๖๓.
จิตปัญญา
“ไม่เป็นไรหรอก เพราะคุณภาพของอากาศ อาหาร และน้ำ ทำให้คนที่นี่แข็งแรงมาก การไม่นอนแค่คืนสองคืนจึงไม่มีผลอะไร” เสียงของคลายเอินพูดขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่งของห้อง ผมไม่ทันสังเกตว่าเขามายืนตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
“อ้าว! อรุณสวัสดิ์ครับคุณคลายเอิน” ผมกล่าวทักทายก่อนที่เขาจะเดินมานั่งที่โต๊ะเพื่อร่วมวงดื่มน้ำชา
“ท่านผู้ปกครองแจ้งมาว่าให้เธอไปพบกับท่านวันนี้” คลายเอินพูดต่อด้วยเรื่องที่ทำให้ผมกังวลมาตลอด
“วันนี้เลยหรือครับ” พอพูดจบ ผมก็รู้สึกขนหัวลุกซู่ขึ้นทางด้านขวาทันที
“เอ๊ะ! แปลกจัง มันคืออะไรหรือครับ อาการขนหัวลุกด้านขวาด้านเดียวแบบนี้” ผมถามคลายเอิน
“ไม่มีอะไรหรอก อาการนี้เป็นการแสดงออกถึงความยินดีของจิตวิญญาณในตัวเธอเอง เขาก็ดีใจน่ะ” คลายเอินตอบ
“แล้วทำไมต้องเป็นด้านขวาด้วยล่ะครับ ทำไมไม่เป็นด้านซ้ายหรือที่อื่นๆ” ผมถามต่อ
“สมองซีกขวาเป็นด้านที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณโดยตรง ซึ่งการทำความเข้าใจในปรัชญาชั้นสูงหรืออภิปรัชญานั้นจะต้องอาศัยความถนัดของสมองส่วนนี้ นั่นคือการจินตนาการ เราจึงเรียกกระบวนการใช้สมองส่วนนี้ว่า “จิตปัญญา” หรือปัญญาของจิตวิญญาณนั่นเอง” คลายเอินอธิบาย
“อ๋อครับ แล้วทำไมเขาต้องดีใจด้วยล่ะครับ”
“ถ้าเธอต้องพลัดพรากจากคนที่เธอรักเป็นเวลานานแสนนาน และต่อมาเธอก็รู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้จะได้เจอกัน เธอจะดีใจไหมล่ะ” คลายเอินใช้คำถามแทนคำตอบ
“ดีใจครับ แต่ผมไม่เห็นรู้สึกดีใจด้วยเลยนี่ครับ” ผมตอบ
“นั่นมันจิตสำนึกของเธอที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าเคยพรากจากใครมา”
“ตื่นกันหมดทุกคนแล้วหรือคะ” เสียงโคฮารุดังแทรกระหว่างที่คลายเอินกำลังอธิบาย
“อรุณสวัสดิ์ค่ะทุกคน” เธอทักทายพร้อมกับเดินไปที่ขาตั้งสำหรับวาดรูปของเดอวิ้นซ์
“ว้าว! สวยมากๆ เลยค่ะ คุณเดอวิ้นซ์คุณเก่งจังเลย คุณวาดมันเสร็จภายในคืนเดียวได้อย่างไรเนี่ย สุดยอดมากๆ” โคฮารุพรั่งพรูความรู้สึกออกมาเมื่อได้เห็นภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
“มาดื่มชาร้อนๆ กันก่อนครับ” เดอวิ้นซ์ชวนโคฮารุหลังจากที่เธอพูดจบ
“ชาบ้านคุณเหวิ้นหรือเปล่าคะ” เธอพูดขณะที่กำลังเดินมาที่โต๊ะ
“ใช่ครับ”
“เยี่ยมไปเลยค่ะ”
