๙๙.
ที่ของเรา
“ผมไม่เห็นเธอเลยครับ ไม่รู้เธออยู่ตรงไหน” ผมหมุนตัวพร้อมกับกวาดสายไปมาท่ามกลางผู้คนที่ยืนแออัดกันอยู่
“คุณอย่าพยายามมองหาจากที่ที่ไม่ใช่ของคุณสิครับ ที่ของคุณคือ ให้คุณนั่งในท่าที่สบาย หันหน้าไปในทิศทางที่เก้าอี้ของคุณหันไป และจุดที่คุณเหลือบตาลงไปมองแบบสบายๆ นั่นแหละคือที่ที่เป็นของคุณ และเธอก็จะอยู่ตรงนั้น”
ผมลองทำตามขั้นตอนที่เฮปเฟบอก และก็เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ เธออยู่ในจุดโฟกัสของผมพอดี นอกจากเธอแล้วยังมีเดอวิ้นซ์และคลายเอินรวมอยู่ด้วย ผมเห็นพวกเขาโบกมือมาทางผม เธอดูมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“ผมเจอเธอแล้ว ขอบคุณมากครับ”
ผมจ้องลงไปที่เธอพร้อมกับพยายามส่งความคิดไปหาเธอแบบเฉพาะเจาะจง
“ฉันรักเธอนะโคฮารุ ขออภัยที่ฉันจะไม่ได้อยู่กับเธอระหว่างที่เธอคลอดลูก ฉันรู้ดีว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ฝากบอกลูกของเราด้วยว่าพ่อจะกลับมาหาเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฝากดูแลเขาแทนฉันด้วย ฝากจูบเขาแทนฉันด้วย ฉันจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดให้สมกับความเสียสละของเธอ ฉันรักเธอ โคฮารุ” ผมพูดกับเธอในใจ
ผมมองไปยังเธออย่างอ้อยอิ่ง ผมปรารถนาจะลงไปกอดเธออีกสักครั้งแต่ก็ทำไม่ได้ ตอนนี้ผมเกิดความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่า “เราคงต้องรอคอยการได้มาเจอกันอีกครั้งแล้วสินะ ตอนนี้เข้าใจหรือยังว่าการรอคอยเพื่อจะได้มาพบกันอีกครั้งนั้นมันเป็นอย่างไร” เมื่อกระแสความคิดนี้จบลง ผมก็นึกถึงภาพตอนที่โคฮารุเจอผมครั้งแรกขึ้นมาทันที ผมเข้าใจแล้วว่าคนที่รอคอยกันมานานนั้นรู้สึกอย่างไร เข้าใจความรู้สึกที่ว่าเมื่อเราเจอกันแล้วไม่อาจจะรอแม้สักนาทีที่จะได้อยู่ร่วมกันนั้นเป็นอย่างไร เธอคงรู้ดี แต่ตอนนั้นมีแต่ผมเท่านั้นที่ไม่รู้
“คุณเฮปเฟครับ เราไปกันได้แล้วครับ” ผมบอกกับเฮปเฟเมื่อรู้ตัวว่าผมใช้เวลาอยู่ตรงนี้มานานพอสมควร และก็คิดว่าต้องตัดใจลาจากเธอเสียที มันคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะประวิงเวลาให้นานไปกว่านี้
“ครับผม” เขาตอบ
“ลาก่อนนะโคฮารุ” ผมพูดในใจอีกครั้ง
เมื่อบอกลาโคฮารุจบ ยานของเราก็ลอยสูงขึ้นทันที แต่คราวนี้เฮปเฟพาผมลอยขึ้นมาสูงมาก สูงจนผมเห็นเมืองทั้งเมืองเหลือแค่ฝ่ามือ ขณะที่ยานขึ้นและลงในแนวดิ่ง ผมมีความรู้สึกว่ามันนิ่งและเงียบมาก คือมันเหมือนไม่มีแรงเสียดทานใดๆ เลย นอกจากความนิ่งแล้วมันยังไร้ซึ่งอาการเสียวที่คล้ายกับเวลาที่เราอยู่ในลิฟท์ตอนมันขึ้นและลงอีกด้วย
