๖๒.
Imagine
“เพลง Imagine ใช่ไหมครับ” ผมคิดว่ามันมีความหมายอย่างที่เขาพูด
“ใช่ แต่น่าเสียดายที่ครึ่งหนึ่งของคนที่ฟังเพลงนี้ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาของมัน อาจจะเป็นเพราะความแตกต่างทางภาษาหรือไม่เคยสนใจก็ตาม 30 เปอร์เซ็นต์เข้าใจภาษาแต่ก็ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงเพราะอาจจะไม่เคยนำมาขบคิด 15 เปอร์เซ็นต์พยายามตีความแต่ด้วยโลกทัศน์ที่มองแต่บริบทในโลกของตัวเองจึงเข้าใจว่ามันเป็นแค่จินตนาการที่ไม่มีวันเป็นไปได้จริง 4 เปอร์เซ็นต์ถูกนำมาตีความจากผู้ที่ได้ชื่อว่ามีอิทธิพลทางความคิดต่อคนจำนวนมากแต่ท้ายที่สุดก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี จะมีคนที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการพยายามสื่อสารที่มาจากแหล่งกำเนิดข้อมูลนี้น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เสียอีก” คลายเอินอธิบาย
“ฉันอยากจะบอกกับเธอว่านอกจากเพลงนี้ยังมีเพลงอีกเป็นล้านๆ เพลงที่ถูกส่งไปจากพวกเรา กระจายอยู่ในทุกชาติทุกภาษาเพื่อบอกความในใจว่า พวกเรารอคอยการกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันและกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ให้กำเนิดดวงจิตของพวกเราหรือดวงจิตดวงใหญ่”
“คนที่แต่งเพลงบรรยายภาพของโลกคู่ขนานคนนี้ เมื่อเขาทำหน้าที่สร้างสรรค์บทเพลงและทำให้มันเป็นที่รู้จักแก่คนทั้งโลกแล้วเขาก็จบชีวิตในเวลาไม่นาน และดวงจิตของเขาก็ได้มาเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเราแล้ว” คลายเอินเสริม
“เขาถูกลอบสังหารโดยแฟนเพลงที่คลั่งไคล้เขามากคนหนึ่งนี่ครับ” ผมถาม
“ใช่”
“ทำไมคนที่มีอิทธิต่อโลกมากๆ อย่างเขาถึงได้จบชีวิตเร็วอย่างนี้ล่ะครับ” ผมถาม
“เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเลือก เขาไม่มีอะไรต้องทำแล้ว ภารกิจของเขาสำเร็จแล้ว เขาก็สามารถเลือกที่จะอยู่ต่อหรือจะไปก็ได้ ซึ่งเขาเลือกที่จะไป ในเวลาไม่นานเขาก็ได้มาเกิดที่ดาวโลกทึงร่าแห่งนี้ และปัจจุบันเขาก็กำลังดำเนินชีวิตอยู่เพื่อรอคอยดวงจิตที่เป็นสายสัมพันธ์คนอื่นๆ”
“จริงหรือครับ อย่างนี้ผมก็มีโอกาสได้เจอเขาน่ะสิครับ” ผมพูด
“อาจจะได้เจอนะ แต่เขาอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง”
“ถ้าเธออยากจะเจอเขาเพียงเพราะว่าเขาเคยเป็นคนที่มีชื่อเสียงบนโลกของเธอล่ะก็ หลายๆ คนในเมืองนี้ก็เคยเป็นคนที่มีชื่อเสียงบนโลกของเธอมาก่อน รวมทั้งคนที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ด้วย” เขาอธิบายต่อ
