๖.
ประตู
โอ๊ตมีอาการอย่างที่เจ้าหน้าที่บอกจริงๆ เมื่อเขาดื่มน้ำไปได้สักพักใหญ่ อาการแน่นท้องก็แสดงออกมา
“ผมขอนอนสักพักนะ รู้สึกอิ่มมาก หายใจไม่ค่อยออก” ความอิ่มกับบรรยากาศเย็นๆ ใต้ร่มไม้ตอนบ่ายทำให้พวกเราง่วง โดยเฉพาะโอ๊ต เขานอนนำไปก่อนอย่างไม่กลัวเสียหน้าเลย ที่เหลือยังนั่งคุยกันต่อ
ผมก็รู้สึกง่วงเหมือนกัน แต่ว่าไม่อยากนอนจึงลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมา แล้วก็เดินกลับไปที่หิน 4 ก้อนนั้นอีกครั้ง ผมเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย พินิจพิเคราะห์ก้อนหินเหล่านี้อีกครั้ง ผมเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้ามันเป็นเรื่องบังเอิญที่เจ้าก้อนหิน 4 ก้อนนี้มันกลิ้งมาจากที่ไหนสักแห่งแล้วมาเรียงกัน ทำไมไม่เห็นมีหินก้อนอื่นๆ มาอยู่ในบริเวณนี้ด้วย ถ้าเป็นไปตามหลักการของความบังเอิญแล้ว มันจะต้องเกิดขึ้นจากการทำซ้ำหลายๆ ครั้ง คือถ้าบริเวณนี้ทั้งหมดเต็มไปด้วยหินที่มีลักษณะแบบเดียวกัน แล้วบังเอิญเจ้า 4 ก้อนนี้มันมาวางเรียงกันเป็นมุมสี่ทิศที่มีระยะห่างเท่าๆ กันทั้งสี่ด้านแบบนี้ ก็พอจะเดาได้ว่าหิน 4 ก้อนนี้มันอาจจะบังเอิญกลิ้งมาหยุดอยู่ในตำแหน่งนี้พอดี แต่ภูมิประเทศทั้งหมดบนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ว่า อยู่ดีๆ ก็มีเจ้าหิน 4 ก้อนนี้มาวางอยู่แล้วดันวางในรูปแบบที่ไม่ธรรมดาเสียด้วย
แต่ถ้าไม่ใช่ความบังเอิญล่ะ มันคืออะไร มีคำถามที่เกิดขึ้นกับสถานที่ต่างๆ มากมายทั่วโลกที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเหตุผลที่มันมีอยู่นั้นเพื่ออะไร
จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่สนใจเรื่องความลี้ลับอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นเรื่องสัญลักษณ์บนทุ่งข้าวสาลีที่เรียกว่า Crop Circle สัญลักษณ์เหล่านี้มีผู้พยายามพิสูจน์ว่ามันเป็นฝีมือของมนุษย์บนโลก ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวทำขึ้น โดยได้ทดลองทำเลียนแบบขึ้นในพื้นที่ลักษณะเดียวกัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครคนไหนทำได้สำเร็จหรือทำได้เหมือน เพราะจากลักษณะที่ต้นข้าวแต่ละต้นมันโน้มงอราบไปกับพื้นนั้น มันเป็นการงอแต่ไม่หัก ต้นข้าวทุกต้นใน Crop Circle ยังสามารถกลับขึ้นมาตั้งตรงได้อีก ซึ่งผิดกับการทดลองที่พวกเขาทำกัน ต้นข้าวจะหักล้มเสียหายไปเลย แล้วทิศทางที่มันล้มไปก็เป็นความประณีตเกินกว่าเครื่องมือของมนุษย์จะทำได้ คือหากมันพับเป็นรูปวงกลม ทุกต้นจะพับไปในทิศทางที่เป็นรัศมีทำมุมกับจุดศูนย์กลางได้อย่างพอดีแม่นยำเหมือนกันทุกต้น
อาจจะเป็นเพราะผมสนใจเรื่องพวกนี้กระมัง จึงทำให้ต่อมความกระหายใคร่รู้ของผมทำงานอยู่ตลอดเวลา และก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นข่าวการค้นพบสถานที่พิกลๆ พวกนี้
