อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๙๕.

๙๕.

การเอาชนะ

“วิธีเอาตัวรอดจากการตกเป็นเหยื่อของคนประเภทที่ 2 นี้คือ การยอมทุกอย่างแบบไร้เงื่อนไข ยอมแบบไม่ต้องสนใจเรื่องความถูกผิดของฝ่ายใด ยอมแบบไม่ต้องคำนึงถึงความยุติธรรมหรือความเท่าเทียมกัน ยอมตั้งแต่เริ่มแรกของการมีปฏิสัมพันธ์กับเขาคนนั้น”

“อย่างนี้ผมก็หมดโอกาสที่จะปลุกให้เขาตื่นจากการหลับใหลน่ะสิครับ” ผมถาม

“ถ้าคุณทำอย่างที่ผมบอก คุณอาจจะเป็นผู้ที่ช่วยให้เขาตื่นได้ เพราะเขาจะไม่เคยชินกับการแสดงออกซึ่งความรักด้วยการยอม ที่จริงในชีวิตเขาอาจจะไม่เคยได้รับประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความรักอย่างที่คุณแสดงต่อเขานี้มาก่อนเลยก็ได้ และเมื่อเขาได้ลิ้มลอง มันอาจจะทำให้เขาเกิดความฉงนในช่วงแรก และเมื่อได้สติ เขาจะกลับมาคิดทบทวนว่ามันคืออะไร จนท้ายที่สุดประสบการณ์แห่งความรักที่คุณมอบให้กับเขานั่นแหละที่จะเป็นตัวเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ถ้าโชคดีเขาก็จะตื่น”

“แต่ถ้าคุณไม่ได้กระทำต่อเขาด้วยความรักอันบริสุทธิ์ใจแล้ว นอกจากคุณจะหมดโอกาสในการช่วยเขา คุณก็อาจตกเป็นเหยื่อแทน”

“เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าสิ่งที่เราแสดงออกต่อเขานั้นคือความรักบริสุทธิ์อย่างแท้จริง”

“ทุกครั้งที่คุณตัดสินใจจะพูดอะไรหรือทำสิ่งใดกับใคร ขอให้คุณเปรียบเทียบค่าในหัวใจของคุณดูก่อนว่ามีสิ่งไหนมากกว่ากันระหว่าง “ความรักความปรารถนาดี” กับ “ความต้องการเอาชนะ” ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณมีความต้องการเอาชนะมากกว่าความรัก ขอให้คุณคิดทบทวนก่อนว่าสมควรพูดสมควรกระทำสิ่งนั้นหรือไม่”

“ความต้องการเอาชนะหรือครับ” ผมถาม

“ใช่! ความต้องการเอาชนะคือปรากฏการณ์ของความมีตัวตน (Ego) ของคุณ บางครั้งคุณอาจจะเข้าใจสับสนและใช้ความรักมาเป็นข้ออ้างเพื่อการเอาชนะทับซ้อนเข้าไปอีกทีก็ได้ การใช้ความต้องการเอาชนำหน้าความรักหมายถึง การที่คุณพยายามทำให้เขายอมคุณไม่ว่าจะยอมด้วยเรื่องอะไร ยอมแพ้ ยอมเชื่อ ยอมฟัง ยอมรับ ยอมปรับ ยอมเปลี่ยน เป็นต้น ซึ่งการยอมทั้งหลายเหล่านี้ ถ้ามันไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักที่คุณมีต่อเขาจริงๆ แล้วล่ะก็ มันก็เป็นเพียงความต้องการมีอำนาจเหนือต่อการยอมเหล่านั้นเท่านั้น”

“การที่คุณเชื่อมั่นในความคิดของคุณ แต่คุณไม่สามารถอธิบายให้เขาเข้าใจตามที่คุณเชื่อได้นั้น มันไม่ใช่ความผิดของเขา และเมื่อมีการถกเถียงเกิดขึ้น ผลที่ตามมาจึงมักกลายเป็นความขัดแย้งและแบ่งแยก คนที่แบ่งแยกคือตัวคุณเอง คุณได้แบ่งเขาเป็นคนที่เชื่อกับคนที่ไม่เชื่อออกจากกัน ซึ่งการที่คุณเรียกคนที่ไม่เชื่อว่า ไม่เป็นพวกของคุณ วินาทีนั้นคุณได้กำจัดเขาออกไปจากตัวคุณ ซึ่งนั่นจะเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมาก”

“คุณต้องเข้าใจว่าสิ่งนี้มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วขณะที่เขาและคุณต้องการเวลาอีกสักระยะ คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินคนเหล่านั้น”

