อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๗๕.

๗๕.

ปัญญาญาณ

“ที่จริงศาสตร์ทุกศาสตร์ที่พวกคุณต้องรู้มันคือเรื่องเดียวกัน เพียงแต่สิ่งที่พวกคุณเคยรู้มานั้นมันรู้กันเป็นส่วนๆ รู้แค่ผิวๆ ไม่สามารถรู้แบบกว้าง และไม่สามารถรู้แบบลึกได้ ความรู้ต่างๆ มันจึงไม่เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน”

“เมื่อคุณฝึกฝนทักษะการมองทุกสรรพสิ่งด้วยความไม่บิดเบือนใดๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หมั่นฝึกทักษะการอยู่กับการกระทำในทุกย่างก้าวของชีวิตไปเรื่อยๆ พลังอำนาจทางความคิดของคุณก็จะมีอานุภาพที่เข้มข้นทะลุทะลวงได้เองอย่างที่คุณก็ต้องแปลกใจ กระบวนการนี้พวกคุณจะเรียกมันว่า “ปัญญาญาณ” เมื่อไหร่ที่คุณมีความประสงค์จะรู้อะไร เพียงแค่คุณส่งความต้องการออกไป วิธีการนี้ถ้าจะพูดแบบง่ายๆ มันก็คือ การตั้งคำถาม นั่นเอง เมื่อไหร่ที่คุณตั้งคำถาม มันจะเป็นการส่งกระแสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาจากสมองของคุณ ยิ่งถ้าคุณมีความพร้อมในข้อ 1, 2, 3 มากเท่าใด คุณก็จะยิ่งสามารถส่งคำถามไปได้กว้างและไกลมากเท่านั้น ในทางกลับกันในเวลาที่มีคนส่งความคิดมาถึงคุณ ยิ่งคุณมีชั้นของการบิดเบือนข้อมูลที่ผมอธิบายไปเมื่อสักครู่ คือเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกบางเบามากเท่าไร คุณก็จะยิ่งมีความสามารถในการรับข้อมูลได้ละเอียดลึกซึ้งมากเท่านั้น อย่าว่าแต่จากแค่คนรอบๆ ข้างเลย จากสุดขอบจักรวาลคุณก็ยังสามารถรับได้”

“และเมื่อไหร่ที่คุณประกอบพร้อมด้วยคุณสมบัติทาง “ปัญญาญาณ” คุณก็จะสามารถพัฒนาในขั้นถัดไปได้”

“ผลของการขจัดการบิดเบือนด้านการรับสารนี้ นอกจากจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความเป็นอัจฉริยภาพทางปัญญาได้แล้ว ยังส่งผลให้สามารถคิดและตัดสินใจกระทำต่อทุกๆ สถานการณ์ที่จะมาเป็นเงื่อนไขในชีวิตได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ไม่ทำให้เกิดความผิดพลาดล่วงเกินกัน ไม่เกิดภาระกรรมใดๆ จนท้ายที่สุดดวงจิตวิญญาณของเราก็จะไร้ซึ่งน้ำหนักมวล และก็จะเข้าสู่สภาวะที่พวกคุณมักเรียกกันว่า “บริสุทธิ์” หรือ “ว่าง” มันไม่ใช่ความบริสุทธิ์ที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนานะ อย่าเข้าใจผิด เพราะนั่นเป็นเพียงความว่างที่เกิดจากการปิดกั้นแบบชั่วคราว มันยังไม่เกิดความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ความบริสุทธิ์ที่แท้จริงคือ จิตวิญญาณของเราจะต้องเผชิญกับเงื่อนไขและสามารถจัดการกับเงื่อนไขนั้นๆ ได้โดยปราศจากอนุภาคกรรมใดๆ ต่างหาก”