พอยานของเราขึ้นมานิ่งอยู่ที่ระดับนี้ ก็พบว่ามียานของฟรีทัชจอดรออยู่ก่อนแล้ว ผมเห็นยานของเขาเป็นรูปทรงจานบินสีขาวสว่างลอยนิ่งอยู่ไม่ห่างสักเท่าไหร่
“ผมจะขอฝึกบินทดสอบรอบโลกกับฟรีทัชสักรอบสองรอบก่อนนะครับเพื่อสร้างความคุ้นเคย เราจะบินด้วยความเร็วสองระดับคือ ประมาณครึ่งหนึ่งของความเร็วสูงสุดที่ยานสามารถทำได้ก่อน และหลังจากนั้นก็จะบินด้วยความเร็วสูงสุดอีกหนึ่งรอบ”
“เราจะเริ่มบินทดสอบล่ะนะครับ พร้อมไหม” เขาถาม
“พร้อมครับ”
หลังจากที่พูดจบ เฮปเฟและฟรีทัชก็เพิ่มระดับความสูงของยานขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว สูงจนเห็นรูปร่างของประเทศซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่าเมืองของ rรุทอนนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลนัก ความสูงนี้น่าจะพอๆ กับเพดานบินของเครื่องบินที่เราใช้กันอยู่ เมื่อปรับระดับความสูงได้ที่แล้วการบินทดสอบก็เริ่มขึ้นทันที ยานออกตัวด้วยความเร็วสูงมาก ซึ่งผมสังเกตเห็นว่าขณะที่ยานกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอยู่นั้น แป้นหินที่อยู่ตรงกลางยานกลายเป็นวัตถุโปร่งใสมากขึ้น ใสจนสามารถมองทะลุเห็นพื้นด้านล่างได้อย่างชัดเจน ภาพที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าผมตอนนี้เหมือนกับว่ามีแต่ผมกับเฮปเฟเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ วัตถุที่นอกเหนือจากนั้นจะมีลักษณะโปร่งใสทั้งหมด ผมสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้แบบรอบทิศทาง ดูๆ ไปเหมือนกำลังเหาะอยู่กลางอากาศเลย
ผมพยายามแยกแยะความรู้สึกระหว่างยานจอดอยู่นิ่งๆ กับความรู้สึกที่ยานกำลังเคลื่อนที่อยู่ ผมแทบจะแยกไม่ออกเลยว่ามันแตกต่างกันอย่างไร การออกตัวจาก 0 ถึง 350 กม.ต่อวินาทีของยานลำนี้แทบไม่มีความแตกต่างกับที่มันจอดอยู่เฉยๆ เลยแม้แต่น้อย ผมไม่มีความรู้สึกถึงแรงต้านหรือแรงสั่นสะเทือนใดๆ เหมือนว่ามันอยู่ๆ ก็เร็ว ไม่มีเสียงหรืออาการเร่งเครื่องใดๆ ทั้งสิ้น
ผมเห็นภาพข้างนอกผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากที่เคยอยู่บนแผ่นดินเพียงไม่กี่อึดใจ เราก็มาอยู่กลางมหาสมุทร เราเดินทางผ่านมหาสมุทรสลับกับแผ่นดินอยู่สองครั้ง ผ่านกลางวันเป็นกลางคืนและกลับมาเป็นกลางวันเหมือนเดิมก่อนที่ยานจะจอดนิ่งอยู่กับที่ ทั้งหมดใช้เวลาในการบินทดสอบไปประมาณ 3 นาที
“เราบินรอบโลกครบหนึ่งรอบแล้วครับ” เฮปเฟแจ้งผมเมื่อเขาจอดยานนิ่งอยู่กลางอากาศในตำแหน่งเดิม
“จริงหรือครับเนี่ย รอบโลกแล้วหรือ มันเร็วมากเลยนะครับ”
“ในครั้งที่สองจะเร็วกว่านี้อีกหนึ่งเท่าตัวนะครับ และผมจะลดระดับความสูงของการบินลงมาครึ่งหนึ่ง พร้อมไหมครับ”
