๑๓.
สสารเริ่มต้น
“ผมขออธิบายต่อนะครับ เรื่องของพลังงานช่วงแรกหรือตอนแรกคือการเคลื่อนที่ในระดับอนุภาคที่เล็กละเอียดที่สุด ผมขอเรียกมันว่า “สสารเริ่มต้น” ก็แล้วกัน เจ้าสสารเริ่มต้นนี้มีขนาดเล็กละเอียดที่สุดถึงที่สุด หมายความว่าไม่มีอะไรจะเล็กไปกว่ามันอีกแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะสามารถหั่นมันให้เล็กลงได้อีก แต่เมื่อแยกมันออกจากกันในลำดับที่ถัดจากนี้ คุณสมบัติที่มันเป็นก็จะเปลี่ยนไปหรือหายไป กลายเป็นเพียงเศษฝุ่นธุลีที่ไม่สามารถเกิดกระบวนการใดๆได้ ไอ้เจ้าสสารเริ่มต้นนี้ไม่มีตัวไหนเลยที่มันหยุดนิ่ง ภายในโครงสร้างของมันหลักๆ จะประกอบไปด้วยอณูแม่เหล็กไฟฟ้าบวกและลบจำนวนหนึ่งยึดเกาะกันอยู่ที่จุดศูนย์กลาง และก็มีอณูย่อยๆ อีกจำนวนหนึ่งเคลื่อนที่ไปรอบๆ จุดศูนย์กลางที่ว่านั้นตลอดเวลาอีกที ผมขอย้ำว่า ตลอดเวลา คือหมายความว่า มันจะไม่มีวันหยุดจริงๆ อย่าเพิ่งถามว่ามันเคลื่อนที่ได้อย่างไร และพลังงานนั้นมาจากไหน ตรงนี้คนที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดคือผู้ที่คุณจะต้องไปพบกับเขาเร็วๆนี้ ผมจะอธิบายแค่กระบวนการต่อจากนี้ของมันเท่านั้น”
“ในบรรดาสิ่งที่เป็นสสารเริ่มต้นนี้แต่ละตัวหรือแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณของอณูบวกและลบที่เกาะกันอยู่ตรงจุดศูนย์กลางกับส่วนที่หมุนวนอยู่รอบๆ”
“พูดง่ายๆ คือ วัตถุทุกชนิด ก้อนหินทุกก้อน ต้นไม้ทุกต้น สัตว์ทุกตัว คนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลว มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ล้วนประกอบขึ้นจากเจ้า สสารเริ่มต้น นี้ทั้งสิ้น”
“หากเราเอาก้อนหินมาหนึ่งก้อน หรือเอาสิ่งมีชีวิตที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุดคือมนุษย์มาหนึ่งคน แล้วก็ใช้กล้องที่มีกำลังขยายสูงมากๆ ขยายเข้าไปเรื่อยๆ จนลึกที่สุด เราจะพบว่า ภายในของสิ่งเหล่านี้ล้วนประกอบขึ้นด้วยสสารเริ่มต้นเหมือนกันหมด มันได้ยึดโยงเหนี่ยวรั้งกันอยู่แบบห่างๆ ด้วยพลังจากการเคลื่อนที่ภายในตัวมันเท่านั้น โดยจะมีพื้นที่ว่างระหว่างกันและกันคั่นอยู่”
“ซึ่งไอ้เจ้าสสารเริ่มต้นที่ว่านี้ ถึงแม้ว่ามันจะมีโครงสร้างที่เหมือนกันคือมีแกนกลางและมีอณูเล็กๆ ที่หมุนวนรอบๆ แกนกลางอีกที แต่มันก็มีรูปแบบและคุณสมบัติที่หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับจำนวนของอณูบวกและลบที่ประกอบขึ้นเป็นตัวมัน ซึ่งเราสามารถสังเคราะห์แต่ละรูปแบบให้เกิดเป็นคุณสมบัติใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดอีกด้วย” มีนอธิบาย
