๖๖.
ความเหลื่อมล้ำ
“ครับ ผมยอมรับในสิ่งที่คุณกำลังพูดถึงนี้ครับ แต่ผมขออนุญาตถามคำถามเกี่ยวกับตัวคุณสักหน่อยจะได้ไหมครับ”
“ได้สิ ถามมาได้เลย” เขาตอบ
“ผมยอมรับว่าระบบสังคมของที่นี่เข้าขั้นสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งปัญหาอันเกิดจากการดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างสิ้นเชิง แต่ผมก็ยังมีข้อข้องใจอยู่นิดหน่อยหลังจากที่ผมได้พบกับคุณ”
“สังคมแบบนี้ที่จริงน่าจะไม่มีการแบ่งชนชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นผู้ปกครองอย่างพวกคุณกับชนชั้นแรงงานอย่างคนที่มาต้อนรับผมในหลายๆ วันที่ผ่านมา ในมุมมองของผมตอนนี้คือ คุณที่ได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นผู้ปกครองมีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกับพวกเขามาก พวกเขาทำงานหนัก อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งแสงไฟในยามค่ำคืน แต่เมื่อเทียบกับที่นี่ พวกคุณอาศัยอยู่ในอาคารที่ใหญ่โตโอ่อ่าสว่างไสวไปด้วยแสงไฟในตอนกลางคืน แพรวพราวระยิบระยับไปด้วยทองคำและอัญมณีในตอนกลางวัน สิ่งนี้ในความเข้าใจของผมคือความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไม่น่าจะมีในสังคมที่เป็นอุดมคติตามจินตนาการที่ผมเคยคิดฝันไว้…หรือเปล่าครับ” ผมถามแบบแบ่งรับแบ่งสู้
“ถ้าคิดบนฐานความคิดที่คุณเคย be อยู่เดิม ภาพที่คุณกำลังเห็นนี้ต้องยอมรับว่าใช่ นี่คือความเหลื่อมล้ำทางสังคม”
“ซึ่งระบบฐานคิดของพวกคุณคือ ทุกคนตั้งอยู่บนความไม่รู้ คือไม่รู้ว่าตัวเองนั้นมีสิทธิมากเพียงใด มีคุณค่าในตัวเองมากแค่ไหน ไม่รู้แม้กระทั่งหน้าที่ของตัวเองว่าจะต้องทำอะไร เมื่อมีความไม่รู้ จึงเกิดกระบวนการที่เรียกว่า คนที่รู้มากกว่าเอาเปรียบคนที่รู้น้อยกว่า”
“ถ้าคุณไปถามพลเมืองทุกคนของที่นี่ว่า เขารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันเหนื่อยยากมากกว่า เขาก็จะบอกกับคุณว่าเขารู้ดีทุกอย่าง พวกเขาล้วนตระหนักรู้ในแรงจูงใจที่ผลักดันให้เขาทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้น คำว่าแรงจูงใจอาจจะไม่ค่อยตรงกับความหมายที่แท้จริงสักเท่าไหร่ ที่จริงมันน่าจะหมายถึง สิ่งที่กำหนดให้เขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเต็มใจมากกว่า เพราะแรงจูงใจนั้นบางครั้งก็ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ”
“สรุปง่ายๆ คือ ถึงแม้ว่าภาพที่คุณเห็นนั้นจะเป็นความเหลื่อมล้ำ แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระบวนการแห่งการเอาเปรียบ ในทางกลับกันมันกลับเกิดขึ้นจากการตระหนักรู้ในคุณค่าที่เขาเหล่านั้นมีและเป็นมากกว่า”
“วันหนึ่งถ้าคุณเกิดค้นพบว่า สิ่งที่คุณทำนั้นมีคุณค่ากับตัวเองอย่างมาก และคุณค่านั้นก็ส่งผ่านไปเป็นคุณประโยชน์กับผู้อื่นด้วย คุณจะอยากทำมันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เลย นี่คือความแตกต่างที่ผมพยายามอธิบาย”
“ส่วนที่ว่าทำไมพวกเราถึงได้มีชีวิตที่ดูหรูหราฟุ้งเฟ้อนั้น สิ่งนี้คุณได้ตัดสินมาจากมุมมองและฐานคิดของคุณอีกเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นที่นี่ล้วนแล้วแต่มีเหตุมีผลที่มันสมควรจะเป็น ไม่ได้มีไว้เพื่อบ่งบอกถึงฐานะอย่างที่คุณเข้าใจ”