เธอนั่งลงที่โต๊ะระหว่างที่เดอวิ้นซ์รินน้ำชาให้
“วันนี้ผมต้องไปพบกับท่านผู้ปกครองแล้วนะครับ” ผมแจ้งกับโคฮารุ
“หรือคะ ในที่สุดก็จะได้พบกันเสียที ยินดีด้วยนะคะ” โคฮารุพูด
“คุณพูดกับผมหรือครับ” ผมทำท่าขมวดคิ้วเล็กๆ เพราะฟังดูเหมือนไม่ได้คุยกับผม
“อ๋อค่ะ ก็ไม่เชิงเท่าไหร่ ฉันคุยกับจิตวิญญาณของคุณด้วย” เธอบอก
“คุณเดอวิ้นซ์ คุณเก่งมากๆ” โคฮารุกล่าวชมอีกครั้ง
“ฉันยกภาพนี้ให้กับเธอไว้เป็นที่ระลึกสำหรับการมาเยือนบ้านของฉันในครั้งนี้” เดอวิ้นซ์หันมาพูดกับผมพร้อมผายมือไปทางภาพวาดของเขา
“จริงหรือครับ ขอบคุณมากครับ” ผมพูดพร้อมกับหันไปทำท่าขอบคุณ
“ยินดีครับ ฉันก็ต้องขอบใจเธอด้วยเช่นกันที่เปิดโอกาสให้ฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในชีวิตของเธอ” เขาพูดพร้อมกับเดินไปที่ชั้นวางของ หยิบกระบอกไม้แบบมีฝาปิดที่ด้านบนและมีเชือกเส้นเล็กๆ สำหรับสะพายได้มาหนึ่งอัน เขาเดินไปที่รูปแล้วบรรจงม้วนมันใส่ลงไปอย่างแผ่วเบา
“นี่ครับ” เดอวิ้นซ์พูดพร้อมกับนำสายสะพายกระบอกนั้นมาคล้องที่คอผม โดยพาดเฉียงไปที่ไหล่ข้างหนึ่งเพื่อให้กระบอกไปอยู่ด้านหลัง
“ขอบคุณมากครับ” ผมคิดในใจว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาเอาก็ได้ แต่ก็คิดว่ารับมาเลยดีกว่าเพราะมันไม่ได้หนักอะไร
“เราออกไปหาอาหารเช้าทานกันดีไหม” คลายเอินเสนอหลังจากที่พวกเรานั่งสนทนาในวงน้ำชามาได้พักใหญ่ๆ
“ดีค่ะ ระหว่างทางไปที่ภูเขามีอาหารหลายอย่างให้เลือกเลย” โคฮารุเห็นด้วย
“ดีครับ” เดอวิ้นซ์พูด
“งั้นเราไปกันเลยดีไหม หนูเริ่มหิวแล้ว” โคฮารุแนะนำ
เช้านี้เป็นวันที่อากาศแจ่มใสอีกวันหนึ่ง อากาศเย็นค่อนไปทางหนาว ผมดึงเสื้อมาแนบที่ลำตัวเพื่อไม่ให้ลมเล็ดลอดเข้าไปข้างใน
“หนาวหรือคะทิม” โคฮารุสังเกตอาการของผม
“นิดหน่อยครับ แต่เสื้อที่ใส่อยู่นี้ก็ทำให้ผมอบอุ่นดีครับ” ผมตอบ
“พอสายหน่อยอากาศก็จะเริ่มอุ่นขึ้น” คลายเอินบอก
“ครับ ช่วงเวลานี้เป็นฤดูอะไรครับ” ผมถาม
“เป็นฤดูหนาว แต่เพราะเมืองของเราตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร อากาศจึงไม่หนาวมาก ตอนกลางวันอากาศจะแค่เย็นๆ ไ่ม่ถึงกับหนาวมาก จะมีก็แค่ช่วงเช้าเท่านั้น” เขาตอบ
“แล้วหน้าร้อนล่ะครับเป็นอย่างไร” ผมถามต่อ
“แต่ว่าหน้าร้อนอากาศก็จะไม่ร้อนมากนะ กำลังสบายและมีลมพัดมากกว่านี้เท่านั้น ฉันชอบหน้าร้อนนะมันสบายๆ ดี” เดอวิ้นซ์ให้ข้อมูลเพิ่ม
