อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๗๘.

๗๘.

เซเดอคอน

“ถ้าตอนเย็นพวกคุณหิว คุณจะทำอย่างไรครับ” ผมถามระหว่างที่เรากำลังเดินกลับไปที่ห้อง

“ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยหิวกันหรอกครับ เพราะพวกเราไม่ค่อยได้ออกแรงสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหิวจริงๆ บนยอดเขานี้ก็จะมีผลไม้ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่ มันเป็นผลไม้พิเศษที่มีเฉพาะข้างบนนี้เท่านั้น บางครั้งพวกเราก็จะเก็บไปมอบให้กับคนที่นำอาหารมาบริการเรา ซึ่งพวกเขาก็จะดีใจมากและนำกลับไปแบ่งกันกินตามแต่จำนวนที่เขาได้รับไป”

“มันคือผลไม้อะไรหรือครับ”

“ลักษณะลำต้นของเขาจะเป็นพุ่มเตี้ยๆ โปร่งๆ มีใบเป็นเส้นเล็กๆ ลำต้นสูงประมาณแค่หนึ่งเมตร และเป็นต้นไม้ที่โตช้ามาก แม้บางต้นจะมีอายุเป็นพันๆ ปีก็ยังสูงไม่ถึงหนึ่งเมตร ผลของมันจะมีลักษณะกลมโตขนาดประมาณ 7-10 เซ็นติเมตร มีผิวสีเหลืองทองสุกใส ความพิเศษของผลไม้นี้คือจะเรืองแสงในตอนกลางคืน ถ้าเราไปเก็บตอนมืดจะเห็นมันได้ง่ายกว่า ยิ่งลูกที่แก่จัดจะยิ่งเรืองแสง เราชอบเก็บไปฝากพวกชาวเมืองในตอนเช้า”

“แปลกประหลาดจังเลยนะครับ มันชื่อว่าอะไรครับ”

“เราเรียกมันว่า “เซเดอคอน” ครับ แปลว่าผลไม้แห่งการทะเลาะ”

“ยังไงนะครับ ทำไมถึงเรียกมันอย่างนั้นล่ะครับ” ผมถาม

“เจ้าเซเดอคอนนี้จะมีสีเหลืองทองสุกและเรืองแสงเฉพาะเวลาที่มันอยู่บนต้นเท่านั้น เมื่อไหร่ที่มันหลุดออกจากต้น ความเรืองแสงนั้นก็จะหมดไปทันที เมื่อเก็บมาวันแรกมันจะยังคงเป็นสีเหลืองทองอยู่ รสชาติในวันแรกจะอมเปรี้ยวอมหวานคล้ายกับดุนยาหรือที่พวกคุณเรียกกันว่าฝรั่ง แต่เมื่อผ่านไป 24 ชั่วโมงหรือเริ่มเข้าวันที่ 2 สีของมันจะค่อยๆ กลายเป็นสีส้ม รสชาติจะมีความหวานมากขึ้นและมีกลิ่นคล้ายกับสุมีนาหรือมะม่วง วันที่ 3 มันจะกลายเป็นสีแดงอมชมพู มีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอมคล้ายสตรอเบอรี่ วันที่ 4 มันจะกลายเป็นสีแดงสด รสชาติและกลิ่นจะเหมือนองุ่น วันที่ 5 สีจะเข้มขึ้นเป็นสีม่วง รสชาติและกลิ่นจะเหมือนลิ้นจี่ วันที่ 6 จะกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม รสชาติและกลิ่นจะเหมือนเสาวรส วันที่ 7 มันจะกลายเป็นสีดำ รสชาติและกลิ่นจะเหมือนกับอินทผลัมแห้ง ส่วนวันที่ 8 ผิวของมันจะกลายเป็นสีขาวโพลน ที่ขาวเพราะมันจะมีฝ้าขาวๆ มาพอกอยู่ด้านนอก รสชาติและกลิ่นในวันที่ 8 นี้จะเหมือนกับทุเรียน และเมื่อถึงวันที่ 9 ผิวของมันจะมีความโปร่งแสงมากขึ้น ข้างในจะเริ่มกลายเป็นน้ำสีม่วงๆ เราสามารถปริมันออกมาดื่มได้ รสชาติจะมีความเป็นแอลกอฮอล์นิดๆ เหมือนดื่มไวน์ผลไม้ และถ้าเก็บเลยมาถึงวันที่ 10-12 ผิวของมันจะใสขึ้น น้ำที่อยู่ข้างในก็ใสขึ้น และช่วงนี้นี่เองที่มันจะกลายเป็นเครื่องดื่มมึนเมาที่มีรสชาติเยี่ยมที่สุด”