“สรุปว่า วัตถุทุกชิ้นในจักรวาล ไม่มีสิ่งไหนเลยที่ไม่มีพลังงานอยู่ในตัว จะผิดกันก็แค่ปริมาณความเข้มข้นของ คลื่นความถี่ ที่มันปลดปล่อยออกมาระหว่างที่มีการสั่นสะเทือนภายในตัวมันเท่านั้น ซึ่งปริมาณความเข้มข้นของคลื่นความถี่นี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติของวัตถุนั้นๆ ว่ามันจะเป็นอะไร เป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ตามทันไหมครับ” มีนถามเพื่อเช็คความเข้าใจ
“คิดว่าทันครับ” ผมตอบทั้งที่เข้าใจไม่ทั้งหมด
“สสารเริ่มต้นนี้ใช่ อะตอม ไหมครับ” ผมถาม
“ผมไม่อาจจะตอบว่าใช่หรือไม่ใช่นะครับ ชื่อที่เราเรียกนั้น มันเป็นแค่สัญลักษณ์ที่ใช้แทนตัวมันเท่านั้น หากคุณคิดว่า คุณสมบัติของมันเหมือนกัน ก็อาจจะใช่ แต่ถ้ามันไม่เหมือนหรือแค่คล้ายๆ ล่ะ มันก็อาจจะเกิดการเปรียบเทียบจนทำให้คุณไปสนใจเรื่องความถูกต้องมากกว่าสาระที่ผมกำลังพยายามอธิบายให้คุณเข้าใจ” มีนตอบ
“แล้วอีกอย่างนะครับ การพูดโดยอ้างอิงข้อมูลอื่นๆ นั้น ผมถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ฟังเป็นอย่างมาก และก็เป็นการดูถูกตัวเอง (ผู้พูด) ในเวลาเดียวกันอีกด้วย” มีนเริ่มตอบเกินคำถามอีกแล้ว
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ” ผมสงสัย
“Because เวลาที่คุณอ้างอิงข้อมูลจากที่อื่น คุณกำลังพยายามทำให้เขาเชื่อคุณด้วยความเชื่อของคนอื่น ไม่ได้เชื่อคุณเพราะความสามารถในการทำความเข้าใจด้วยตัวเอง ดังนั้นคนในโลกที่มีการวิวัฒนาการขั้นสูงจะถือว่านี่เป็นการเสียมารยาทขั้นร้ายแรงทีเดียว”
“และในส่วนของตัวผู้สื่อสาร การยกหลักฐานที่มีคนอื่นเคยพูดไว้มาอ้างอิงก็เท่ากับคุณไม่มีความสามารถทำให้เขาเชื่อคุณด้วยตัวคุณเอง ซึ่งก็เท่ากับคุณกำลังดูถูกตัวเอง” มีนตอบด้วยท่าทีจริงจัง
“โอ้โฮ! ในโลกของผม คนที่พูดอะไรโดยไม่มีข้อมูลมาอ้างอิงถือว่าเป็นคนไม่ค่อยฉลาด นี่มันคนละเรื่องกันเลยนะครับ” ผมพูด
“คุณไม่ควรตัดสินใคร หรือแม้กระทั่งตัวเองว่าโง่หรือฉลาดครับ เพราะคำว่า “โง่” มันคือจุดๆ หนึ่งที่อยู่บนปลายสุดของด้านหนึ่ง และคำว่า “ฉลาด” ก็คืออีกจุดหนึ่งที่อยู่ปลายสุดของอีกด้านหนึ่ง ขณะนี้ทุกคนบนโลกของคุณไม่มีใครเลยที่อยู่ตรงปลายสุดของทั้งสองด้านนี้ ทุกคนล้วนกำลังอยู่ระหว่างจุดทั้งสองจุดนี้ด้วยกันทั้งหมด จะต่างกันก็แค่ระยะห่างของแต่ละคนว่า ใครจะใกล้จุดโง่หรือจุดฉลาดมากกว่ากันเท่านั้น” มีนพูดทำนองสั่งสอนกลับ
“ครับ ขอโทษครับ” ผมพูด
“ผมก็ต้องขอโทษคุณด้วยเช่นกันครับที่ผมพูดนอกเรื่องไปเรื่อย” มีนขอโทษ
“เอาล่ะครับ เรากลับมาเข้าเรื่องของเราต่อดีกว่า ถึงไหนแล้ว” มีนทำท่าเหมือนคิดนิดหนึ่ง