“ขอให้คุณโปรดระมัดระวังให้ดี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดเหนือกว่าการเอาชนะแบบพื้นฐานทั่วไป มันคือการพยายามเอาชนะต่อความเชื่อ เช่น เชื่อฉันดีกว่า ของฉันถูกต้องกว่า ซึ่งถ้าตรงนี้คุณไม่ได้ใช้ความรักเป็นตัวนำ มันจะกลับไปลงเอยที่การเอาชนะแบบพื้นฐานหรือแบบที่พวกคุณเคยชินกัน นั่นคือการสร้างอำนาจเหนือด้วยรูปลักษณ์ภายนอก เช่น ต้องทำให้ยิ่งใหญ่กว่า ทำให้มีมากกว่า ทำให้ดูดีกว่า ทำให้สวยกว่า หรือแม้กระทั่งการพยายามทำให้ดูน่าเลื่อมใสกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่เปลือกนอก มันไม่ใช่อำนาจที่แท้จริง อำนาจที่แท้จริงคือ “ความรัก” เท่านั้น”

“การใช้ความรักนำทุกสิ่งทุกอย่าง ผลของมันย่อมจะได้มาซึ่งชัยชนะในที่สุดอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเอาความต้องการเอาชนะมาเป็นตัวนำการกระทำของคุณเลย และถ้าเมื่อไหร่ที่คุณไม่ได้ใช้ความรักเป็นตัวนำ มันก็จะเท่ากับคุณก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนพระองค์ไปโดยปริยาย โปรดทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดีๆ นะครับ”

“ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจสิ่งที่คุณพูด แต่ก็ไม่เต็มร้อยนะครับ”

“ไม่เป็นไร คุณมีคุณสมบัติหนึ่งที่คนอื่นไม่มีอยู่แล้ว นั่นคือการมีความสัมพันธ์พระเจ้า พระองค์จะบอกคุณเองแบบคำต่อคำ นาทีต่อนาที”

“พระองค์จะติดตามผมตลอดเวลาเลยหรือครับ”

“ใช่! พระองค์จะติดตามคุณและทุกคนที่รับฟังเสียงของพระองค์และปฏิบัติตามความประสงค์ของพระองค์”

“ใครก็ตามที่ทำได้แบบนี้ เขาก็จะมีดวงจิตที่มีคุณสมบัติคล้ายกับพืชและสัตว์ที่คุณเคยบอกว่าพวกเขาได้เปรียบพวกคุณ ที่จริงพวกคุณไม่ได้เสียเปรียบหรอก คุณได้เปรียบด้วยซ้ำเพราะคุณมีทุกอย่างที่มีประสิทธิภาพ คุณมีร่างกายที่สามารถทำอะไรก็ได้ คุณมีสมองที่คิดได้ สัตว์และพืชเหล่านั้นต่างหากที่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากสิ่งที่ถูกกำหนดให้ทำ”

“เอาล่ะ ผมคิดว่าคุณจะต้องกลับไปยังโลกของคุณวันนี้เลย เรามีเวลาเตรียมตัวกันอีก 2-3 ชั่วโมง คุณมีอะไรจะถามผมเพิ่มเติมอีกไหมครับ”

“หา! ว่าอย่างไรนะครับ ทำไมถึงรีบด่วนขนาดนั้นล่ะ ขอเวลาให้ผมได้อยู่กับภรรยาของผมอีกสองสามวันได้ไหมครับ”

“ประตูที่ 16 มีกำหนดการเปิดวันนี้เวลาก่อนเที่ยงเล็กน้อย ไม่งั้นก็ต้องรอประตูที่ 5 ซึ่งมันจะเปิดในอีกสิบปีข้างหน้า ผมคิดว่ามันนานเกินไปสำหรับภารกิจที่คุณได้รับมาในครั้งนี้”

“ไม่มีประตูอื่นอีกหรือครับ”

“มีประตูที่ดาวพุธ มันจะเปิดในอีกประมาณหนึ่งปี แต่เราต้องเดินทางจากดาวทึงร่านี้ไปยังดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยจักรวาลของเราก่อน แล้วก็รอให้ประตูที่นั่นเปิดเพื่อไปยังดาวพุธ หลังจากนั้นจึงเดินทางจากดาวพุธไปยังดาวโลกของคุณอีกที ซึ่งการเดินทางด้วยวิธีนี้จะต้องเป็นรูปธรรมกายภาพกึ่งพลังงานแบบผมนี้เท่านั้น ถ้าเป็นกายภาพล้วนๆ แบบคุณจะไม่สามารถทำได้เพราะขั้วแม่เหล็กในเซลล์ร่างกายของคุณจะเกิดความเสียหาย ซึ่งการเดินทางด้วยยานบินของผมแค่จากดาวพุธถึงดาวโลกของคุณจะต้องใช้เวลาทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว”

“หนึ่งวันเลยหรือครับ นี่ขนาดว่ายานของคุณเดินทางด้วยความเร็ว 700 กิโลเมตรต่อวินาทีแล้วนะครับ”

“ใช่ครับ”

“ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้วใช่ไหมครับ” ผมถามย้ำ

“ครับ”

“และอีกเหตุผลหนึ่งที่คุณสมควรต้องไปในวันนี้คือ จะไม่มีใครสามารถพาคุณกลับไปยังโลกของคุณได้อีกแล้ว เพราะรูปธรรมชั้นสูงทั้งหมดที่จะถูกส่งไปในวันนี้เป็นเที่ยวสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครอีกแล้วนอกจากผมคนเดียว แต่ผมก็ไปไหนไม่ได้ ผมต้องประจำการอยู่ที่นี่” รุทอนพูด