“พร้อมครับ”
จากนั้นยานทั้งสองลำก็ลดระดับความสูงลงมาก่อนที่จะพุ่งทะยานจากจุดนั้นด้วยความเร็วสูงสุดทันที และก็เช่นเคย การออกตัวจากที่หยุดนิ่งมาเป็นความเร็วที่สูงสุดนั้นไม่มีอาการกระชากหรือกระตุกใดๆ ทั้งสิ้น คราวนี้ยานบินได้ลดระดับต่ำลงมามากจึงทำให้ผมสามารถเห็นลักษณะของภูมิประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่เนื่องจากมันเร็วมากเลยทำให้ผมเห็นแค่การบินเหนือแผ่นดินสลับกับมหาสมุทรสองครั้งเท่านั้น และภายในเวลาแค่ 1 นาทีเราก็กลับมา ณ จุดๆ เดิม
“ครบหนึ่งรอบแล้วครับ” เฮปเฟแจ้งหลังจากที่ยานจอดสนิท
“ผมบอกตามตรงนะครับ การได้นั่งบนยานบินของคุณนี่ผิดกับที่ผมคาดคิดไว้มากเลยครับ”
“คุณคาดไว้อย่างไรครับ”
“ตอนแรกผมคิดว่าจะต้องเกิดอาการเสียวสุดๆ เนื่องจากอะดรีนาลีนมันพลุ่งพล่าน แต่นี่ผมกลับรู้สึกเฉยมากเลยครับ ไม่ต่างจากการนั่งเล่นบนพื้นโลกปรกติเลย มันเป็นเพราะอะไรครับ”
“อย่างที่ผมแจ้งคุณไปแล้วในตอนแรกเกี่ยวกับตัวแปรสำคัญในการเคลื่อนที่ของยานลำนี้ ที่จริงต้องบอกว่ายานลำนี้จอดอยู่เฉยๆ มากกว่า ภายในตัวของมันนั้นไม่มีส่วนไหนเลยที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ขับเคลื่อนได้ ถ้ามันไปจอดอยู่ที่ไหนมันก็จะหนักชนิดที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดยกขึ้นได้ ตัวแปรสำคัญอยู่ที่การรู้ว่าค่าความโน้มถ่วงของสนามแม่เหล็ก ณ จุดๆ นั้นมีค่าเท่าไหร่ ซึ่งแต่ละที่ก็มีค่าไม่เท่ากัน บนผิวดาวจะมีค่าความเข้มข้นมากกว่าในอวกาศ”
“ในอวกาศก็มีด้วยหรือครับ ผมคิดว่าในอวกาศมีแต่ความว่างเปล่าเสียอีก”
“มีครับ ทั้งเอกภพของเรานี้ถูกร้อยเรียงด้วยสนามแม่เหล็กทั้งสิ้น” เขาตอบ
“ทีนี้เมื่อเรารู้ค่าความโน้มถ่วงของแต่ละที่แล้ว เราก็สามารถกำหนดค่าของเครื่องเร่งอนุภาคที่บรรจุอยู่ภายในยานนี้โดยควบคุมจากจิตของเราอีกที”
“หลักการจะคล้ายๆ กับการยกก้อนหินใหญ่ที่ใช้สร้างปิรามิดนั่นแหละครับ มันคือการถ่างสนามแม่เหล็กให้เกิดเป็นช่องว่างแล้วจึงให้วัตถุต่างๆ เหล่านั้นเคลื่อนที่ไปตามทิศทางที่เรากำหนด แต่การทำงานของยานกับการเคลื่อนย้ายก้อนหินจะต่างกันนิดหน่อยตรงที่ยานจะมีเครื่องเร่งอนุภาคฝังอยู่ในตัวมันเอง แต่ก้อนหินพวกนั้นต้องใช้เครื่องเร่งอนุภาคช่วยให้มันเคลื่อนที่”
“ดังนั้นเราจึงต้องมีผู้ช่วยขณะที่เราขนย้ายมัน ซึ่งผู้ช่วยจะเป็นคนจัดให้มันเข้าที่ตามแผนที่วางไว้ระหว่างการก่อสร้างอีกที”
“อย่างนี้เวลาที่ยานไปบินในอวกาศมันจะช้ากว่าหรือเร็วกว่าบนโลกครับ”
“ได้เท่ากันครับ แล้วแต่เรากำหนด เพราะเราตั้งค่าความโน้มถ่วงตามที่มันมีให้กลายเป็นศูนย์เท่ากัน การจะเดินทางได้เร็วหรือช้าจึงขึ้นอยู่กับเรา”