนี้ แสดงว่าเขาไม่ได้ให้เธอทำมันด้วยจิตสำนึกว่าสิ่งนั้นดี แต่เขาให้เธอทำด้วยความกลัว”
“แต่มันก็เป็นการกระทำที่ดีไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม
“ก็ใช่ แต่การทำความดีจะต้องมาจากจิตสำนึกด้านบวกสูงสุดของตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยความกลัวการลงโทษ เช่น การตกนรก หรือมีสิ่งล่อใจให้ทำความดีด้วยการได้ขึ้นสวรรค์ เขาจะต้องทำมันด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่ทำนั้นดี มันสมควรที่จะทำ การที่ทำความดีด้วยหวังได้ผลบุญหรือได้เสวยสุขในแดนสวรรค์แดนสุขาวดีอะไรทำนองนั้น จิตสำนึกของเขาจะยึดเกาะกับสิ่งที่เขาตั้งความปรารถนานั้นจนต้องไปอยู่ที่นั่นจริงๆ ซึ่งมันจะยิ่งทำให้ดวงจิตดวงนั้นเพิ่มภาระกรรมเข้าไปอีก แทนที่จะได้ปลดเปลื้องมันให้หมดไป โดยเขาจะต้องไปติดค้างอยู่ที่นั่น ที่ที่มันเป็นแค่โลกแห่งจินตภาพเท่านั้น” เขาตอบ
“ถ้าอย่างนั้น สวรรค์ก็ไม่มีจริงน่ะสิครับ” ผมถาม
“จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ เพราะมันก็มีอยู่จริง แต่มันจะมีแค่ในมโนจิตของพวกเธอ ถ้าพูดว่ามีก็ไม่ใช่ เพราะของจริงทางกายภาพมันไม่มี” เขาอธิบาย
“เอาเป็นว่า ถ้าผลลัพธ์ทางพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาไม่ได้เป็นคลื่นความถี่ด้านบวกที่แท้จริง หรือเป็นคลื่นบวกเทียม จิตก็จะไปติดค้างอยู่กับมโนคติปลอมๆ ที่ตัวเองสร้างขึ้นและหลงเชื่อว่านั่นคือสวรรค์ เธอลองสังเกตดูดีๆ สิว่า สวรรค์ของแต่ละคน แต่ละชนชาติ แต่ละศาสนานั้นไม่เหมือนกันเลย ภาพที่แต่ละคนบรรยายเกี่ยวกับสวรรค์นั้นเป็นแบบที่วัฒนธรรมหรือความเชื่อของเขาสร้างขึ้นมาทั้งนั้น ถ้ามันเป็นของจริง มันจะต้องเหมือนกันสิ มันต้องมีความเป็นสากล และที่แน่ๆ มันต้องนำไปสู่ความมีชีวิต และเป็นชีวิตที่ดูเหมือนจะไม่มีวันตายหรือชีวิตนิรันดร์ด้วย ส่วนสวรรค์ที่เกิดขึ้นจากมโนคตินั้น เมื่อเสวยผลบุญนั้นหมดแล้วก็ต้องกลับไปเกิดที่ดาวโลกไกอาตามเดิม”
“แต่คนที่โลกนี้ก็ต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม
“ไม่ใช่การเวียนว่ายตายเกิด มันเป็นแค่การเกิดและดำรงอยู่อย่างนั้นตราบเท่าที่จิตวิญญาณดวงนั้นต้องการต่างหาก มันเป็นการเลือกของเขาเองว่าจะสิ้นสุดชีวิตเมื่อไหร่ ถ้าไม่เลือกเขาก็จะยังคงมีชีวิตอยู่อย่างนั้นต่อไปได้เรื่อยๆ การตายของคนที่นี่คือการเลือกที่จะเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นหนึ่งเดียวกับต้นกำเนิด หรือเลือกที่จะกลับไปยังดินแดนแห่งบุพการีทางจิตวิญญาณของเขา ดินแดนที่เป็นสุญญตา”
“ไม่มีเหตุผลใดที่จะกลับไปเกิดที่ดาวโลกไกอาอีกแล้ว เพราะเขาไม่มีภาระกรรมต้องชดใช้ ไม่มีผลบุญต้องไปเสวย จะมีแค่กรณีเดียวเท่านั้น นั่นคือการขันอาสาไปช่วยพี่ๆ น้องๆ ที่ยังติดค้างอยู่ที่นั่นให้พ้นจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งกรณีแบบนี้จะเป็นกรณีที่พิเศษมากๆ คนที่ทำเช่นนั้นได้จะเป็นคนที่มีแถบสีสันรอบกายไม่เหมือนคนอื่น นานๆ จะปรากฏขึ้นสักคนหนึ่ง เมื่อโลกของเธออยู่ในช่วงวิกฤตคือมีความตกต่ำทางจิตวิญญาณกันมากๆ ซึ่งเธอมักจะเรียกพวกเขาว่า ศาสดา”