“นับตั้งแต่เสื้อผ้าอาภรณ์ของผม ผมไม่ได้ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากทองคำพวกนี้เพราะว่าผมมีฐานะเหนือกว่าใครๆ เส้นใยที่ทำจากทองคำนี้มีคุณสมบัติเป็นสื่อที่ดีที่สุดสำหรับการมีความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับพลังงานอื่นๆ ในจักรวาล ดังนั้นชุดที่คุณเห็นอยู่นี้คืออุปกรณ์ที่ใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงของผม ที่จริงมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับจอบหรือเสียมของชาวนาชาวไร่เลยแม้แต่น้อย”
“การที่ผมอาศัยอยู่ในอาคารที่สร้างขึ้นจากทองคำที่แพรวพราวระยิบระยับอย่างนี้ ความระยิบระยับของมันก็ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามหรือเพื่อให้มันดูหรูหราแต่อย่างใด เราจำเป็นต้องทำให้ผิวโลหะพวกนี้มีมุมหักเหให้มากที่สุดเพื่อให้คุณสมบัติในการเป็นสื่อกลางของมันมีความสมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้พวกเรายังใช้วัตถุธาตุจำพวกอัญมณีชนิดต่างๆ มาขัดแต่งให้เกิดเหลี่ยมมุมแล้วนำไปติดตั้งในจุดต่างๆ ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการเร่งปฏิกิริยา และสุดท้ายการที่พวกเราต้องมาอยู่ที่สูงแบบนี้ก็เพื่อให้การรับและส่งข้อมูลไปในจักรวาลทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่านั้นเอง”
“ในอดีตมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยมีโอกาสมาสัมผัสกับสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะมาด้วยญาณหยั่งรู้หรือการท่องเที่ยวด้วยกระแสจิต เมื่อเขาได้มาเห็นแล้วนำไปบันทึกหรือบอกเล่าให้คนอื่นฟังโดยไม่เข้าใจถึงเหตุผล และเอามันไปเลียนแบบด้วยระบบฐานคิดของตัวเองคือระบบฐานคิดแห่งการมีอำนาจเหนือและการเอาเปรียบ มันจึงปรากฏออกมาในรูปแบบของปราสาทราชวังและวัดวาอารามต่างๆ ที่อยู่บนโลกของคุณ และมันก็กลายเป็นเครื่องบ่งบอกสถานภาพไป ซึ่งมันแตกต่างกับที่นี่อย่างสิ้นเชิง”
“อย่างนี้เองหรือครับ ผมต้องขออภัยด้วยครับที่เข้าใจผิด” ผมพูด
“หากคุณหายเหนื่อยแล้ว ขอเชิญขึ้นไปยังที่ทำการของพวกเราครับ” เขาเชิญ
“ครับ ผมหายเหนื่อยแล้วครับ”
“ในกระบวนการผลิตเสื้อผ้าอาภรณ์และอัญมณีต่างๆ เหล่านี้ พวกเราต้องให้ศิลปินที่มีความชำนาญงานหัตถศิลป์เป็นคนช่วยทำให้ ซึ่งพวกเราแค่กำหนดรูปแบบคร่าวๆ ตามประโยชน์ที่เราต้องการใช้สอย เช่น อัญมณีเม็ดใหญ่นี้ให้เจียระไนเป็นกี่เหลี่ยมมุมที่ด้านหน้า และให้มุมทั้งหมดรวมศูนย์เข้ามาเป็นจุดเดียวกันในด้านหลัง เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เกิดการเหนี่ยวนำพลังงานที่กระจัดกระจายเข้าสู่จุดศูนย์กลางได้ง่าย ส่วนรูปแบบการตกแต่งประดับประดาอื่นๆ ผมปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา เขาสามารถจินตนาการสร้างสรรค์ตัวเรือนของอัญมณีพวกนี้ให้มันวิจิตรพิสดารอย่างไรก็ได้ เราเพียงแค่เป็นคนกำหนดที่ตั้งของมัน เช่น เม็ดนี้จะต้องอยู่ที่กลางหน้าผาก หรือเม็ดนี้จะต้องอยู่กลางหน้าอก เป็นต้น ดังนั้นเวลาที่คุณเห็นอัญมณีที่วิจิตรงดงามเหล่านี้ จึงเห็นเป็นเครื่องประดับมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือหรือเครื่องจักร” เขาอธิบายเพิ่มเติมระหว่างที่เดินขึ้นไปสู่อาคารหลังใหญ่