“คุณต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งนะครับเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการหายใจลึกและยาวให้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ คุณสามารถเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำได้เลยไม่ต้องรออะไร และยิ่งถ้าคุณสามารถทำมันได้โดยที่คุณยังพูด คิด หรือทำอะไรต่อมิอะไรไปพร้อมๆ กันด้วยแล้วล่ะก็ นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ธรรมชาติของดวงจิตของเราทุกคนถูกออกแบบมาให้สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกันโดยที่เราต้องกำหนดอะไรไว้เป็นแกนกลางสักอย่าง ซึ่งตอนนี้ผมได้กำหนดให้คุณยึดหลักพลังชีวิตของคุณเป็นแกนกลาง ลมหายใจที่กำลังม้วนตัวเข้าไปในร่างกายของคุณ มันเป็นสิ่งเดียวที่แสดงออกถึงความมีชีวิต และชีวิตนี่เองคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างรูปธรรมกับนามธรรม หรือร่างกายกับจิตวิญญาณ เรามีสภาวะการเป็นของสองสิ่งในเวลาเดียวกัน”

“การที่เราใช้ความรู้สึกแห่งการมีชีวิตเป็นแกนกลางก็ทำให้เรารำลึกได้เสมอว่ายังมีตัวเราอยู่ ในชีวิตประจำวันของพวกคุณบนดาวโลกไกอา พวกคุณทุกคนไม่เคยรู้ตัวเองกันเลย คุณเอาความคิดของพวกคุณไปผูกอยู่กับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และปล่อยให้สถานการณ์เหล่านั้นกำหนดการกระทำของคุณอยู่ตลอดเวลา เช่น มีใครมาด่าว่าคุณ คุณก็โกรธทันที นี่แสดงให้เห็นว่าพวกคุณนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่จะเป็น “ตัวของตัวเอง” พวกคุณถูกสิ่งเร้าที่อยู่ภายนอกกำหนดให้ทำโน่นทำนี่ คิดโน่นคิดนี่ รู้สึกโน่นรู้สึกนี่อยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาใดเลยที่พวกคุณจะรู้สึกถึงความเป็น “ตัวของตัวเอง” ดังนั้นการที่คุณกำหนดให้กายและลมหายใจที่มันกำลังม้วนตัวเข้าออกให้ลึกและยาวนั้น มันเป็นการรำลึกได้ว่าคุณเป็นตัวของตัวเอง”

“เหมือนกับที่ผมเคยไปฝึกนั่งสมาธิที่โลกของผมเลยครับ การฝึกกำหนดลมหายใจเข้าออก” ผมพูดเสริม

“มันมีความผิดพลาดอยู่สองประการในสิ่งที่พวกคุณทำกันคือ หนึ่ง คุณไม่รู้ว่าคุณทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรดังที่ผมได้อธิบายไปแล้วในช่วงต้น และสอง เวลาที่คุณทำมัน คุณไม่ได้ทำแบบเป็นธรรมชาติ คือคุณไม่ได้ฝึกทำในชีวิตประจำวัน ทำทุกขณะจิตที่พูด คิด ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง พวกคุณใช้การหลบไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครไป นั่งหลับตาสงบอยู่คนเดียว ซึ่งวิธีการแบบนี้มีผลเสียมากกว่าผลดี ผลดีคือคุณสามารถจดจ่อกับการกำหนดลมหายใจได้ง่าย แต่ผลเสียคือคุณจะไม่ทำมันอีกหลังจากที่คุณเดินออกจากสถานที่แห่งนั้น และยิ่งถ้าคุณไม่เข้าใจกระบวนการในข้อหนึ่งคือจะเอาการจดจ่อกับการหายใจนี้ไปทำอะไรด้วยแล้วล่ะก็ สภาวะอารมณ์ความรู้สึกของคุณจะยิ่งพลุ่งพล่านเป็นสองเท่า เพราะระหว่างที่คุณอยู่ในความสงบสงัดปราศจากสิ่งบิดเบือนอยู่นั้น คุณเหมือนได้รับการพักผ่อนทางจิต การพักผ่อนหรือการหยุดพักย่อมเกิดความสบายจนบางครั้งเกิดเป็นความปิติสุข และเมื่อเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา เวลาที่คุณออกไปเจอกับสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ในชีวิตประจำวัน คุณก็จะยิ่งมีความรู้สึกและอารมณ์มากกว่าคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำวิธีการแบบนี้เป็นสองเท่า ถ้าคุณโกรธ คุณจะโกรธมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า ถ้าคุณหงุดหงิด คุณจะหงุดหงิดมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า”

