๑๐๖.
ลงมือ
เย็นวันนั้นผมกลับมาที่ห้องพัก ซึ่งทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว ผมยังคงไม่ยอมเล่าเรื่องราวที่ไปประสบมานี้ให้ใครฟังถึงแม้ว่าจะถูกรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมกำลังลังเลอยู่คือ ผมจะเริ่มต้นพูดความจริงนี้อย่างไรเพราะมันไม่ใช่เรื่องราวธรรมดาอย่างที่พวกเขาคาดเดากันเลย สิ่งที่ผมได้ไปเจอมานั้นพิสดารเกินกว่าที่จะมีใครบนโลกใบนี้เชื่อว่ามันคือความจริง
“ผมต้องทำอย่างไรครับ” ผมถามเข้าไปในความคิดอีกครั้ง
“เขียนมันออกมา เขียนมันตามความเป็นจริง เธอไปเห็นอะไรมาก็เขียนมันไปอย่างนั้น ถ้าเธอรู้สึกว่ามันพิสดารก็เขียนให้มันกลายเป็นนิยายเสียเลย” เสียงในความคิดดังขึ้นมาเหมือนกำลังเกิดไอเดียดีๆ
“เขียนนิยายเนี่ยนะ!!” ผมทวนคำพูด
“ใช่แล้ว”
“ทำไมท่านถึงเลือกให้คนอย่างผมทำอย่างนั้นล่ะครับ ผมคิดว่าท่านคงต้องเข้าใจอะไรผิดสักอย่างแน่ๆ ท่านรู้ไหมครับว่า สมัยที่ผมเรียนหนังสือ แค่เรียงความ 2 หน้ากระดาษผมยังใช้เวลาเขียนอยู่ตั้งหลายวัน เป็นไปไม่ได้แน่นอนครับ ถ้าท่านรู้ว่าท้ายที่สุดภารกิจนี้จะออกมาเป็นการเขียน ทำไมท่านไม่เลือกคนที่เหมาะสมมากกว่านี้ล่ะครับ” ผมย้อนถาม
“เธอรู้ได้อย่างไรว่าเธอไม่เหมาะสม” เสียงนั้นตอบกลับมาทันที
“ผมว่าถ้าให้ผมวาดรูปหรือวาดเป็นการ์ตูนยังจะพอเป็นไปได้มากกว่า” ผมเสนอแนวทางใหม่
“ฉันรู้…นั่นแหละวาดรูปด้วย ทำทั้งสองอย่างเลย” เสียงนั้นตอบ ดูเหมือนเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาอีก
“นี่ท่านพูดจริงๆ หรือครับ ดูเหมือนท่านคิดไปเรื่อยๆ เลยนะครับ” ผมพูด
“จริงสิ เธอคิดว่าฉันจะพูดเล่นกับเธออย่างนั้นหรือ”
“แล้วเขียนเป็นนิยายมันจะดีหรือครับ ทำไมไม่เขียนให้เป็นบทความเหมือนอย่างที่ใครๆ เขาทำกันล่ะครับ อย่างนี้มันก็ดูไม่น่าเชื่อถือน่ะสิครับ” ผมถาม
“มันอยู่ที่สาระของมัน พวกเขาจะแยกแยะได้เองว่าอะไรควรเชื่ออะไรไม่ควรเชื่อ คนที่เป็นคนของเธอเขาจะเข้าใจสิ่งที่เธอเขียนเอง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่นิยาย”
“ฉันตั้งใจจะใช้สิ่งนี้เป็นบทบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะมาเกิดในยุคพลังงานใหม่ ให้พวกเขาได้นำมันไปเป็นแบบแผนสำหรับการสร้างอารยธรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ และฉันก็ตั้งใจให้ผู้ใดก็ตามที่เคยอ่านมันได้ใช้เป็นเสมือนใบเบิกทางในระหว่างที่มีการคัดเลือกบุคคลที่จะก้าวไปเป็นพลเมืองยุคพลังงานใหม่ในระหว่างการเปลี่ยนยุคนี้ ดังนั้นใครก็ตามที่เคยอ่านนิยายที่เธอจะเขียนขึ้นนี้หรืออย่างน้อยก็ถือมันไว้อยู่ในมือ เขาก็จะได้รับสิทธิ์นั้น เขาจะเป็นเหมือนอภิสิทธิ์ชน เขาจะได้รับเลือกให้เป็นพลเมืองแห่งโลกยุคพลังงานใหม่โดยชอบธรรม เขาจะเป็นผู้ที่รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง และพวกเขาทุกคนก็จะได้เป็นตัวแทนของฉันอย่างเป็นทางการ เขาจะสามารถกล่าวคำกล่าวของฉันเพื่อนำพาผู้คนให้พ้นภัยได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
“ผมคิดว่าผมควรจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง แต่สิ่งนี้มันน่าจะเกินความสามารถของผมไปหน่อย ผมขอทำอย่างอื่นแทนได้ไหมครับ” ผมยังคงยืนยันตามเดิม
“ไม่” เสียงนั้นห้วนๆ และมันก็เป็นเหมือนประโยคประกาศิต
“ตัวตนที่แท้จริงของเธอคือสิ่งนี้ เธอจำมันไม่ได้เอง” เสียงนั้นผุดขึ้นมาอีก
“ตัวตนของผมหรือครับ” ผมถาม
“ใช่ เธอไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้นตราบใดที่เธอยังสื่อสารกับฉันได้อยู่”
“ผู้คนในอดีตที่เคยเขียนบันทึกที่มาจากฉัน เขาต่างรับฟังเสียงจากฉันทั้งสิ้น” เสียงนั้นตอบ
“หมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถาม
“หมายความว่าฉันจะเป็นคนบอกเธอเอง เพียงแค่เธอฟังและเขียนทุกอย่างตามที่ฉันบอกเท่านั้น”
“ท่านจะเขียนนิยายเนี่ยนะ!” ผมพูดหยอก
“……..” ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา
“เอาเป็นว่าท่านจะบอกผมทุกคำเลยใช่ไหม” ผมถามย้ำ
“ใช่ ลงมือเดี๋ยวนี้เลย”
“ได้ครับ”
“เริ่มตรงไหนดีครับ” ผมตั้งคำถามขึ้นในใจ
“เล่าตั้งแต่ต้น ก่อนที่เธอจะได้ไปที่นั่น” เสียงนั้นแนะนำ
“ครับ”
อารียา เมตายา
๑. เด็กคนนั้น
วันนั้นเป็นวันทำงานวันสุดท้ายก่อนจะถึงวันหยุดยาวต่อเนื่องกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ บรรยากาศในออฟฟิศดูจะยุ่งเหยิงวุ่นวาย มีเสียงพูดคุยปรึกษากันเป็นกลุ่มๆ และเสียงพิมพ์แป้นคีย์บอร์ดหน้าคอมพิวเตอร์กันอย่างเคร่งเครียด แต่เท่าที่สังเกตดู ไม่มีตรงไหนเลยที่คุยกันเรื่องงาน อันที่จริงกลุ่มของผมก็ไม่ต่างกัน ปีนี้เพื่อนของผมที่ชื่อ “โอ๊ต” เป็นคนวางแผนการท่องเที่ยวในครั้งนี้ พวกเขาชวนผมไปด้วยทุกครั้ง แต่เพราะช่วงที่พวกเราไปนั้นเป็นช่วงพีคสุดของฤดูท่องเที่ยว คนจึงเยอะมาก ความสนุกความตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสกับสถานที่แปลกๆ ใหม่ๆ จึงกลับกลายเป็นความหงุดหงิดน่ารำคาญเสียมากกว่า ทั้งที่กินที่เที่ยว ไปที่ไหนก็มีแต่คนแออัดยัดเยียด ปีนี้ผมจึงยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องที่จะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้