“ส่วนโครงสร้างของตัวอาคารและหลังคายอดแหลมที่แพรวพราวนี้ พวกเราก็เพียงกำหนดให้เขาหุ้มมันด้วยทองคำที่มีรอยหยักให้มากที่สุด หรือแค่ทำให้มันหักไปหักมาเท่านั้น เพราะนั่นก็เท่ากับว่ามันสามารถทำงานได้แล้ว แต่เนื่องจากพวกสถาปนิกมีความประสงค์ที่จะทำให้มันมีความสวยงาม เขาจึงสร้างเป็นรูปทรง 12 เหลี่ยมบ้าง 24 เหลี่ยมบ้าง ตามแต่พวกเขาจะจินตนาการขึ้นมา และนอกจากนั้น เหล่าประติมากรก็ยังช่วยกันรังสรรค์ลวดลายเพื่อให้ผู้มาเยือนเกิดความประทับใจ ผลลัพธ์ที่ได้จึงออกมาเป็นงานศิลป์ที่ดูวิจิตรบรรจงอย่างที่เห็น”
“หลังจากที่ศิลปินและสถาปนิกสร้างอาคารนี้เสร็จ พวกเขาก็อาศัยอยู่ที่เมืองนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน” เขาเสริม
“อ๋อ! เข้าใจล่ะ เมืองนี้ถึงได้เป็นที่รวมของศิลปินทุกๆ สาขา เพราะพวกเขามาสร้างอาคารหลังนี้นี่เอง” ผมพูด
“ใช่! คุณเข้าใจถูกแล้ว”
“อาคารแห่งนี้มีอายุสักเท่าไหร่ครับ” ผมถาม
“ผมไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขได้ รู้แค่ว่ามันมีมาก่อนที่โลกของคุณจะมีมนุษย์ไปอยู่เสียอีก”
“โอ้โห! เหลือเชื่อมากเลยครับ ผมรู้สึกเหมือนว่ามันเพิ่งสร้างมาได้ไม่นานนี้เอง พื้นหินที่ผมเดินนี้ดูเหมือนไม่มีการสึกกร่อนจากลมและฝนเลยแม้แต่น้อย”
“มันเป็นเรื่องคุณภาพของสิ่งแวดล้อมครับ โลกใบนี้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่เริ่มสร้าง ไม่เคยมีแผ่นดินไหว ไม่เคยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ไม่เคยมีฟ้าผ่า ไม่เคยมีน้ำท่วม คุณภาพของน้ำและอากาศก็ไม่เคยมีสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อวัตถุทุกชนิด ไม่มีกรด ไม่มีสารเคมีใดๆ ทำให้เกิดการสึกกร่อน ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงดูเหมือนคงสภาพอย่างที่มันเป็นตั้งแต่แรก” เขาอธิบายพร้อมพาผมเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ
“เอ่อ…คุณรุทอนครับ ผมสนใจเรื่องการเดินทางระหว่างโลกของเราทั้งสองน่ะครับ พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมครับ” ผมถามขณะที่ก้าวเดินขึ้นบันไดอย่างช้าๆ
“ในแง่ไหนล่ะครับ ผมจะไม่ปิดบังคุณสักเรื่องเพียงแต่ต้องระบุสักหน่อยว่าคุณอยากรู้ตรงส่วนไหน”
“เอ่อ…ผมรู้แล้วว่าคุณสามารถเดินทางไปมาระหว่างโลกนี้กับโลกของผมด้วยประตูที่มีอยู่ถึง 360 ประตู ผมอยากรู้ตั้งแต่แรกเริ่มเลยครับว่า ใครเป็นคนสร้างประตูพวกนี้ไว้ และมันทำงานอย่างไร ทำไมมันถึงสามารถทำให้ระยะทางที่ไกลมากขนาดนี้สั้นเหลือแค่เพียงลัดนิ้วมือเดียว”
“ได้ครับ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร เอาไว้ผมพาคุณไปถึงที่พำนักของผมแล้วเราค่อยนั่งคุยกันดีไหมครับ” เขาตอบ
“ได้ครับ”
รุทอนพาผมเดินขึ้นมาจนถึงบันไดขั้นสุดท้ายก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณอาคาร ด้านหน้าของประตูทางเข้ามีระเบียงขนาดใหญ่ พื้นของลานและตัวอาคารทั้งหมดทำจากหินแกรนิตก้อนใหญ่วางเรียงซ้อนกันอย่างแนบสนิท พื้นด้านหน้านี้ถูกขัดแต่งจนเงาเป็นมันแลดูสะอาดสะอ้าน เมื่อมองจากลานนี้ลงไปสามารถมองเห็นเมืองได้ทั้งเมือง
