๓๗.
ความเป็นหนึ่งเดียว
“ผู้คนในสังคมของเรามีความรู้สึกว่า พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน คุณอาจจะต้องพยายามทำความเข้าใจสักหน่อยนะ เพราะคำว่าเป็นหนึ่งเดียวกันของพวกเรานั้นกินความหมายที่กว้างมาก ซึ่งผิดกับความเข้าใจที่สังคมของคุณมี เช่น การที่คุณเป็นคนประเทศเดียวกันคุณก็รู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่คุณก็ยังแบ่งแยกกับคนประเทศอื่น ดังนั้นความเป็นหนึ่งเดียวของคุณจึงยังอยู่บนแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอยู่ดี” เธออธิบาย
“ความเป็นหนึ่งเดียว ของพวกเราคือทุกทุกคนบนโลกเป็นเหมือนญาติพี่น้อง เป็นเหมือนพ่อแม่ เป็นเหมือนลูกหลาน ความรู้สึกตรงนี้จะดำรงอยู่ในใจของพวกเราตลอดเวลา”
“ดังนั้นเราจึงพร้อมที่จะให้ พร้อมที่จะแบ่งปันทุกสิ่งที่เรามีให้กับญาติพี่น้อง ถ้าเปรียบเทียบว่าเป็น ลูก น่าจะรู้สึกได้ง่ายกว่าสำหรับคุณ ถ้าคุณป้อนข้าวให้ลูก คงไม่มีพ่อแม่คนไหนถามว่าที่ฉันป้อนข้าวให้ลูกเนี่ย ฉันจะได้อะไรตอบแทน หรือถามว่าถ้าวันไหนฉันไม่ป้อนจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าวันไหนเขาไม่ทำ นั่นก็เพราะเขามีเหตุผลบางอย่างที่ดีกว่า” เธอตอบ
“ความรัก” เธอพูดพร้อมกับหันมาหาผม
“ฉันพยายามหาคำที่จะบอกความหมายของสิ่งนี้ให้ใกล้เคียงที่สุด ฉันไม่รู้ว่าคนบนดาวโลกของคุณได้นิยามคำๆ นี้ว่าอย่างไร แต่เท่าที่ฉันรู้สึกนะ คำว่า “ความรัก” ที่พวกคุณใช้กันก็ยังมีความหมายไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ฉันกำลังพยายามจะบอกกับคุณ”
“คำว่า ความรัก กับคำว่า เป็นหนึ่งเดียวกัน สำหรับพวกเรามันคือคำคำเดียวกัน ที่จริงไม่มีคำว่าความรักสำหรับพวกเราด้วยซ้ำ แต่สำหรับสังคมของคุณซึ่งมีความคิดพื้นฐานเรื่องการแบ่งแยก สิ่งที่แสดงออกมาเป็นความรักจากพื้นฐานความคิดนี้จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ก็เลยต้องบัญญัติคำขึ้นมาใหม่ที่พวกคุณเรียกมันว่า “ความรัก” นี่แหละ ดังนั้นความรักในความหมายของคุณกับความหมายของพวกเราจึงไม่เหมือนกันเลย”
“คนบนโลกนี้ถนัดที่จะพูดจาวกวนนะครับ” ผมพูดหยอกเธอเล่น
“เมื่อคุณ ((เป็น)) ความรักแล้ว คุณจะเข้าใจมันแบบที่ไม่ต้องให้ใครมาอธิบายเลย” เธอทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ดูเหมือนจะมีความหมาย
“ผมรู้ว่าที่คุณพูดมานี้ต้องมีความหมายมากกว่าที่ผมเข้าใจแน่นอน แต่ผมก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ผมจะจำมันไว้ก่อนก็แล้วกันนะครับ” ผมพูด
ขณะนี้ดวงอาทิตย์เริ่มตั้งฉากกับศีรษะของเราแล้ว ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยและกระหายน้ำมาก
“โคฮารุ ผมขอไปหาน้ำดื่มสักหน่อยนะครับ” ผมเรียกเธอให้หยุด
“ข้างหน้านี้จะมีจุดตัดกับลำธารค่ะ เดินลงไปจนสุดทางนี้ก็จะเจอพอดี เราค่อยพักกันตรงนั้นดีไหมคะ” เธอแนะนำ
“ได้ครับ”
โชคดีที่ทางที่เหลือนี้เป็นทางลงเขา ผมจึงไม่ต้องออกแรงสักเท่าไหร่แค่ค่อยๆ ประคองไม่ให้กลิ้งลงไปเท่านั้น พอเดินลงมาถึงจุดที่ต่ำสุด เราก็พบกับลำธารขนาดเล็กทันที เมื่อไปถึงผมจึงรีบก้มลงวักน้ำมาดื่มอย่างหิวกระหาย
“คุณนั่งพักที่นี่ก่อนนะคะ ฉันจะขอไปทำธุระส่วนตัวหน่อย” โคฮารุพูดจบก็เดินเลาะลงไปตามลำธารด้านหนึ่ง
ผมนั่งลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งโดยเอนพิงม้วนกระดาษที่แบกมา สายลมที่พัดเอื่อยๆ ประกอบกับความเหนื่อยล้าทำให้ผมเผลองีบหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ขณะที่ผมกำลังหลับอยู่ อยู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีลมหายใจดังฟืดๆ อยู่ใกล้ใบหน้า และเมื่อลืมตาขึ้นก็พบกับสิ่งที่ทำให้ผมตกใจสุดขีด สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคือเสือโคร่งตัวใหญ่ยักษ์ยืนคร่อมตัวผมอยู่
“เฮ้ย!!! เสือๆๆ” ผมตระโกนลั่นออกมาด้วยความตกใจ ตาผมเบิกโพลง ขนแขนและขนหัวตั้งชูชันเนื่องจากความกล้ว ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดผมจึงใช้มือและเท้าดันตัวเองให้ถอยหลังไปกับม้วนกระดาษแบบสุดตัว แต่ยิ่งถอย เจ้าเสือร้ายก็ยิ่งตามมาพร้อมทำเสียงคำรามในคอเป็นเสียงต่ำๆ