“มีหน้าฝนไหมครับ” ผมถามต่อ
“มีสิ ฉันชอบฤดูฝน ฝนของที่นี่จะมีลักษณะเป็นละอองๆ ฝอยๆ ฉันชอบออกมาเดินเล่นเวลาที่ฝนตก ท้องฟ้ามันจะมีสีสันสวยงามและมีสายรุ้งด้วย” โคฮารุแสดงความชอบของตัวเองบ้าง
“แล้วมีพายุบ้างไหมครับ” ผมถาม
“ในประวัติศาสตร์โลกของเรายังไม่เคยมีปรากฏเลยนะ” คลายเอินตอบ
“ทำไมล่ะครับ ทำไมถึงไม่เหมือนที่โลกของผมล่ะครับ”
“เธอลองคิดดูสิ เธอน่าจะพอทำความเข้าใจเองได้นะ นี่เป็นโจทย์ที่ง่ายมากๆ” คลายเอินพูดคล้ายกับเป็นการทดสอบ
“เอ่อ…ผมคิดว่าน่าจะพอเดาได้แต่ก็อยากรู้ความจริงจากคุณมากกว่า คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม แล้วผมจะบอกอีกทีว่าตรงกับสิ่งที่ผมคิดไว้หรือเปล่า” ผมตอบ
“ฉันจะไม่อธิบายเธอดีกว่า เก็บไว้ให้เธอเอาไปคิดเองบ้าง” เขายังไม่ยอมอธิบาย
“พายุฝนพวกนั้นเกิดจากประจุลบที่คนบนโลกของผมปลดปล่อยออกมาใช่ไหมครับ” ผมถาม
“คิดต่อไปอีกซิ” คลายเอินพูด
“เอ่อ…ประจุลบพวกนั้นเป็นสิ่งที่โลกไม่ต้องการ มันจึงถูกสะสมไว้ในชั้นบรรยากาศ และเมื่อมันผสมกับการจับตัวของละอองน้ำ น้ำหนักมวลของมันจึงมากขึ้น”
“ดีมากๆ ลองคิดต่ออีกสิ” เขาพูด
“ไม่รู้ผมเข้าใจถูกหรือเปล่านะครับ มันมีความคิดแทรกเข้ามาบอกผมว่า ประกอบกับดวงจิตวิญญาณของสัตว์หรือคนที่เคยถูกก้าวล่วงรังแก พวกเขาอัดแน่นไปด้วยความอาฆาตพยาบาทซึ่งล่องลอยอยู่ทั่วไปในอากาศ เขาได้ใช้สถานการณ์ที่เหมาะสมนี้เข้าไปแทรกแซงเพื่อจัดการกับผู้ที่เขาผูกพยาบาทอยู่” ผมพูดออกมาจากความคิดที่แทรกขึ้นมาอีกที
“เก่งมาก ฉันขอชมเชย เธอมีทักษะเร็วเกินกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก เธยังสามารถสืบค้นต่อไปได้เรื่อยๆ อีกนะหากเธอยังต้องการ โดยการตั้งคำถามในเรื่องที่เธอต้องการรู้ ป้อนเข้าไปในสมองของเธอเอง” คลายเอินสรุป
“แล้วทำไมฝนของที่นี่ถึงเป็นแบบละอองฝอย” ผมถามขึ้น แต่ทันทีที่ผมพูดจบ คำตอบก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจึงพูดมันออกมา
“เพราะคนที่นี่มีแต่การปลดปล่อยคลื่นความถี่ด้านบวกหรือคลื่นความรักเท่านั้น” ผมพูดตามความคิดที่ผุดขึ้น
“ตลกดีเหมือนกันนะคะคุณตา เขาถามเองตอบเอง” โคฮารุพูดกับคลายเอินพร้อมกับมีสีหน้ายิ้มๆ
“ใช่ คนที่เพิ่งเริ่มใช้กระแสจิตในการค้นหาความรู้ได้ใหม่ๆ มักจะเป็นอย่างนี้แหละ นี่ถ้าคนบนโลกเดิมของเขามาเห็นคงคิดว่าเขาบ้า” เขาตอบ