“ตรงนี้คือลานสำหรับต้อนรับแขกครับ หรือจะเรียกว่าเป็นลานอเนกประสงค์ก็ได้ เพราะเราจะใช้ต้อนรับผู้ที่เดินทางมา ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมผู้นำที่มาจากเมืองอื่นหรือคนที่เอาบุตรธิดามาฝากให้เรียนรู้สัจธรรม รวมทั้งแขกที่เป็นแบบคุณ”
“แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครอยู่เลยนะครับ ดูเงียบจัง” ผมตั้งข้อสังเกต
“ใช่ครับ เมื่อก่อนที่นี่จะมีพวกเราที่เป็นช่างเทคนิคจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีแขกมาเยือนแบบนี้ ทั้งสองข้างทางบนลานนี้จะเต็มไปด้วยรูปธรรมที่มาคอยต้อนรับ ที่นี่เคยมีรูปธรรมช่างเทคนิคพำนักอยู่มากถึง 1,042 รูปธรรม”
“แล้วตอนนี้พวกเขาไปไหนกันหมดล่ะครับ”
“ไปปฏิบัติภารกิจที่ดาวโลกของคุณ ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่สองรูปธรรมสุดท้าย ซึ่งเขาทั้งสองก็จะต้องเดินทางไปเหมือนกันในวันพรุ่งนี้”
“ตอนนี้เขาทั้งสองอยู่ที่ไหนครับ”ผมถาม
“สองรูปธรรมนี้ยังไม่เคยเดินทางด้วยประตูเชื่อมระหว่างดาวโลกเลยสักครั้งเดียว แต่ด้วยภารกิจที่มีมากเสียจนจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ทั้งหมด วันนี้พวกเขาจึงออกไปทดสอบการบินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะบินจริงในวันพรุ่งนี้”
“อ้อ! ก่อนที่ผมจะขึ้นมา ผมเห็นอยู่เหมือนกันครับว่ามียานบินลอยขึ้นจากยอดอาคารนี้สองลำ”
“นั่นแหละครับ”
“นี่ถ้าที่แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครประจำการอยู่เลย ผมก็คงต้องไปเช่นกัน”
“ฟังจากที่คุณพูดแล้ว สถานการณ์ที่โลกของผมน่าจะเลวร้ายมากเลยใช่ไหมครับ”
“…….” เขานิ่งเงียบไม่มีคำพูดใดๆ
“ผมได้ยินจากผู้มาต้อนรับผมอยู่เหมือนกันครับว่า มันเข้าขั้นวิกฤต” ผมพูดขึ้นหลังจากที่อยู่ในความเงียบได้สักพัก
“แล้วเด็กนักเรียนล่ะครับ ใครจะดูแลพวกเขาหากไม่มีใครอยู่” ผมถามเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าที่นี่เป็นโรงเรียนด้วย
“ไม่มีครับ ที่นี่ไม่มีนักเรียนใหม่มานานพอสมควรแล้ว”
“และนี่คือสัญญาณที่บอกว่าโลกของคุณอยู่ในขั้นวิกฤตมานานแล้วเช่นกัน ไม่มีใครสามารถยกระดับจิตสำนึกให้เป็นความรักบริสุทธิ์ได้แม้แต่คนเดียว จึงเป็นผลให้ไม่มีใครวิวัฒน์ตัวเองให้มาเกิดที่โลกใบนี้ได้” เขาตอบ
หลังจากนั้นรุทอนก็พาผมเดินเข้าไปในอาคารเป็นครั้งแรก ทันทีที่ผ่านเข้าไป ผมรู้สึกได้ถึงความเย็นอันเกิดจากความหนาของผนังหินแกรนิต ชั้นแรกนี้เป็นห้องโถงใหญ่มีเสาทรงกลมขนาดประมาณสามคนโอบเรียงรายอยู่หลายร้อยต้น ห้องนี้ใหญ่มากและมีเพดานสูง ภายในสว่างไสวไปด้วยหลอดไฟที่ห้อยลงมาจำนวนมาก บนเพดานประดับประดาด้วยทองคำและแก้วกระจกหลากสีสัน
“มันไม่ใช่กระจกสีหรอกครับ มันคืออัญมณี” รุทอนพูดขัดขึ้นจากสิ่งที่ผมคิด
“โอ! มันเยอะมากเลยนะครับ” ผมอุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ห้องนี้สามารถรองรับคนได้ถึง 3,000 คนพร้อมกัน โดยเราจะใช้เป็นที่ประชุมเพื่อรับการสื่อสารจากต้นกำเนิดพร้อมๆ กัน ซึ่งทุกคนที่อยู่ในนี้ไม่ว่าจะอยู่ซอกใดมุมใดของห้องจะต้องได้รับการสื่อสารที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นเพดานของห้องนี้จึงต้องติดตั้งอัญมณีเพื่อให้การสื่อในทุกๆ ตารางนิ้วสมบูรณ์”
“โอ้โห!! ผมไม่อยากจะนึกเลยครับว่า มันต้องใช้อัญมณีมากขนาดไหน” ผมพูดตามหลังขณะที่เขาพาผมเดินตรงเข้าไป