“คุณรู้ไหมครับว่า สิ่งที่คุณพูดนี้มันขัดกับหลักการทางศาสนาของผมเป็นอย่างมาก นี่ถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟัง เขาจะต้องบอกว่าผมเป็นพวกนอกรีตมารศาสนาแน่นอนเลยครับ” ผมท้วง

“ผมพูดความจริงครับ ความจริงมันมีเหตุมีผลมีที่มาที่ไปของมันอยู่ มันลึกซึ้งและกลมกลืนกับทุกสิ่ง และที่สำคัญมันไม่เคยที่จะเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งใด สิ่งนี้มีมานานมากแล้ว สิ่งนี้เป็นกฏเกณฑ์ที่คนทั้งจักรวาลใช้เป็นแนวทางมานานแล้ว คนบนโลกของคุณเพียงหยิบมือเดียวไม่อาจมาชี้ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิดจากมุมมองของตัวเอง”

“การทำสมาธิคือวิธีการที่เป็นคำสอนของมหาบุรุษของโลกผม ท่านคือพระพุทธเจ้านะครับ ซึ่งนั่นก็เท่ากับเรากำลังดูหมิ่นคำสอนของท่านด้วย” ผมย้ำ

“คำสอนของท่านนั้นถูกต้องทุกประการ แต่ที่ไม่ถูกคือคนเอามาสอนต่อต่างหาก อาจจะเป็นเพราะความไม่รู้หรือรู้มาไม่หมดแล้วก็สอนสืบต่อๆ กันมา เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ จึงยึดถือว่าเป็นคำสอนของท่าน แต่เท่าที่ผมดูนะครับ พวกคุณบนโลกมักจะเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่ถูกจริตกับความต้องการของตัวเองมายึดถือ และที่สำคัญที่สุดคือจริตที่สามารถนำเอาไปสร้างอำนาจแห่งการพึ่งพาสถาบันเท่านั้น ผู้นำจิตวิญญาณของคุณจึงเลือกเอาเฉพาะบางอย่างมาทำให้เกิดเป็นกรรมวิธี ก่อให้เกิดเป็นระเบียบแบบแผนที่ส่งต่อให้พวกคุณยึดถือ และแน่นอนที่สุดสิ่งเหล่านี้ต้องถูกบิดเบือน”

“ถ้าคุณคิดว่าจะยึดถือคำสอนของศาสดาของคุณ สิ่งที่ท่านห้ามทำไมพวกคุณยังทำกัน เช่น การห้ามสร้างรูปเหมือนแทนตัวตนของท่าน ผู้เป็นนักบวชห้ามใช้เงิน ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรวัตถุวัดวาอารามต่างๆ ห้ามฆ่าสัตว์ซึ่งต้องรวมถึงการห้ามกินเนื้อสัตว์โดยอัตโนมัติด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ท่านห้ามไว้สำหรับผู้ที่จะทำหน้าที่สืบทอดคำสอนของท่าน แต่คุณจะเห็นว่าพวกเขาเพิกเฉยต่อคำสอนเหล่านี้ น่าจะเรียกว่าคำสั่งมากกว่านะ เพราะมันมีคำว่าห้าม และนี่คือการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกคุณเลือกทำเฉพาะในสิ่งที่เอื้อต่อความต้องการของตัวเองเท่านั้น”