ลมเย็นๆ พัดมาปะทะหนังตาผมจนแทบจะลืมไม่ขึ้น ตอนนี้ผมรู้สึกง่วงมากทั้งๆ ที่กำลังเดินอยู่ ผมสะบัดหน้าส่ายไปส่ายมาเหมือนพยายามสลัดความง่วงให้หลุดออกจากตัวให้ได้ ในใจคิดว่า หรือจะเดินกลับไปนอนเล่นเพื่อหลับสักงีบ เท่ากับเป็นการพักผ่อนเอาแรงสำหรับขากลับด้วย
แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ฉันอุตส่าห์ดั้นด้นมาเพื่อจะได้ชื่นชมกับอนุสาวรีย์แห่งความพิศวงแห่งนี้ จะมานอนเล่นทำไม ผมจึงตัดสินใจทำตัวให้กระฉับกระเฉงอีกครั้ง คราวนี้ผมกระโดดพร้อมกับสะบัดแขนสะบัดขาเพื่อเรียกความตื่นตัวให้กลับคืนมา ขณะที่กระโดดอยู่นั้น แว้บหนึ่งก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า ลองวิ่งไปรอบๆ ไอ้เจ้าก้อนหินพวกนี้ดูดีกว่า อย่างน้อยก็เก็บเป็นประสบการณ์การวิ่งรอบก้อนหินสี่ทิศนี้เป็นคนแรก
ผมรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ความง่วงเริ่มจางลงแต่ก็ไม่หมดไปเสียทีเดียว ผมจึงเร่งความเร็วมากขึ้นและลองวิ่งซิกแซกวนรอบหินแต่ละก้อน ตอนแรกก็วิ่งวนรอบนอกก่อน จากนั้นก็วิ่งผ่าตรงกลางวนไปทางซ้ายทีขวาที ระหว่างที่กำลังวิ่งอยู่นั้นผมก็ได้ยินเสียงเพื่อนผมตะโกนออกมาไกลๆ น่าจะเป็นเสียงของเจ้าสัน
“เฮ้ย! ไอ้ทิม แกจะบะ….” สิ้นเสียงคำว่า จะบะ เขาคงพูดว่าจะบ้าหรืออะไรประมาณนี้ ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงฟ้าแลบดังแทรกขึ้นมา เสียงดังเหมือนสายฟ้าที่กำลังเดินทางแหวกอากาศเพื่อจะผ่าลงมาใส่อะไรสักอย่าง มันดังเปรี๊ยะๆ แปล๊บๆ อยู่ใกล้หูผมมาก ด้วยสัญชาตญาณผมจึงนั่งลงกับพื้นพร้อมกับเอามือกุมหัว ปิดหูปิดตา และหยุดนิ่งรอฟังเสียงฟ้าผ่านั้น
แล้วก็มีแต่ความเงียบ ผมรออยู่หลายวินาทีก็ยังไม่ได้ยินเสียงฟ้าผ่าลงมาที่ตรงไหน ระหว่างนั้นผมก็คิดในใจขึ้นมาว่า ทำไมอยู่ดีๆ ถึงจะมีฟ้าผ่านะ ผมค่อยๆ ลืมตาพร้อมกับยืนขึ้นและกวาดสายตาไปรอบๆ ตัว และวินาทีนั้นเองมันทำให้ผมต้องตกตะลึงต่อภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมสะบัดหัวพร้อมกับตบที่ใบหน้าเบาๆ สองสามที เพราะคิดว่าตัวเองคงจะตาลายจากความง่วง ภาพที่ผมเห็นตอนนี้คือ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไปทั้งหมด ยกเว้นก้อนหินใหญ่ 4 ก้อนนี้ พื้นดินที่ผมเหยียบอยู่ ปรกติจะมีเศษใบไม้ กิ่งไม้และต้นวัชพืชขึ้นปกคลุมทั่วไป ตอนนี้มันกลับราบเรียบสะอาดสะอ้านไม่เหลือแม้กิ่งไม้สักกิ่ง มันเรียบเป็นลานโล่งเตียนไกลออกไปเป็นรัศมีประมาณ 50 เมตร ถัดจากนั้นก็เป็นทิวไม้สูงใหญ่ที่เรียงรายเป็นแถวเป็นแนว มันเป็นต้นไม้ที่ใหญ่โตมโหฬารมาก ผมไม่สามารถประเมินได้ว่าต้นไม้พวกนี้มีอายุเท่าไหร่ เพราะผมยังไม่เคยเห็นต้นไม้ที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ถ้าจะเทียบกับต้นที่ผมเคยเห็นที่ว่ากันว่ามีอายุ 200-300 ปี ต้นพวกนั้นก็ยังถือว่าเล็กกว่าหลายเท่าตัว และดูเหมือนมันจะได้รับการดูแลตัดแต่งเป็นอย่างดี ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับเป็นสวนสาธารณะ