“หมายความว่าเฮปเฟและฟรีทัชจะพาผมกลับ ซึ่งผมจะได้โดยสารไปกับยานบินของพวกเขาอย่างนั้นใช่ไหมครับ”

“ถูกต้อง”

ถึงแม้ว่าความอาลัยอาวรณ์ต่อโคฮารุจะยังคงคุกรุ่นในจิตใจของผมอยู่ตลอดเวลา แต่ฮอร์โมนแห่งความกระหายใคร่รู้กลับพลุ่งพล่านขึ้นมามากกว่า ผมรู้สึกว่าหัวใจผมเต้นแรงขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าผมจะได้ขึ้นไปนั่งบนยานบินของมนุษย์ต่างดาวพวกนี้

“งั้นตกลงครับ ผมจะไปกับพวกเขา”

“ดีมาก” รุทอนพูด

“ผมต้องทำอะไรบ้างครับระหว่างที่โดยสารไปกับยานของคุณ” ผมหันไปถามเฮปเฟและฟรีทัช

“ไม่ต้องทำอะไรครับ” เฮปเฟตอบ

“เอ่อ…ผมหมายถึงว่า ผมต้องเปลี่ยนชุดหรืออะไรอย่างนั้นหรือเปล่าน่ะครับ” ผมถามพร้อมกับชี้ไปที่ชุดของเขาทั้งสอง เพราะคิดว่ามันน่าจะเหมือนกับการได้ใส่ชุดอวกาศ

“อืม…ไม่ต้องก็ได้ครับ ชุดนี้ก็ไปได้เพราะคุณไม่ใช่นักบิน ถ้าเป็นนักบินจำเป็นต้องใส่ครับ” ฟรีทัชตอบบ้าง

“แล้วระหว่างที่โดยสารมีข้อควรปฏิบัติอะไรไหมครับ ผมจะได้ทำตัวถูก” ผมรู้สึกว่าตัวเองกระตือรือร้นเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรื่องนี้

“ในฐานะผู้โดยสาร ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่สำหรับนักบินมีกฎข้อบังคับมากมายเลยครับ” รุทอนตอบ

“ดีแล้วที่คุณพูดเรื่องนี้ขึ้นมา” รุทอนพูดขึ้น

“เนื่องจากเฮปเฟและฟรีทัชเป็นนักบินฝึกใหม่ ที่จริงพวกเขายังต้องฝึกบินให้เกิดความชำนาญอีกสักระยะหนึ่งก่อนถึงจะได้รับอนุญาตให้บินระหว่างดาวได้ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้เรามีความจำเป็นต้องเพิ่มกองกำลังเป็นจำนวนมาก และเขาทั้งสองก็เป็นสองคนสุดท้ายที่เมืองของเรามีเหลืออยู่ ถึงแม้ว่ามาตรฐานเรื่องทักษะการบินของเขาทั้งสองจะยังไม่ครบตามข้อกำหนด แต่เราก็ต้องยอมให้เขาบิน”

“ซึ่งโดยปรกติยานที่มีผู้โดยสารไปด้วยนักบินจะต้องมีประสบการณ์การบินระหว่างดาวมาแล้วอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสิบเที่ยว ซึ่งนั่นจะเท่ากับว่าคนคนนั้นต้องเคยไปประจำการบนโลกมาแล้วไม่น้อยกว่า 2,000 ปี”

“แต่ตอนนี้ทั้งสองคนเพิ่งฝึกบินมาได้ไม่นาน ที่จริงเพิ่งจะฝึกลงจอดโดยไม่ต้องมีพี่เลี้ยงได้เมื่อวานนี้เองด้วยซ้ำ และยังไม่เคยบินไปยังโลกของคุณเลยสักครั้งเดียว”

“เนื่องจากการขับยานบินนี้ต้องใช้สมาธิขั้นสูงสำหรับการเพ่งให้เกิดปฏิกิริยาการเร่งอนุภาคของเครื่องแหวกสนามแม่เหล็กให้ถ่างออก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมากที่เรามีผู้โดยสารขึ้นไปอยู่กับนักบินฝึกใหม่”

“ดังนั้นฉันขอตั้งกฎสำหรับคุณ “อารียา” ขอให้คุณตั้งสมาธิให้แน่วแน่โดยให้คุณกำหนดลมหายใจตลอดเวลา ห้ามพูด ห้ามถามใดๆ จนกว่าจะได้รับอนุญาต”

“ครับ” ผมตอบทันทีที่เขาพูดจบ

“ส่วนเธอทั้งสอง กฎของพวกเธอต้องเคร่งครัดมากกว่าเดิม โดยทุกข้อต้องไม่มีความผิดพลาดแม้สักครั้งเดียว”

“ฉันขอเลือกให้อารียาไปกับยานของเธอ เฮปเฟ”

“ครับผม” เฮปเฟตอบ