“ในสายตาของผม การละเมิดในข้อห้ามนี้ต่างหากที่เป็นการดูหมิ่น ผมพูดสิ่งที่เป็นความรู้ เป็นเรื่องที่คุณควรรู้ ผมอธิบายที่มาที่ไป อธิบายหลักการที่มันสืบเนื่องกัน คุณสามารถพิสูจน์มันด้วยประสบการณ์และสมองของคุณเอง”

“และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ ผมกำลังทำเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าของคุณทำ คือการทำให้คุณไม่ต้องพึ่งพาใคร ไม่ต้องพึ่งพาพิธีกรรม ไม่ต้องพึ่งพาสถาบัน คุณสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้เอง จัดการทุกอย่างได้เอง บริสุทธิ์ได้เอง หลุดพ้นออกจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลได้เอง ซึ่งในความเป็นจริงมันก็ต้องทำด้วยตัวเองเท่านั้น ใครก็ตามที่มาอ้างตัวว่าไปกับเขา เขาจะพาไปนั้น ขอให้คุณคิดไว้ได้เลยว่าเขาโกหก การที่คุณเชื่อใครบางคน ศรัทธาใครบางคนแล้วหวังว่าหากศรัทธาเขาแล้วจะทำให้คุณพ้นออกมาได้นั้น ผมบอกได้เลยว่าไม่มีทาง ห้องเครื่องแห่งนี้ไม่มีใครพาใครออกมาได้ ทุกคนต้องพยายาม ((ทำ)) ด้วยตัวเองเท่านั้น”

“และการ ((ทำ)) เท่านั้นที่สามารถพาคุณเข้าสู่สภาวะการพ้นจากห้องเครื่องจักรวาลแห่งนี้ การ ((ทำ)) ไม่ได้หมายถึงการไปนั่งหลับตาอยู่เฉยๆ ไม่ใช่แค่การทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์แต่ไร้การปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับใคร สิ่งนั้นไม่ได้เรียกว่าการทำหรือการปฏิบัติ การ ((ทำ)) คือการออกไปเผชิญกับบทเรียนบททดสอบว่าคุณจะสามารถแสดงความรักต่อใครๆ ในโลกนี้ได้มากแค่ไหนต่างหาก”

“คุณรุทอนครับ ผมคิดว่าถ้ามันทำให้ผมสามารถเข้าใจภาษาจิตได้แค่นั้นผมพอใจแล้วครับ”

“ผมอธิบายเพื่อความเป็นเอกภาพของความรู้ ความรู้ที่ดีควรอธิบายได้ทุกมิติ ที่ผมพูดให้คุณฟังนี้มันเป็นผลที่สืบเนื่องกัน ถ้าคุณสามารถเข้าใจภาษาจิต คุณก็จะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้จากที่ไหนก็ได้ องค์ความรู้เหล่านั้นก็จะบอกกับคุณว่าคุณควรจะทำหรือไม่ควรทำสิ่งใด เมื่อคุณเจอกับสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ เมื่อคุณทำสิ่งใดโดยไม่เกิดความผิดพลาด ไม่เผลอไปก้าวล่วงผู้ใด คุณก็มีโอกาสที่จะปลดเปลื้องพันธนาการแห่งกรรมได้ ท้ายที่สุดจิตวิญญาณของคุณก็จะเป็นอิสระ”

“เอ่อ…” ผมทำท่าเหมือนจะถามอะไรสักอย่าง

“เอาล่ะ ต่อไปนี้ขอให้คุณกำหนดสิ่งนี้ให้ได้ตลอดเวลาในยามตื่น ทุกๆ ขณะที่เราคุยกัน ทุกๆ ขณะที่กิน เดิน นั่งก็แล้วกัน” รุทอนพูดขัดจังหวะขึ้นคล้ายกับการสั่ง

“ครับ ผมจะทำตามครับ”