“มีผลไม้ที่พิสดารอย่างนี้ด้วยหรือครับ”

“ครับ”

“ชาวเมืองบางคนยังไม่เคยได้กินผลไม้นี้เลยเนื่องจากมันไม่ได้ขึ้นอยู่ทั่วๆ ไป มันจะขึ้นเฉพาะพื้นที่ที่มีความสูงระดับนี้เท่านั้น ซึ่งภูมิประเทศแถบนี้เกือบทั้งหมดจะเป็นแค่ภูเขาเตี้ยๆ มีเพียงเขาลูกนี้เท่านั้นในฝั่งตะวันออกที่สูงพอที่มันจะขึ้นได้ แต่ละคนที่เคยลองกินผลไม้ชนิดนี้ก็จะได้รับประสบการณ์ของรสชาติที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าเขาได้มันไปในวันไหน บางคนกินแล้วบอกอย่างหนึ่ง บางคนก็บอกอีกอย่างหนึ่ง และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อใครคนใดได้กินมันตอนที่มันสุกเต็มที่หรือตอนที่มันกลายเป็นเครื่องดื่มมึนเมา เขาจะขาดสติไปหลายวัน ซึ่งช่วงเวลานั้นเองที่คนคนนั้นจะเที่ยวไปทะเลาะกับคน พวกเราจึงเรียกผลไม้นี้ว่า “เซเดอคอน” หรือผลไม้แห่งการทะเลาะ”

เราสามคนเดินย่อยอาหารคุยกันเพลินๆ ระหว่างทางกลับมายังอาคารที่รุทอนรออยู่ แต่เมื่อใกล้จะถึง ผมสังเกตเห็นว่าภายในห้องที่เขาอยู่นั้นมีแสงสว่างคล้ายกับแสงของยานบินลอดออกมาทางหน้าต่าง

“แสงอะไรครับ” ผมหันไปถามทั้งสองคน

“อ้อ! ท่านรุทอนกำลังส่งกระแสจิตไปประชุมกับคณะทำงานในที่ห่างไกลมากๆ อยู่ครับ และตอนนี้ก็ไม่มีที่ใดในจักรวาลที่จะมีเรื่องวุ่นวายเท่ากับดาวโลกไกอาของคุณอีกแล้ว” เฮปเฟพูด

“ผมตรวจดูแล้วครับ เขากำลังสื่อสารกับรูปธรรมที่ประจำการอยู่ที่ดาวโลกไกอาจริงๆ คือทางนั้นกำลังรายงานสถานการณ์ และท่านรุทอนก็กำลังให้คำปรึกษาถึงแผนการต่างๆ เกี่ยวกับโลกของคุณอยู่น่ะครับ” ฟรีทัชบอก

“แล้วทำไมถึงมีแสงสว่างล่ะครับ” ผมถาม

“ชุดที่พวกเราสวมใส่อยู่นั้นทั้งเสื้อคลุมและหมวกนี้จะทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาของการสื่อสาร ซึ่งจะคล้ายกับปฏิกิริยาของยานบินเพียงแต่เป็นคนละวัตถุประสงค์กันเท่านั้น คือเมื่อมันเกิดคลื่นความถี่สูงมากๆ สสารเหล่านั้นก็จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมา ซึ่งปรากฏการณ์ที่คุณเห็นนี้คือภาพมายาของมันครับ ปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดเฉพาะเวลาที่ต้องการสื่อกับคนจำนวนมากพร้อมๆ กันเท่านั้น หากสื่อกันหนึ่งต่อหนึ่งจะไม่เป็นครับ” เฮปเฟอธิบาย

พวกเราสามคนยืนคอยอยู่ด้านนอกสักพักหนึ่ง จากนั้นแสงภายในห้องก็ค่อยๆ หรี่ลงจนดับไป

“ท่านรุทอนหยุดการสื่อแล้วครับ เราเข้าไปกันได้แล้ว” ฟรีทัชพูด

เมื่อเข้าไปในห้อง ผมเห็นรุทอนนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่ เขายังอยู่ในท่าหลับตา พวกเราค่อยๆ ทยอยเข้าไปนั่งที่ฝั่งตรงข้ามอย่างเงียบๆ

“ท่านรุทอนครับ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ” ผมกระซิบถามเบาๆ หลังจากที่เห็นว่าเขากำลังค่อยๆ ลืมตา