ผมวิ่งออกมาจากกลุ่มของหินทั้ง 4 ก้อนนั้นทันที แล้วหันกลับไปมองมันอีกครั้ง ภาพที่ผมเห็นตอนนี้เหมือนกับที่ผมเคยจินตนาการไว้เลยคือ มันน่าจะเป็นลานโล่งเตียนจนทำให้สามารถเห็นรูปพรรณสัณฐานของก้อนหินที่เกือบกลมนี้ได้อย่างชัดเจน และเวลานี้ก็ดูเหมือนว่ามันถูกนำมาจัดวางไว้อย่างจงใจเพื่อเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นอนุสรณ์ของอะไรสักอย่างจริงๆ
ผมมองหาเพื่อนๆ ตามทิศทางที่พวกเขาเคยนั่งอยู่แต่ก็ไม่พบใคร ผมเดินวนไปรอบๆ ก้อนหินเหล่านี้อีกครั้งพร้อมตะโกนเรียกชื่อเพื่อนทุกคน
“เฮ้ย! โอ๊ต สัน เกดโว้ย… อยู่ไหนกันๆๆๆ” วินาทีนี้ผมตื่นตระหนกและรู้สึกกลัวสุดขีด อะดรีนาลีนของผมพลุ่งพล่านจนกลายเป็นขนลุกตั้งชูชัน ผมตะโกนเรียกเพื่อนอยู่นาน จากนั้นก็วิ่งกลับไปกลับมาในทุกทิศทุกทางระหว่างก้อนหินกับต้นไม้ แต่ก็ไม่พบใครสักคน
สมองเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง ผมรีบควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง คิดว่าโทรหาพวกเขาเลยดีกว่า แต่เมื่อเปิดหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมาก็พบว่ามันไม่ทำงาน ผมลองเปิดปิดสวิตช์ใหม่อยู่หลายรอบแต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม
ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อสำรวจดูว่าจะมีอะไรอีกไหมนอกจากทิวไม้ใหญ่และลานกว้างทรงกลมนี้ ผมพบว่าท้องฟ้าที่นี่ดูสดใสเป็นสีน้ำเงินสดและมีลักษณะเหลือบๆ คล้ายสีรุ้ง มันเป็นท้องฟ้าที่สวยงามสดใสราวกับในเทพนิยาย
ผมคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและก้มลงมองดูตัวเอง ก้มมองดูที่มือและเท้า ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น
“หรือว่าเรากำลังฝัน” ผมคิดขึ้นมาได้ เราคงอิ่มมากจนเผลอหลับไป
“ต้องใช่แน่ๆ” ผมสรุป
ผมลองสำรวจความรู้สึกด้วยการยกมือยกแขนขึ้นมา และคิดว่าจะลองกัดมันดู แต่ก็เปลี่ยนใจ ผมเปลี่ยนเป็นหยิกแทน
“มันก็เจ็บนี่นา” ผมพูดเบาๆ
จากนั้นผมก็ทำอาการทุกอย่างเท่าที่จะคิดออก ขยี้ตา ตบหัว กระทืบเท้า เตะซ้ายเตะขวา กระโดดโลดเต้น นอนกลิ้งกับพื้น พลิกตัวกลับไปกลับมา ดมกลิ่นดิน ดมกลิ่นรักแร้ตัวเอง ถอดเป้จากหลัง เปิดดู ดมดู เพื่อจะพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นกำลังฝันอยู่ หากใครมาเห็นผมตอนนี้ เขาคงคิดว่าผมเสียสติแน่ๆ แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังรู้สึกได้ถึงน้ำหนักและแรงกระทำจากทุกสัมผัส ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นจริงไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน
“ถ้านี่ไม่ใช่ความฝัน แล้วมันคืออะไร” ผมเริ่มตั้งคำถามกับตนเองอีกครั้ง