“หนูคิดออกแล้ว เราไปกินร้านขนมนึ่งคุณโฮเทปกันดีไหมค่ะ หนูไม่ได้กินมานานแล้ว” โคฮารุเสนอ
“ดีเหมือนกันครับ เป็นทางผ่านพอดีด้วย” เดอวิ้นซ์เห็นด้วย
หลังจากนั้นพวกเราจึงเดินไปตามถนนเส้นหลักที่มุ่งหน้าไปยังที่พำนักของรูปธรรมชั้นสูง
“ถึงแล้วร้านคุณโฮเทป” โคฮารุบอกกับผม
ร้านนี้เป็นร้านที่ตั้งอยู่ริมถนนเส้นหลักนี้เลย เป็นตึกขนาดใหญ่กินพื้นที่มากกว่าตึกอื่นๆ ที่เห็นเรียงรายอยู่ถึงสามเท่า มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ โต๊ะที่ใช้สำหรับนั่งรับประทานมีอยู่มากมายจนลามล้นลงมาถึงถนนที่เราเดิน เมื่อมองเข้าไปในร้านที่ตอนนี้ตลบอบอวลไปด้วยไอน้ำสีขาว และเมื่อมันปะทะกับความเย็นที่อยู่นอกร้านจึงยิ่งเกิดเป็นหมอกควันสีขาวทั่วไปหมด วิธีการของร้านนี้คือให้แต่ละคนเข้าไปเลือกอาหารแบบที่ตัวเองต้องการจากด้านในสุดของร้าน เมื่อผมมองไปที่โต๊ะอื่นๆ ที่เขานั่งกินกันอยู่ก่อนหน้าก็เห็นซาลาเปา มันมีลักษณะเป็นแป้งลูกกลมๆ ด้านในมีไส้ แต่จะผิดกันก็ตรงที่สีผิวด้านนอกนั้นมีหลากหลายสีสันมาก มีทั้งเขียว แดง เหลือง น้ำตาลอ่อน น้ำตาลแก่ เหลืองอ่อน เหลืองแก่ มีแม้กระทั่งสีม่วงและสีฟ้า ซึ่งผมดูแล้วไม่น่าจะเป็นสีที่ได้มาจากธรรมชาติ
“คุณตากับคุณเดอวิ้นซ์นั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวหนูกับทิมจะไปจัดมาให้” โคฮารุบอกกับทั้งสองคน
“ไปค่ะทิม เราไปเลือกกัน” เธอจูงมือผม
เมื่อเดินเข้าไปในร้าน บรรยากาศข้างในนี้ค่อนข้างร้อนอบอ้าว นั่นเป็นเพราะไอน้ำจากเตานึ่งขนาดใหญ่ที่อยู่ในร้าน ซึ่งถ้านับคร่าวๆ น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 20 เตา ถัดจากเตานึ่งใหญ่ที่อยู่ด้านในสุดของร้านก็จะมีเตาเล็กๆ ผมคิดว่าเป็นเตาสำหรับอุ่น โดยขนมทั้งหมดที่สุกแล้วจะถูกลำเลียงมาไว้ที่เตาเล็กๆ พวกนี้ นับดูแล้วก็น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 30 เตา เตาเหล่านี้เป็นซึ้งนึ่งแบบชั้นเดียว เมื่อเปิดฝาขึ้นมาก็จะพบกับซาลาเปาหลากสีสันบรรจุอยู่
ไม่รู้ว่าวัฒนธรรมการกินอาหารเช้าแบบนี้ใครเลียนแบบใครระหว่างชาวจีนกับคนที่นี่ เพราะผมดูแล้วมีความคล้ายคลึงกันมาก จะต่างกันก็ตรงที่อาหารพวกนี้ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์เท่านั้น จะมีบ้างก็เป็นพวกผลผลิตที่ทำจากนมและเนย
“ไส้นี้ฉันชอบ เธอเอามาสักสามลูกเลย” โคฮารุบอกผมขณะที่เปิดฝาเตาหนึ่งออกมา
“สีไหนครับ” ผมถาม
“สีม่วงๆ นั่นค่ะ” เธอตอบ