“เดอวิ้นซ์เคยเป็นใครที่มีชื่อเสียงบนโลกของผมหรือครับ” ผมถาม
“ก็คนที่วาดรูปนางลิซ่าหรือมาดามลิซ่าไงล่ะ เธอรู้จักไหม” เขาตอบ
“นางลิซ่าไหนครับ นึกไม่ออก” ผมตอบ
“อ้อ! ลืมไป “โมนา” เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกผู้หญิงที่สูงศักดิ์อีกคำหนึ่งคล้ายๆ กับคำว่า “มาดาม” พวกเธอจึงเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าโมนาลิซ่า” เขาตอบ
“คนที่วาดภาพโมนาลิซ่า!! อย่าบอกนะว่า เดอวิ้นซ์คือเลโอนาร์โด ดาวินชี่น่ะ!!” ผมพูดพร้อมกับหันไปหาเดอวิ้นซ์
“นั่นล่ะ เขาตัวจริงเลยล่ะ” คลายเอินพูด
“จริงหรือครับเนี่ย คุณคือเลโอนาร์โด ดาวินชี่จริงๆ หรือครับ” ผมพูดพร้อมกับเดินเข้าไปจับมือเขา
“คุณคือศิลปินในดวงใจของผมเลยนะครับ ตอนเด็กๆ ผมเคยเอารูปที่คุณวาดมาลอกเลียนแบบตั้งหลายรูปแน่ะ ผมดีใจจริงๆ ที่ได้พบคุณ” ผมพูด
“ฮ่าๆๆ ฉันก็เช่นเดียวกัน ฉันรู้สึกยิ่งกว่าเธอเสียอีก ฉันรู้สึกปิติเลยล่ะที่ได้เจอเธอ” เดอวิ้นซ์ตอบ
“ทำไมล่ะครับ” ผมถาม
“สักวันเธอจะเข้าใจเองว่าทำไม” เขาตอบ
“โลกนี้มีสิ่งที่ทำให้ผมต้องประหลาดใจได้ทุกๆ นาทีเลยนะครับ” ผมพูด
“อีกไม่นานเธอก็จะชินไปเอง ที่นี่ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เธอยังไม่รู้ ขอให้เธอเตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องที่ไม่คาดคิดไว้ให้ดีก็แล้วกัน” คลายเอินบอก
เย็นวันนั้นผมสนทนากับเดอวิ้นซ์ต่ออีกหลายชั่วโมงขณะที่นั่งดูเขาวาดรูปที่ค้างไว้ โดยมีโคฮารุมายืนเป็นแบบให้ในบางช่วง ที่จริงเดอวิ้นซ์เก่งจนไม่จำเป็นต้องดูแบบแล้วเพราะเขาสามารถจินตนาการได้ทั้งหมด แต่ที่โคฮารุต้องมายืนเป็นแบบเพราะเธอขอไปยืนเอง โดยเธอพยายามทำท่าทางให้เหมือนกับที่เดอวิ้นซ์ร่างไว้ ซึ่งดูแล้วเหมือนกับห้องทำงานของศิลปินในยุคเรอเนสซองต์ที่ผมเคยเห็นในรูปวาดไม่มีผิด ที่มักจะมีนางแบบมายืนให้วาดรูปท่ามกลางแสงไฟในสตูดิโอ คืนนี้พวกเราเข้านอนกันดึกพอสมควร แต่เดอวิ้นซ์ก็ยังคงนั่งทำงานต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะพักผ่อนเลย
เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นมาเป็นคนแรก เมื่อเดินออกมาจากห้องนอน แสงอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์ก่อนจะขึ้นจากขอบฟ้าผนวกกับแสงจากหลอดไฟที่ไม่เคยดับ ทำให้ผมเห็นสภาพภายในห้องทำงานของเดอวิ้นซ์ได้ชัดเจนมากกว่าเมื่อคืนมาก ภาพที่เดอวิ้นซ์วาดไว้ตอนนี้มันถูกลงสีจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว สีที่ลงไปในภาพนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่สีน้ำบางๆ แต่ก็ทำให้เรารู้สึกถึงบรรยากาศของสรวงสวรรค์ได้อย่างชัดเจนจนไม่ต้องจินตนาการ สีที่เดอวิ้นซ์แต่งแต้มลงไปในแต่ละจุดของภาพได้ทำหน้าที่แทนค่าของอากาศที่สะอาดสดใส ต้นไม้ใบหญ้าดอกไม้ที่สวยสดงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ รวมทั้งถ่ายทอดสีหน้าแววตาของคนในภาพได้อย่างสมจริง ดูราวกับสามารถเข้าใจความรู้สึกของชายผู้ที่ถูกจูงมือว่ากำลังตื่นเต้นขนาดไหนที่ได้เห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ
“เป็นอย่างไรบ้างครับ” เสียงของเดอวิ้นซ์ดังขึ้นจากด้านหลังขณะที่ผมกำลังยืนดูภาพวาดนั้นอย่างพินิจพิจารณา
“มันยอดเยี่ยมมากๆ เลยครับ” ผมตอบ
“ขอบคุณครับ”
“ทำไมคุณตื่นเร็วจัง คุณคงเพิ่งไปนอนได้ไม่นานนี้เองใช่ไหมครับ” ผมประเมินจากงานที่เห็น
“ฉันยังไม่ได้นอนเลย ฉันเพิ่งวาดมันเสร็จก่อนหน้าที่เธอจะตื่นนี้ไม่ถึงชั่วโมง ฉันจึงออกไปเดินยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย” เขาตอบ
ในมือของเขาถือภาชนะรูปร่างเหมือนกาน้ำแบบที่มีหูหิ้วทำจากทองแดงแต่มีรูปทรงสูงเหมือนกับเหยือกน้ำ หลังจากที่ทักทายผมแล้วเขาก็เดินไปที่โต๊ะทำงานกลางห้อง
“มาดื่มอะไรร้อนๆ กันก่อน” เขาเชิญชวนพร้อมกับเดินไปหยิบถ้วยดินเผามาสองใบ
“ลองดื่มนี่ดู” เขารินอะไรบางอย่างใส่ถ้วยสองใบ
“ขอบคุณมากครับ” ผมเอื้อมมือไปประคองถ้วยนั้นอย่างแผ่วเบาเพราะเห็นว่ามันยังร้อนอยู่
“คุณไปซื้อมา เอ่อ…ไม่ใช่สิ คุณไปเอามาจากไหนหรือครับ” ผมถาม
“ที่บ้านถัดจากที่นี่ไปอีก 4 บล็อค คนทั่วทั้งเมืองรู้จักบ้านนี้ดี เขาทำเจ้าเครื่องดื่มนี้ได้อร่อยไม่เหมือนใคร” เขาตอบ
ผมลองดื่มมันช้าๆ สัมผัสแรกที่รับรู้ มันคือชานม และมันก็มีกลิ่นหอมของเนย แต่ที่พิเศษคือมันมีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้อวลออกมาอย่างชัดเจน
“ชานมนี่ครับ อร่อยมากครับ” ผมพูด
“แต่ชานี้เป็นชาชนิดพิเศษนะ” เขาอธิบาย
“พิเศษอย่างไรหรือครับ”
“พิเศษตรงที่กลิ่นของมันจะยังหอมอยู่อย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะใส่นมและเนยเพื่อเพิ่มความเข้มข้นไปแล้ว” เขาตอบ
“อ้าว! ผมนึกว่าใส่ดอกไม้ลงไปเสียอีก”
“เปล่าเลย นี่คือกลิ่นของมันล้วนๆ” เขาตอบ
“และที่กลิ่นมันยังหอมจัดขนาดนี้ได้ก็เพราะชาต้นนี้เป็นต้นที่เก่าแก่มากๆ จากการประเมินมันน่าจะมีอายุสัก 6 หมื่นปีแล้ว”
“ต้นชาอายุ 6 หมื่นปี!!” ผมอุทานด้วยความแปลกใจ
“ใช่ แล้วก็มีอยู่ต้นเดียวในเมืองนี้เท่านั้นด้วย”