“เมื่อกี้เราพูดถึงว่า วัตถุทุกชิ้นในจักรวาลไม่มีสิ่งไหนเลยที่ไม่มีพลังงานอยู่ในตัวมัน และจะต่างกันที่ปริมาณของคลื่นความถี่ที่เกิดจากการยึดโยงเหนี่ยวรั้งซึ่งกันและกัน ซึ่งมันจะมีผลทำให้ผลผลิตปลายทางมีคุณสมบัติที่ต่างกันใช่ไหม?” มีนถามพร้อมกับทบทวนไปในตัว
“ใช่มั้งครับ แต่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่นะครับ” ผมบอกตามตรง
“เอาอย่างนี้ครับ ผมอยากให้คุณนึกถึงภาพของสสารเริ่มต้นนี้เป็นเหมือนลูกบอลลูกเล็กๆ ก็แล้วกันนะครับ เมื่อกี้ผมบอกไปแล้วว่า ข้างในตัวลูกบอลแต่ละลูกมันมีการเคลื่อนที่ของอณูบวกและลบหมุนวนอยู่ภายในตัวของมัน ในขณะที่อณูเหล่านั้นเคลื่อนที่อยู่ภายใน มันก็ได้ปลดปล่อยคลื่นความถี่ออกมา ซึ่งปริมาณของคลื่นความถี่ที่ปลดปล่อยออกมานั้นก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนอณูที่บรรจุอยู่ภายใน เมื่อมันถูกปลดปล่อยออกมา ผมขอแทนค่าปรากฏการณ์การปล่อยคลื่นความถี่ครั้งนี้ให้เป็นสีสันต่างๆ ก็แล้วกันนะครับ เช่น สีแดง สีเขียว สีฟ้า เป็นต้น พอจะนึกภาพออกไหมครับ”
“พอได้ครับ” ผมตอบ
“คราวนี้มันก็จะมีความซับซ้อนอยู่ในกระบวนการต่อไปอีกชั้นหนึ่ง คือเมื่อเราได้ลูกบอลลูกเล็กๆ หลากสีสันเหล่านี้มาแล้ว หากเรานำมันไปรวมกันในปริมาณที่เหมาะสมในขั้นถัดไป เช่น เอาสีน้ำเงิน 4 ลูก สีเขียว 7 ลูก สีม่วงสัก 1 ลูก สีฟ้า 30 ลูก มันก็จะเกิดการสั่นสะเทือนและการปลดปล่อยคลื่นความถี่ใหม่ขึ้นมา เมื่อเราถอยห่างออกมา เราก็จะพบว่า กลุ่มของลูกบอลนี้กลายเป็นลูกบอลใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม และก็มีการปลดปล่อยคลื่นความถี่ใหม่ที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม”
โดยเราสามารถทำกระบวนการทั้งหมดนี้ซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นที่ 3 ชั้นที่ 4 ชั้นที่ 5 ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รูปแบบและคุณสมบัติของสิ่งนั้นสมบูรณ์ตามที่เราต้องการ” มีนพยายามอธิบาย
“นี่ง่ายแล้วหรือครับ” ผมพูดหยอกเขาเล่น
“กระบวนการก่อรูปของทุกๆ สรรพสิ่งในจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมชั้นต่ำสุดที่เราเรียกว่า “วัตถุ” หรือรูปธรรมชั้นสูงสุดที่เราเรียกว่า “สิ่งมีชีวิต” ต่างถือกำเนิดขึ้นจากกระบวนการเช่นนี้ทั้งสิ้น”
“ที่ผมอธิบายมานี้เป็นแค่กระบวนการนะครับ แต่ความสลับซับซ้อนที่สุดของที่สุดนั้นจะอยู่ที่ความมหัศจรรย์แห่งการคัดสรรปริมาณของสสารเริ่มต้น หรือการเลือกลูกบอลแต่ละสีในแต่ละลำดับชั้นเพื่อให้เกิดคลื่นความถี่ในรูปแบบเฉพาะตัวที่จะทำให้อุบัติเป็นประดิษฐกรรมปลายทางว่าจะมีคุณสมบัติอย่างไรต่างหาก”
“เอ่อๆๆ…” ผมกำลังจะเอ่ยปากถามอะไรบางอย่าง แต่กำลังคิดเรียบเรียงอยู่ว่าจะถามว่าอะไร