“แล้วอันไหนอร่อยอีกครับ” ผมถาม
“ที่จริงมันก็อร่อยทุกไส้แหละนะ ฉันคิดว่าเธอลองเอาไปอย่างละหนึ่งลูกดูก่อนไหม จะได้ลองชิมทุกไส้ แล้วถ้าอันไหนเธอชอบค่อยมาเอาเพิ่ม” เธอบอก
“โอ้โห! ถ้าผมชิมทุกไส้คิดว่าคงจะอิ่มจนท้องแตกแน่”
“เอาเถอะคุณ คีบมาทุกสีเลย” เธอออกคำสั่ง
“ได้ๆ ครับ” ผมทำตามที่เธอสั่ง
เมื่อเราวางถาดลงที่โต๊ะก็พบว่ามีซาลาเปาหลากสีสันถึงสองถาดเต็มๆ
“เราจะกินกันหมดหรือครับเนี่ย” ผมพูดด้วยความไม่แน่ใจ
“ลองกินดูก่อนเถอะครับ” เดอวิ้นซ์พูดทำนองว่าที่จริงมันอาจจะไม่พอด้วยซ้ำ
ผมหยิบลูกที่เป็นสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ขึ้นมาก่อนเป็นลูกแรก เพราะดูแล้วสีสันของมันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่
“สีฟ้านี้มาจากอะไรหรือครับ” ผมเพ่งดูก่อนที่จะกินมัน
“มันเป็นสีของแร่ธาตุหายากชนิดหนึ่ง เมื่อนำมาบดและผสมกับน้ำ เราก็จะได้สีนี้เลย” โคฮารุอธิบาย
เมื่อผมฉีกดูข้างใน ไส้ของมันดูคล้ายกับธัญพืชประเภทถั่วบดผสมกับเครื่องเทศอีกสองสามชนิด และเมื่อกัดลงไปจะมีรสชาติเค็มๆ มันๆ ไส้ที่เป็นเมล็ดธัญพืชที่บดแบบหยาบๆ ก็ให้ความรู้สึกอร่อยกลมกล่อม
“อืม…อร่อยแปลกๆ ดีครับ” ผมพูดและคิดว่าเดี๋ยวจะไปเอาสีนี้มากินอีกสักลูก
“เธอลองสีม่วงของฉันดูบ้างสิ” โคฮารุยื่นมาให้ผม
ลูกสีม่วงนี้เมื่อปริไส้ออกดูจะเห็นว่าเป็นสีเหลืองนวล มีน้ำสีขาวข้นๆ ไหลเยิ้มแทรกตัวอยู่จนทั่ว ส่วนผสมของไส้นี้ไม่น่าจะมีเครื่องเทศเหมือนอันก่อน และเมื่อลองกัดลงไป มันมีรสเค็มและหอมกลิ่นชีสผสมกับครีมอะไรสักอย่าง
“อืมๆ…อันนี้อร่อยมากๆ อร่อยกว่าอันเมื่อกี้อีก” ผมพูด
“เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้ว แสดงว่าเราชอบเหมือนกัน” โคฮารุพูดออกหน้า
“เดี๋ยวเราต้องไปเอาสีนี้มาเพิ่มอีกสักหน่อย” ผมพูดด้วยความตะกละ
หลังจากนั้นผมก็ทดลองชิมสีต่างๆ เท่าที่ทดลองกินดูไม่มีอันไหนเลยที่ไม่อร่อย ทุกอันมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
“นี้ถ้าได้ชาแบบเมื่อเช้าสักถ้วยคงจะดีไม่น้อยเลยนะครับ” ผมพูดแสดงความเห็น
“มีนะคะ ร้านคุณเหวิ้นเขาเอามาส่งไว้ที่นี่ด้วยค่ะ” โคฮารุพูด
“เดี๋ยวฉันไปเอามาให้” เธอบอก
“ผมไปตักให้ดีกว่าครับ มันอยู่ตรงไหน เผื่อจะได้ไปเอาซาลาเปามาเพิ่มด้วย” ผมเสนอ
“อยู่ในโถที่ตั้งอยู่ตรงกลางของร้านโน่นน่ะค่ะ” เธอชี้ไปยังทิศทางที่โถนั้นตั้งอยู่