“โอ้โห! แล้วต้นมันจะใหญ่ขนาดไหนกันครับเนี่ย”
“ใหญ่มาก ใหญ่ประมาณ 4 คนโอบ และสูงเท่ากับตึก 3 ชั้นเลยทีเดียว” เขาอธิบาย
“ทำไมเขาถึงไม่ขยายพันธุ์ไปปลูกที่อื่นบ้างล่ะครับ”
“มีคนเคยเอาไปปลูกกันแล้ว แต่กลิ่นหอมของมันจะเป็นแค่กลิ่นอ่อนๆ เหมือนชาทั่วๆ ไป เวลาชงจึงไม่ควรใส่ส่วนผสมใดๆ ลงไป เพราะจะทำให้กลิ่นมันหายหมด”
“ถ้าเป็นชาต้นใหญ่และสูงขนาดนั้น เขาจะเก็บใบกันอย่างไรครับ” ผมสงสัย
“นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยนะ เขาได้สร้างโครงไม้ขนาดใหญ่ล้อมชาต้นนี้ไว้ ความสูงของโครงนี้ก็พอๆ กับเรือนยอดของมัน แถมยังมีสะพานไม้เล็กๆ ต่อเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ของเรือนยอดนั้นอีกที ถ้าเธอขึ้นไปข้างบน เธอจะไม่รู้สึกเลยว่านี่คือต้นไม้ มันเหมือนเป็นสวนหย่อมลอยฟ้ามากกว่าเพราะมันมีทางเดินโดยรอบตัดไปตัดมาเป็นตาราง ใบไม้ที่โผล่ขึ้นมาก็ดูเหมือนพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่ถูกตัดแต่งทุกวัน แต่ที่จริงคือมันโดนเด็ดทุกวันมากกว่า”
“ชานี้เป็นของขึ้นชื่อที่เมืองนี้เลย ใครมาก็ต้องมาชิมให้ได้” เดอวิ้นซ์พูดเสริมถึงความพิเศษ
“อืม…หอมมันอร่อย เข้มข้นมากเลยนะครับ” ผมแสดงความรู้สึก
“นี่ลองทานกับขนมนี้สิ จะเข้ากันมาก” เขาเดินไปหยิบกล่องขนมมาจากชั้นวางของ
เมื่อเปิดกล่องออกมาก็พบกับขนมที่มีลักษณะพรุนๆ คล้ายกับคุกกี้ แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียวเพราะดูจากคุณสมบัติแล้วไม่คล้ายกันเลย และยิ่งลองกัดลงไปยิ่งไม่เหมือนเพราะความนุ่มนวลของมันทำให้รู้สึกเหมือนกินอะไรที่ฟูๆ มากกว่า เนื้อในของมันก็อุดมไปด้วยเมล็ดธัญพืชหลายชนิดที่ถูกบดจนเกือบจะละเอียดแล้วนำมาบีบเป็นก้อนแบนๆ ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้วแทบไม่ต้องเคี้ยวเลย
“อื้มๆ เข้ากันได้ดีมากเลยนะครับ เวลาที่ดื่มชาตามเข้าไป มันนุ่มละเอียดจนละลายไปพร้อมกับชาเลยนะครับ” ผมชม
“ใช่ เวลาฉันดื่มชาจะต้องมีขนมนี้กินคู่กันเสมอ” เขาเสริม
“คุณต้องไปพักผ่อนก่อนหรือเปล่าครับ คุณยังไม่ได้นอนมาทั้งคืนเลยนี่” ผมพูด
“ไม่เป็นไร ฉันเคยไม่นอนติดต่อกันตั้งหลายวันก็ยังไม่เป็นไร” เดอวิ้นซ์ตอบ
“มันไม่ค่อยดีรึเปล่าครับ” ผมถาม
“ฉันไม่แน่ใจเหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าสิ่งที่ฉันทำนี้จะมีความหมายต่อใครบางคน ซึ่งจะทำให้ฉันเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองที่ได้ทำให้ความหมายของใครคนนั้นเกิดขึ้นจากน้ำมือของฉัน มันไม่สามารถรอได้แม้สักนาทีเดียว” เดอวิ้นซ์พูด